๙ วัด ๙ ที่ ๙ ของดีจังหวัดกาญฯ

     ในปัจจุบันการท่องเที่ยวถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทย เป็นอย่างมาก และถือเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อกลไกการพัฒนาประเทศไทย การส่งเสริมการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ส่งผลมาสู่การสร้างอาชีพ การจ้างงานทั้งในภาคการท่องเที่ยวโดยตรงและการจ้างงานในภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน และท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมแล้วจะนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจของประเทศ การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เป็นการท่องเที่ยวเพื่อการชมหรือ สัมผัสสถาปัตยกรรมด้านศาสนา การท่องเที่ยววัด ศาสนสถาน และ สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเน้นที่ประเภทแหล่งโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัฒนธรรมทางศาสนา และประเพณีวัฒนธรรม การท่อง เที่ยวแห่งประเทศ ไทยได้วางกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเติบโตอย่าง ยั่งยืนโดยเน้นตลาดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประ เทศ ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ประโยชน์ทั้งต่อสถาบันครอบครัวและสังคม โดยมีแนวโน้ม พัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นไปในลักษณะการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากขึ้น นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ จะเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เห็นความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีจุดเด่น พิเศษ

      ปัจจุบันการท่องเที่ยวในเชิงพุทธ เป็นการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินทางไปวัด ไปสถานที่ทางศาสนา เพื่อร่วมกิจกรรมทางศาสนา การปฏิบัติธรรม ดังจะเห็นได้จากการ เดินทางท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปในนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ซึ่งมักใช้ช่วงเวลาวันหยุด เทศกาล โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันสำคัญทางศาสนาจะมีการถือศีลปฏิบัติธรรม และประชาชนใน ท้องถิ่นบางส่วนได้เล็งเห็นผลประโยชน์จึงเริ่มมีการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือเข้ามาใช้พื้นที่ของวัดในการประกอบอาชีพดังกล่าวมากขึ้น (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แนวทางการจัดการและส่งเสริม การท่องเที่ยว, (กรุงเทพมหานคร: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2552)
 
ในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากมายหลายที่ด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัดให้ผู้สนใจได้ศึกษาไว้เป็นข้อมูลในการตัวสินใจในการท่อง เที่ยวเชิงวัฒนธรรมในโอกาสต่อไป


สำหรับสถานที่แรกที่แนะนำคือ วัดถ้ำเสือ ซึ่งตั้งอยู่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี  สิ่งที่สะดุดสายตาของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัด เพื่อกราบนมัสการพระธาตุ ก็คือ ความใหญ่โตกว้างขวาง ของวัด และพระพุทธ รูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรีตัวองค์ พระสวยงามประดับ ด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์  เมื่อเดินทางมาถึงด้านบน ก็พบกับความสดชื่นของลมที่พัดเย็น และแรงทีเดียว มองไปด้านล่างเห็นเป็นทุ่งนาเขียวขจี  นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท องค์พระเจดีย์เป็นสีอิฐ ทั้งองค์ แบ่งเป็นชั้นต่าง ๆ หลายชั้น แต่ละชั้นจะ ประดิษฐาน พระพุทธรูปต่าง ๆ มากมาย จนถึงชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญ มา จากประเทศ อินเดีย และยังมีวิหารต่าง ๆ ให้เข้าไปสักการะพระพุทธ รูปและชื่นชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังภายใน เมื่อชมจนทั่วแล้วก็ลงไป ข้างล่างเพื่อเข้าถ้ำเสือ เป็นถ้ำขนาดเล็กอยู่บริเวณเชิงเขาด้านล่าง ภายในประดิษฐานพระประจำวันเกิดและจำหน่ายวัตถุมงคล นอก จากการขึ้นไปสักการะพระพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ด้านบนสุดยังมีจุดชมวิวที่เราจะสามารถมองเห็นท้องทุ่งนาที่อยู่รายล้อมวัดถ้ำเสืออย่างสวยงามอีกด้วย
การเดินทางไปวัดถ้ำเสือ
วัดถ้ำเสืออยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลองแล้วจะมีป้ายบอกเลี้ยวขวาไป ประมาณ 2 กิโลเมตรแล้ว เลี้ยวซ้ายประมาณ 200 เมตร

