ศึกษาวิเคราะห์การใช้สิทธิโดยความเสมอภาค : ในมุมมองพุทธปรัชญาเถรวาท

ศึกษาวิเคราะห์การใช้สิทธิโดยความเสมอภาค : ในมุมมองพุทธปรัชญาเถรวาท
พระมหาสมชาย กตเตโช

สิ่งมีชีวิตที่เกาะกลุ่มก้อนเนื่องสัมพันธ์กัน เป็นสังคมย่อมจะต้องให้เสรีภาพต่อกันและกัน โดยไม่อ้างอิงเสรีภาพของตนเพียงฝ่ายเดียว ควรจะจำกัดเสรีภาพตามความเหมาะสมเสียด้วย เพื่อเป็นระบบและเป็นระเบียบไม่กระทบเสรีภาพต่อกัน ด้วยความเอื้อเฟื้อ และแบ่งปันเสรีภาพให้กันและกัน ด้วยความเหมาะสมเกื้อกูลกัน โดยมีศีลธรรมเป็นบรรทัดฐานให้เกิดความดีในเสรีภาพตาม “ภาวะของตน ของตน” และยอมรับการละเมิดสิทธิเสรีภาพในภาวะของตนที่ทำไปโดยไร้ศีลธรรมและเป็นภาวะของตนที่จะต้องยอมรับผลต่อสิ่งนั้นที่ทำลงไปโดยไม่สมควร นี่ คือ เสรีภาพ เฉดเช่น อัตถิภาวะของตน
ถ้าเป็นวิธีในความเป็นอยู่พื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน โดยใช้สิทธิโดยความเป็นเสมอภาคย่อมไม่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยกในขั้นพื้นฐาน เพราะฌอง-ปอลซาร์ตร์เริ่มมองจากสาเหตุ จากความเหลื่อมล้ำของสังคมในยุคสมัยที่ตนเองได้ผ่านพบคือ การได้รับการสัมผัสที่แท้จริงตามที่เกิดขึ้นเท่านั้น และรับรู้ได้จริงจึงปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถแสดงตัวตนเป็นหลักฐานที่สามารถ อ้างอิงได้ตามวิวัฒนาการที่มีอยู่ตามนั้น แล้วยังส่งผลไม่ให้เกิดการยอมรับ ต่อมาเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดปรัชญาของฌอง-ปอลซาร์ตร์ขึ้น
สำหรับเรื่องพระเจ้านั้นฌอง-ปอลซาร์ตร์ถือว่าเป็นสมมุติฐานที่ไม่จำเป็น เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามนุษย์มาจากไหน เรารู้แต่เพียงว่ามนุษย์มีเสรีภาพ และมีชีวิตอยู่ให้เหมาะสมกับเสรีภาพ ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว และถ้าพระเจ้ามีก็เป็นการขัดต่อการเป็นมนุษย์ คือมนุษย์ก็จะไม่มีเสรีภาพในอันที่จะทำอะไรได้ ตามเสรีภาพของตนเอง
อัตถิภาวนิยม ไม่มีหน้าที่หรือไม่พยายามที่จะพิสูจน์ ว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ เพียงแต่ยืนยันว่าแม้พระเจ้ามีอยู่ก็จะไม่ทำให้เกิดมีอะไรเป็นพิเศษขึ้นเลย เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างชีวิตของตนเองด้วยตนเองอยู่แล้ว
ฌองกล่าวว่า อัตถิภาวนิยมก็คือ มนุษย์นิยมซึ่งเขาหมายความว่า นักอัตถิภาว-
นิยมนั้น ถือเอามนุษยชาติเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาของเขา มนุษย์นิมยที่พูดถึงการมองสภาวการณ์ของมนุษย์ในลักษณะที่ว่า มีเสรีที่จะเลือกเป้าหมาย หรืออุดมคติของตัวเองการเลือกเป้าหมาย หรืออุดมคตินั้น เป็นการให้ความหมายและคุณค่าแก่ชีวิต
ฌอง-ปอลซาร์ตร์ถือว่า ตัวเองเป็นสิ่งเขาเลือกที่จะเป็น มนุษย์สามารถกำหนดการทำของตนเองได้โดยง่ายไม่มีพลังภายนอกมากำหนดให้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎกลศาสตร์ หรือพระผู้เป็นเจ้า แม้จะมีคนอื่นมองว่า เสรีภาพมีขอบเขตจำกัด แต่มนุษย์ก็สามารถใช้เสรีภาพนี้เป็นวิธีการในการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ และทำวัตถุประสงค์ของตัวเองให้สำเร็จ สามารถกำหนดตัวเองให้เลือกทำอย่างที่เห็นว่า สมควรและจงใจทำที่เรียกว่ามีเจตจำนงเสรี