 หลังจากที่ท่องเที่ยววัดถ้ำเสือแล้ว อีกวัดหนึ่งที่เลยผ่านไม่ได้คือ วัดถ้ำเขาน้อย เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 130 ปี อยู่ติดกันกับวัดถ้ำเสือ แต่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามแตกต่างกัน ที่นี่มีศิลปกรรมเป็นแบบจีนที่งดงาม เรียบง่าย ตามแบบของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ตามที่ชาวญวนนับถือ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชม สักการะเทพเจ้า และพระบรมสารีริกธาตุได้ทุกวัน

 
 

หลังจากที่เที่ยวชมวัดถ้ำเขาน้อยแล้วเดินทางเข้าสู่ตัวจังหวัด เพื่อเที่ยวชม วัดถาวรวราราม หรือ วัดญวน สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 3 ถือเป็นวัดญวนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี และมีอายุกว่าร้อยปีมาแล้วค่ะ อุโบสถ เป็นศิลปะแบบจีนผสมกับญวน ภายในเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน

หนังจากที่ออกจากวัดถาวรวรารามแล้ว เดินทางต่อไปทิศเหนือ ที่อำเภอเมือง ก็จะเจอกับ วัดถ้ำพุหว้า ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  ตัววัดเป็นศิลปะแบบขอมประยุกต์ที่สวยงาม เป็นวัดป่าอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขามีบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบเหมาะแก่การวิปัสสนาและสงบจิตใจแต่เดิมวัดแห่งนี้มีถ้ำเป็นอุโบสถ แต่ปัจจุบันได้รับการ บูรณะให้สวยงามอลังการด้วยการสร้างอุโบสถหินทรายมีการแกะสลักลวดลายรอบอุโบสถได้อ่อนช้อยงดงามครอบตัวถ้ำเอาไว้ เมื่อเดิน เข้าไปในพระอุโบสถก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำซึ่งภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาติมีปล่องแสงภายในถ้ำเพื่อให้แสงส่อง ลงมา มีพระพุทธรูปหลายองค์ รวมถึงพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสหภาพเมียนมาร์ประดิษฐานไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้สักการะบูชา มีพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานเป็นองค์ประธาน  ใกล้กับพระอุโบสถยังมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อให้ พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้อีกด้วย
 วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สามารถรองรับคนได้ถึง 500 คน มีทั้งอาคารที่พัก ห้องนอน โรงอาหาร ห้องน้ำ และฐานผจญภัยต่าง ๆ พร้อมวิทยากรฝึกอบรม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาสักการะ เยี่ยมชมอุโบสถถ้ำเป็นจำนวนมาก วัดถ้ำพุหว้าเปิดให้เยี่ยมชมทุกวันโดยไม่เสียค่าเข้าชม
การเดินทางไปยังวัดถ้ำพุหว้า
สามารถใช้เส้นทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกาญจนบุรี-บ้านเก่าเลี้ยวซ้ายบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่-วังลาน อีก 6 กม. ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด หรือ ข้ามแพขนานยนต์ที่ท่าน้ำหน้าเมืองเดินทางผ่านวัดถ้ำเขาปูน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จากนั้นเลี้ยวขวาที่บริเวณระหว่างหลักกม.ที่ 49-48 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่-วังลานอีก 5 กม.ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด

หลังจากนั้นเดินทางต่อไป อำเภอห้วยกระเจา เพื่อเที่ยวชมวัดทิพย์สุคนธาราม ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี บนเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ซึ่งวัดนี้มีสิ่งที่โดดเด่น คือ "พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลก นาถ คันธารราฐอนุสรณ์"  จัดสร้างเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเฉลิมพระชนม พรรษา 84 พรรษาและในโอกาส ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชิ- นีนาถ  ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ปี 2555 โดยมีความหมาย 3 ประการ คือ เป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นที่พึ่งของ 3 โลก โดยสร้างตามแบบพระพุทธรูปองค์ที่อยู่บน เทือกเขาบาบียันอายุกว่า 2,000 ปี ที่ถูกพวกตาลีบันทำลายไปให้กลับปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ในประเทศไทยให้เกิด ความร่มเย็นเป็น สุขและเพื่อแสดงถึงความมั่นคงของพุทธศาสนาในไท พระพุทธเมตตาฯเป็นพระพุทธรูปปางขอฝนเนื้อสำริดที่ใหญ่ ที่สุดในไทย ซึ่งพระปางขอฝนได้ถูกใส่ไว้ให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวตามตำนานเขาเล่าว่าของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่า "ครั้งหนึ่งในสมัย พุทธกาล นั้นฝนแล้งมากแต่ด้วยพระพุทธบารมีได้ทรงพลิกพื้นที่แห้งแล้งให้มีน้ำฝนหลั่งไปทั่วทุกสารทิศ และที่อำเภอห้วยกระเจา คือ อีสานของจังหวัด กาญจนบุรี จึงเป็นที่มาของพระปางขอฝนที่สุดแห่งความศรัทธากับประติมากรรมทางพุทธศิลป์ พระพุทธรูปสำริดปางขอฝนที่สูงที่สุด ในประเทศไทย ว่ากันว่าหากได้มากราบไหว้ชีวิตจะพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุขดั่งแผ่นดินที่ได้รับสายฝน ซึ่งมีความเชื่อว่าการสร้างพระพุทธรูปดังกล่าว จะทำให้พื้นที่บริเวณ นั้นเกิดความชุ่มชื้นมากขึ้นจากพุทธานุภาพปางขอฝน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่แห้งแล้งซึ่งหลังจากสร้างพระพุทธรูปแล้วพื้นที่ในอำเภอห้วยกระ เจา ก็มีความเขียวขจีขึ้น สังเกตได้จากภูเขาซึ่ง ตั้งอยู่ด้านหลังองค์พระพุทธรูปจากเมื่อก่อนที่เคยแห้งแล้งก็เชียวขจีขึ้น
 "พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์" สร้างโดยใช้วัสดุทองเหลืองหล่อรมควันเป็นแผ่น แล้วนำมาเชื่อมต่อ บนโครงเหล็ก มีความสูง 32 เมตร ส่วนฐานมีการยกพื้นสร้างประทัก ษิณเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนองค์พระ 2.ส่วนสาธารณประโยชน์ และ 3.ส่วนป่า สำหรับพื้นที่ปฏิบัติธรรม จะมีอาคารในพื้นที่ทั้งหมด 16 หลัง อย่างไรก็ตาม การสร้างพระ พุทธรูปองค์นี้ ต้องมั่นคงแข็งแรง เนื่องจากฐาน ใช้ฝ่าพระบาทรองรับน้ำหนัก จึงต้องทำให้แข็งแรงมาก ๆ ซึ่งจะต่างจาก การสร้างเทพีเสรีภาพที่มีชุดคลุมมาถึงฐานเพื่อรองรับน้ำหนัก สำหรับประวัติ พระพุทธรูปคันธารราฐ สร้างขึ้นที่เมืองคันธาระ เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.363-383 และผู้สร้างคือ พระเจ้ามิลินทราช เป็นพระ พุทธรูปในพระอิริยาบถยืน ทรงผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) พระหัตถ์ขวายกขึ้น เป็นกิริยากวักอาหารแสดงขอฝน พระหัตถ์ซ้ายหงายรองรับน้ำฝน
การเดินทางไปวัดทิพย์สุคนธาราม
- จากกรุงเทพใช้เส้นทาง ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านจังหวัดนครปฐม โดยใช้เส้น ทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) วิ่งตามเส้นทางจนถึงสามแยกจรเข้สามพันไปทางขวา และเมื่อถึงสามแยก บ่อพลอย (ประมาณ กม.ที่ 67 ) ให้เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง เพื่อเข้าทางหลวงหมายเลข 3342 (บ่อพลอย - อู่ทอง) วิ่งรถตรงไปประมาณ 11 กม. ถึงสี่แยกไผ่สี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3443 (ตลุงเหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผ่านโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม ผ่านวัดสระลงเรือ ขับตรงไปเรื่อยจะเห็นพระปางขอฝนองค์ใหญ่โดดเด่นมาแต่ไกลให้เลี้ยวเข้าไป
- จากกาญจนบุรีใช้เส้นทาง หลวงหมายเลข 324 (ถนนอู่ทอง) วิ่งตรงไปจนถึงสามแยก จุดบรรจบกับทางหลวง หมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) เลี้ยวซ้าย ผ่านสามแยกจรเข้สามพันไปทางขวา และเมื่อถึงสามแยกบ่อพลอยให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง หมายเลข 3342 (บ่อพลอย - อู่ทอง) วิ่งรถตรงไปประมาณ 11 กม. ถึงสี่แยกไผ่สี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3443 (ตลุงเหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผ่านโรง เรียนห้วยกระเจาพิทยาคม และโรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบลสระลงเรือ ขับตรงไปเรื่อย ๆ จะเห็นพระปางขอฝนองค์ใหญ่โดดเด่นมาแต่ไกลให้เลี้ยวเข้าไป
- จากนครปฐมใช้ทางหลวงหมายเลข 321 (ถนนมาลัยแมน) มุ่งตรงไปจังหวัดนครปฐม ผ่านสามแยกอำเภออู่ทองเมื่อถึงสามแยก บ่อพลอย ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3342 (บ่อพลอย - อู่ทอง) วิ่งรถตรงไปประมาณ 11 กม. ถึงสี่แยกไผ่สี เลี้ยวขวา เข้าทางหลวง หมายเลข 3443 (ตลุงเหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผ่าน โรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม และโรงพยาบาล ส่งเสริมคุณภาพ ตำบลสระลงเรือ ขับตรงไปเรื่อยจะเห็นพระปางขอฝนองค์ใหญ่โดดเด่นมาแต่ไกลให้เลี้ยวเข้าไป


 


ออกจากทิพย์สุคนธารามแล้วเดินทางต่อไปที่ วัดสระลงเรือ ตั้งอยู่ใน ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนั้น วัดนี้มีจุดเด่นและเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อมีการสร้างเรือสุพรรณหงษ์จำลองที่ใหญ่ ที่สุดในโลกสร้างขึ้นในสระน้ำขนาดใหญ่ของวัดมีลักษณะ สวยงามวิวจิตรตระการตาซึ่งด้านในเรือซึ่งสามารถเข้าไปชมด้านในได้โดย บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้านบนเพื่อกราบไหว้บูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล  นอกจากนี้ภายในวัดสระลงเรือยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อีกมากมายได้แก่ หลวงพ่อใหญ่องค์ดำ รวมถึงอุโบสถของวัดซึ่งมี 2 ชั้นจำลองเมืองนรกในชั้นล่างรอบโบสถ์มีเรือสุพรณหงส์ขนาดเล็ก ขนาบ และทางด้านรอบอุโบสถ ยังมีพระเกจิชื่อดังทุกภาคของประเทศ, เทพเจ้าของจีน และของไทยอีกมากมาย และยังได้สร้างเมืองสวรรค์ และนรกไว้ใต้อุโบสถ เพื่อเตือนสติผู้คนให้ทำแต่ความดี และกำลังก่อสร้างรูปเหมือนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรํงสี) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นไว้อีกองค์หนึ่ง
 ประวัติวัดสระลงเรือ
วัดสระลงเรือ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง คือ น่าจะมีอายุประมาณ 400 - 450 ปี หรือมากกว่านั้นเล็กน้อยไม่ปรากฏ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรใด ๆ เกี่ยวกับวัด ดังนั้น จึงไม่ทราบชื่อเดิมของวัด ปี และบุคคลที่ก่อสร้าง หลักฐานที่หลงเหลืออยู่ก็ได้แก่ โบราณวัตถุต่าง ๆ อันประกอบด้วย พระเจดีย์และพระปรางค์แบบก่ออิฐถือปูน สูงประมาณ 10 เมตร อย่างละ 1 องค์ ตั้งอยู่คู่กัน พระเจดีย์ด้านทิศใต้และพระปรางค์ด้านทิศเหนือ ซึ่งคาดว่าน่าจะจำลองมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้านหน้าของ พระเจดีย์และพระปรางค์ เดิมมีอาคารแบบก่ออิฐถือปูนขนาดประมาณ 6 X 12 เมตร อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ (ยกเว้นหลังคาที่คงเสื่อม สภาพและอันตรธานไปตามกาลเวลา) อาคารนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นพระวิหารและน่าจะเป็นประธานวัตถุของวัด โดยหันหน้าไปทาง ทิศตะวันออกและภายในอาคารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย และด้านหน้าของอาคารเยื้องไปทางทิศตะวันออก เฉียงเหนือเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของสระน้ำรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดประมาณ 60 X 60 เมตร (ปัจจุบันขยายเป็นเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เป็นที่ตั้งของเรือสุพรรณหงส์จำลองใหญ่ที่สุดในโลก)ที่ตั้งของวัดอยู่บนที่ดอนสูง ซึ่งพาดยาวมาจากทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วล้อมรอบด้วยที่ราบลุ่มต่ำ ซึ่งในตอนหลังได้ใช้เป็นที่ทำนาของชาวบ้าน บริเวณใกล้เคียงก็เป็นที่ดอนและที่ราบลุ่มต่ำสลับกันไปเป็นระยะ ๆ และทางทิศตะวันออกของวัดเป็นลำห้วย ซึ่งในช่วงน้ำหลากจะมีน้ำไหลลงลำน้ำจรเข้สามพัน กอรปกับวัดและชุมชนแห่งนี้ห่างจาก เมืองโบราณอู่ทองเพียงประมาณ 12 - 13 กิโลเมตรเท่านั้น บริเวณนี้จึงเหมาะที่จะตั้งเป็นชุมชน และด้วยเหตุนี้ บริเวณนี้จึงมีชุมชนตั้งมา แต่โบราณ อย่างน้อยตั้งแต่สมัยในสมัยอยุธยา ดังเห็นได้จากหลักฐานประเภทเครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องประดับสมัยโบราณที่เมื่อ ประมาณ 30 - 50 ปีก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้พบเสมอ ๆ เวลาไถไร่ไถนาของตนในบริเวณรอบ ๆ วัด และห่างจากวัดไปทางด้านตะวันออก เฉียงเหนือประมาณ1 - 2 กิโลเมตร เคยมีซากเจดีย์และอาคารก่อด้วยอิฐอย่างน้อยอีก 2 จุด ซึ่งตอนหลังได้ถูกชาวบ้านรื้อถอนและ ไถกลบไปสันนิษฐานว่า เช่นเดียวกับวัดและชุมชนร่วมสมัยในพื้นที่ใกล้เคียง วัดและชุมชนเหล่านี้คงจะสูญหายไปในคราวที่พม่ายกทัพ เข้าตีกรุงศรีอยุธยา เพราะพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่าก่อนที่จะเคลื่อนทัพผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีไปยัง พระนครศรีอยุธยา ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่คงจะหลบหนีการรุกรานของกองทัพพม่า และกระจัดกระจายหรือเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่อื่น วัดสระลงเรือจึงถูกทิ้งร้างไป วัดสระลงเรือน่าจะถูกทิ้งร้างไปประมาณ150 - 160 ปี จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2470 ชาวบ้านจากถิ่น ใกล้เคียงได้อพยพเข้ามาทำไร่นาและหาของป่าในบริเวณดังกล่าว ได้มาพบซากโบราณวัตถุ ชาวบ้านเห็นที่ตั้งของวัดมีความเหมาะสม ที่จะเป็นชุมชน โดยเฉพาะการมีสระน้ำ จึงได้เข้ามาตั้งชุมชนบริเวณนี้อีกครั้ง และได้ช่วยกันหักร้างถางพงบริเวณซากโบราณสถาน ดังกล่าว เล่ากันว่าในตอนนั้น ตัวอาคารมีต้นไม้ปกคลุมหนาทึบ และต่อมาก็ได้ช่วยกันสร้างวัด นิมนต์พระมาจำพรรษา รวมทั้งได้มีการ ทำหลังคาใหม่ให้กับพระอุโบสถ และได้ตั้งชื่อวัดขึ้นว่า"วัดสระลองเรือ"เพราะสมัยนั้นบริเวณนี้มีต้นไม้ขนาดอยู่มากจึงมีคนมาตัดต้นไม้ ขุดเรือแล้วนำไปทดลองในสระน้ำชาวบ้านจึงเรียกว่าสระลองเรือ แต่ด้วยสำเนียงการพูดที่เหน่อและห้วนสั้นทำให้เพี้ยนเป็น "สระลงเรือ"อย่างในปัจจุบัน