ปัญญาถือได้ว่า ไม่มีก็ว่าได้ในทางมุมมองของมนุษย์ที่มีความเห็นสำคัญว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าเพื่อรอคอยความช่วยเหลือจากกลุ่มเหล่านี้ จนมากเกินไป จนตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์เสียมากกว่า ทำให้บุคคลนั้นขาดความขวนขวายที่จะต้องอดทน และพัฒนาตนเองด้วยตนเองจึงเป็นการพัฒนาได้อย่างมั่นคง และเมื่อเราพัฒนาตนเองแล้ว จึงควรรู้จักเสรีภาพนั้นด้วยว่ามนุษย์นั้น สามารถทำได้ทุกอย่าง โดยไม่ก่อความเดือดร้อนด้วยเสรีภาพ แต่เมื่อก่อความเดือดร้อนขึ้นบุคคลนั้นจะต้องได้รับโทษแห่งเสรีภาพเช่นกันเพียงเพื่อให้ทุกคนตระหนักสิ่งนี้และเป็นภาระความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นอันหนึ่ง
ปัญญาในมุมมองของพุทธศาสนาถือได้ว่านั้นเป็นเพียงหลักพื้นฐานในการใช้ชีวิตแบบปัจเจกชนเท่านั้น ทำไมถึงได้กล่าวอย่างนี้ ฌอง-ปอลซาร์ตร์มองเพียงยุคสมัยนั้นและเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนลุกขึ้นสู้กับยุคสมัยสงครามไม่ควรอ้อนวอนต่อใครทั้งนั้น แม้แต่พระเจ้าแล้วรับเสรีภาพของตนเอง ไม่ตกอยู่ในความเหลื่อมล้ำความเป็นสังคมในยุคนั้นๆ จึงได้เกิดนักปรัชญามาก เพื่อมอบแนวคิดต่างๆ ให้กับสังคมมนุษย์โลก เมื่อเสรีภาพได้เกาะกลุ่มเป็นสังคมขึ้นตามความต้องการ ย่อมมากขึ้น ย่อมจะถูกเบียดเบียนในภาวะของสังคมนั้น
เราหรือสังคมของเราย่อมเบียดเบียนผู้อื่นเช่นกัน
แนวทางแก้ไขปัญหา
ปัญหาต่างๆ ในโลกย่อมเป็นของคู่โลกอยู่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นจริงไปได้ แม้ว่าจะแก้ไขไปตามแนวคิดนั้น ก็เป็นเพียงเยียวยาให้เกิดความสงบเพียงไม่นาน ก็ย่อมกลับมาวุ่นวายใหม่ตามความดิ้นรนของวงจรโลกไปไม่รู้สิ้น เพราะสิ่งที่ฌอง-ปอลซาร์ตร์ไม่กล่าวถึงจริงคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดจนถึงตาย
ถ้านักปรัชญาฌอง-ปอลซาร์ตร์คิดแล้วอย่างนี้ตามแนวทางของฌอง-ปอลซาร์ตร์เป็นเพียงเพื่อดิ้นรนตามสภาวะของยุคสมัยนั้นๆ ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องเกิดความวุ่นวายแบบเดิมอยู่ดี เพราะเราทุกคนที่เกิดมามีความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่นั่นเอง
แนวทางทำหน้าที่ของตนเองในทุกสภาวะที่เป็นเพราะเมื่อเกิดจนถึงตาย เรามีบทบาทดังต่อไปนี้
หน้าที่ของตนเองตามความรับผิดชอบตามวัย คือลูกเพื่อน พี่น้อง พ่อแม่
เจ้านายดูแลลูกน้องฯ ทำตามหน้าที่ของมนุษย์ให้สมบูรณ์ แล้วจะพบความจริงของโลก, เบื้องต้นนำคิหิปฏิบัติมาครองให้มั่นคงต่อความเป็นมนุษย์ของสังคมเท่านี้ที่
ฌอง-ปอลซาร์ตร์ยังขาดไปอยู่ เพราะได้เกิดในยุคที่ขัดสน ต่อการปฏิบัติธรรม และประเทศที่เดือดร้อนต่อภัยสงครามเพียงเพื่อเยียวยา หาอาหารก็ยังถือว่ายาก ยิ่งความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจน
นำหลักธรรมทางพุทธศาสนาพื้นฐานสำหรับความเป็นมนุษย์ สังคม คือ
“คิหิปฏิบัติ” นำมาครองให้มั่นแล้วจึงนำหลักธรรมที่มากขึ้นนำมาใช้ตามสภาพสภาวะของตนเอง
ฌอง-ปอลซาร์ตร์กล่าวว่าความสำนึกถึงความเชื่อก็คือความเชื่อ เพราะฉะนั้นความสำนึกจึงเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ การเลือกจึงเป็นการสร้างภาวะให้แก่ตนเอง และการเลือกจึงได้หมายถึงเสรีภาพ และสิ่งที่มนุษย์จะหลีกเลี่ยงเสียมิได้ ก็คือการเลือกซึ่งจำเป็นจะต้องเลือกไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง การเลือกก็มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจ แต่เป็นไปตามเสรีภาพ และความรับผิดชอบ ฉะนั้นคนจึงต้องเลือกสิ่งที่ดีกว่าเสมอ และตามทัศนะของ
ฌองนั้นไม่มีสิ่งใดดีสำหรับตนเอง แล้วจะไม่ดีสำหรับคนอื่นด้วย นี้ก็หมายความว่า มนุษย์ต้องเลือกสิ่งที่ดีทั้งแก่ตนเองและแก่คนอื่นด้วยเสมอภาค ตามเสรีภาพที่ตนมีอยู่ เพราะเหตุนี้เองฌองจึงกล่าวว่า “มนุษย์คือเสรีภาพ” และเพราะมนุษย์มีเสรีภาพมนุษย์จึงเป็นผู้สร้างตนเอง
เพราะมนุษย์มีเสรีภาพมนุษย์จึงสงสัยอะไรได้ จึงเลือกที่จะเป็นอะไรได้ตามต้องการเลือกที่จะอยู่ หรือเลือกที่จะตายก็ได้ มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนอดีตของตนได้ แต่มนุษย์สามารถเลือกได้ว่า จะให้มีอดีตมาอิทธิพลเหนือตนหรือไม่ สิ่งแวดล้อมไม่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของมนุษย์ แต่เปิดโอกาสให้มนุษย์ใช้เสรีภาพว่าจะเลือกเอาสิ่งแวดล้อมแบบไหน แม้กฎหมายก็มีเพื่อการเลือกของมนุษย์เช่นกัน แต่ฌองเห็นว่ามนุษย์ส่วนมากพยายามไม่ใช้เสรีภาพเพราะกลัวการรับผิดชอบ หรือเพราะพยายามหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ เนื่องจากเมื่อเลือกแล้วจะต้องรับผิดชอบต่อผลของการเลือกด้วย เพราะความไม่รับผิดชอบนี้เอง มนุษย์ส่วนมากจึงหันไปพึ่งหลักการบางอย่างแทนคือ หลักการของลัทธิ หลักการของศาสนาบางศาสนาหรือหลักการของปรัชญา บางสำนักเป็นต้นทั้งนี้เพื่อที่จะได้โยนความรับผิดชอบไปให้แก่หลักการนั้นๆ แทนตนนั่นเอง
ปรัชญาของฌองเป็นแบบอเทวนิยม และถือว่าศาสนาเป็นหลักส่วนเกินแม้ไม่มีศาสนามนุษย์ก็สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ นอกจากนี้ ศาสนายังอาจเป็นเครื่องมือของคนฉลาดให้มอมเมาคนโง่ ด้วยการเสนออุดมคติที่หรูหรา ทำให้คนมีทางหลีกเลี่ยงจากความรับผิดชอบ และไม่พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง ฌองยังถือว่าหลักการอุดมการณ์ และลัทธิที่ตายตัว เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ ไม่มีเสรีภาพที่ตนจะพึงมี ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ มนุษย์จะต้องมีเสรีภาพ สิ้นเสรีภาพเมื่อใดก็เท่ากับ สิ้นชีวิตเมื่อนั้น เสรีภาพจึงเป็นสารัตถะของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่รู้ตัวเองว่า คือเสรีภาพจึงพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
แล้วหันไปพึ่ง หลักการลัทธิ ศาสนาเป็นต้น