หลังจากนั้นเดินทางเข้าสู่อำเภอศรีสวัสดิ์เพื่อเที่ยวชม วัดป่าลำขาแข้ง หรือ โบสถ์แสตนเลส ซึ่งวัดนี้ มีสิ่งที่หน้าเที่ยวชมคือ โบสถ์แสตนเลส และพระพุทธรูปแสตนเลส หนึ่งเดียวในโลก ฉลุลายไทยวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาของประชาชน ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา เป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen แห่งใหม่ในอำเภอ ศรีสวัสดิ์  การไปชมโบสถ์นี้ต้องนั่งเรือหางยาวจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ เพราะ วัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์  ไม่สามารเดินทางด้วยพาหะนะอย่างอื่น ตัวโบสถ์ส่องประกายงดงามยามเมื่อต้องแสงแดด และเมื่อเข้าใกล้จะได้เห็นลวดลายฉลุ ของายไทย บริเวณ ซุ้มประตูโบสถ์และหน้าต่าง เมื่อเข้าไปนั่งไหว้พระรู้สึกเย็นมาก ใครอาจจะคิดว่าโบสถ์สร้างด้วยเตนเลสเงางาม แบบนี้ ข้างในไม่ร้อนหรือ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเพราะตัวโบสถ์ทำโครงเป็นสเตนเลส ใช้สเตนเลสแผ่นปะทั้งด้านใน และด้านนอก แต่อัดฉนวนไว้ตรงกลาง ทำให้กันความร้อนได้ดี รวมทั้งพื้นเป็นแกรนิตเลยโปร่งโล่งสบาย นอกจากโบสถ์แสตนเลส ที่ วัดป่าลำขาแข้ง  ถัดมาไม่ไกลมีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ ขนาดกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทำด้วยแสตนเลสเช่นกัน ตั้งตระหง่านหันหน้า สู่แม่น้ำใหญ่ ดูสงบและร่มเย็นยิ่งนัก หากมองออกไปบริเวณรอบๆวัดก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของขุนเขา ที่สวยงามท่ามกลางเขื่อนศรีนครินทร์ ลองลืมภาพ โบสถ์ที่สร้างด้วยปูซีเมนต์ในแบบเดิม มาเยี่ยมชมโบสถ์สเตนเลสและพระพุทธสเตนเลสที่ วัดนี้แล้วจะได้ความ แปลกใหม่สุดแสน Unseen มาเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเดินทางเข้าสู่อำเภอสังขละบุรีเพื่อเที่ยวชมอีก ๒ สถานที่คือ วัดวังก์วิเวการาม วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2496 ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบมอญ มีพระพุทธรูปหินอ่อน และ งาช้างแมมมอธ ที่สวยงาม
แต่หลังจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้ปัจจุบันพระอุโบสถหลังเก่าจมอยู่ใต้น้ำ และมีชื่อเสียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand เป็นที่รู้จักในชื่อว่า วัดใต้น้ำ สังขละบุรี ช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวจะสามารถล่องเรือไปชมตัวโบสถ์ที่จมน้ำอยู่ได้

วัดสุดท้ายนั้นคือ วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตะมะ) วัดวังก์วิเวการาม ตั้งอยู่ในอำเภอสังขละบุรี   ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็นวัดที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งประชา ชนชาวไทยชาวมอญรวมทั้งกระเหรี่ยง และพม่า ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ ไม่ไกลจากวัดมีเจดีย์พุทธคยา เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ที่หลวงพ่ออุตตามะให้สร้างจำลองขึ้น เพื่อบรรจุ พระบรมสารีริกธาติ กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้าที่ขนาด เท่าเมล็ดข้าวสาร ไว้เป็นที่ สักการะของพุทธศาสนิกชน
 


สรุป
ประวัติและความสำคัญของศาสนสถานมีความสำคัญในฐานะเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ศาสนสถาน ดังกล่าวยังมีความสำคัญในแง่เป็นสิ่งแสดงถึงความศรัทธา แสดงประวัติศาสตร์และบริบทความเชื่อของคนในช่วงเวลาของการสร้างศาสนสถานด้วย นักท่องเที่ยวชาวไทยจะเข้ามาทัศนศึกษา เพื่อเป้า หมายทางศาสนาและเป็นการเสวงบุญหรือเป็นการสั่งสมบุญที่เกิดจากการได้ไปกราบไหว้พระหรือสักการะตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเพิ่มบุญ สะสมบุญให้กับตัวเอง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับตัวเองในปัจจุบันและอนาคต สมดังคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา    กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ  ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ    สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย. ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้, พึงทำบุญนั้นบ่อย ๆ พึงทำความพอใจในบุญนั้น, เพราะว่า ความสั่งสมบุญทำให้เกิดสุข.(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ข้อ ๑๙ คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙) ดังนั้นการไปทัศนศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้ทางศาสนา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและความ เชี่อของคนไทยในอดีตและคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งศาสนสถานจะสะท้อนมิติทางด้าน ประวัติศาสตร์ วัฒน ธรรมของคน ไทยได้อย่าง ดี จะเห็นได้ว่าศาสนสถานที่กล่าวข้างต้น แต่ละประเภทก็จะมีองค์ประกอบที่แสดงให้ เห็นมิติ ทางด้านจิตใจ ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมได้ และยังเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธ รูป แสดงภาพจิตรกรรม ภาพจิตกรรม ที่ปรากฏในอุโบสถ และวิหารซึ่งแสดงหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ใช้ เป็นหลักยึดถือร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ สะท้อนมิติทางความเชื่อและวัฒนธรรมของ ผู้สร้างได้ นักท่องเที่ยวเข้ามาทัศนศึกษาจะ เข้าใจศาสนาและสังคมไทยได้อย่างดี

๙ วัด ๙ ที่ ๙ ของดีจังหวัดกาญฯ