ศึกษาการนำหลักอหิงสามาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย

ศึกษาการนำหลักอหิงสามาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย

 

 

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

 

 

 

        สังคมไทยมีความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ มายาวนานตั้งแต่อดีต แต่เป็นความขัดแย้งที่ไม่ยืดเยื้อ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาหนึ่งที่มีความขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ แต่ไม่รุนแรง จนกระทั่งมาถึงปีพ.ศ. 2548 เป็นการเริ่มต้นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยความขัดแย้งนั้นได้เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548 เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากอุดมการณ์ทางเมืองที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงของคนในสังคม มีความยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงปี พ.ศ. 2557 และมีผล กระทบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับภาคที่แทบจะแบ่งแยกกันชัดเจนว่าตนอยู่ในฝ่ายไหน จนมาถึงระดับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ความขัดแย้งทำให้คนในประเทศขาดความสามัคคีปรองดองในการกระทำกิจกรรมร่วมกัน หรือการดำเนินงานในภาครัฐ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่าคนในหน่วยของตนมีความคิดเห็นทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามกันตน ทำให้การประสานงานในหน่วยงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกันที่เห็นต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกในครอบครัวระหว่างสามีภรรยา ปัญหาความขัดแย้งทางเมืองยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงของประเทศและส่งผลทุก ๆ ด้าน ฉนวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น มาจากผลจากความขัดแย้งทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่นักการเมืองเป็นผู้ทำให้เกิดความแตกแยกและความขัดแย้งของคนในสังคมไทย

 

 

 

        อันเนื่องมาจากความต้องการแสวงหาอำนาจ และแสวงหาผลประโยชน์จากกิจกรรมทางการ เมือง ซึ่งการแข่งขันช่วงชิงอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ทำให้นักการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองไม่อาจแสวงหาจุดร่วมกันได้ด้วยการออมชอมหรือการประนีประนอมกัน จึงนำมาสู่การระดมทรัพยากรและฐานเสียงการสนับสนุนจากภาคประชาชนหรือภาคสังคม เพื่อเอาชนะกันทางการ เมือง หรือเพื่อการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีในข้อต่างๆ โดยใช้วิธีการนำกลุ่มประชาชนออกมาชุมนุมแสดงพลังอำนาจของประชาชนของแต่ละฝ่าย อันก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ยืดเยื้อสร้างวาทกรรม เพื่อระดมมวลชนออกมากดดันและลดความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ทั้งในระดับผู้นำและหมู่ประชาชนผู้สนับสนุนแนว ทางของพรรคการเมืองจนเกิดการเผชิญหน้าของประชาชนของแต่ละฝ่าย ได้มีการกระทำผิดละเมิดกฎหมายจนกระทั่งเกิดการตอบโต้กันด้วยความรุนแรงที่นำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้การเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมกันแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นโศกนาฏกรรมและเป็นปัญหาทางความมั่นคงภายในประเทศที่บั่นทอนเสถียรภาพและศักยภาพในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากและก่อให้เกิดความทุกข์ยากให้กับประชาชนทั้งประเทศ อันยังผลได้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆตามมา จนประชาชนทั้งประเทศขาดความผาสุก

 

 

 

 

 

จากสภาพดังกล่าวพบว่าสาเหตุใหญ่ๆ ของความขัดแย้งมาจาก

 

1.  การแสวงหาอำนาจทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการคอรัปชั่น

 

2.  ความไม่เท่าเทียมของคนในสังคมไทย ในด้านเศรษฐกิจด้านการศึกษาเป็นต้น

 

3.  การบริหารประเทศชาติที่ไม่มีเสถียรภาพ

 

4.  การนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

5.  การบังคับใช้กฏหมายที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ

 

 

 

ปัจจุบันการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย โดยการปฏิวัติรัฐประหารของทหารเพื่อหยุด ยั้งความขัดแย้งอย่างรุนแรงและการบังคับใช้กฎหมายนั้น มิใช่เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ดูเสมือนสังคมมีความสงบสุขมากขึ้น แต่ผู้คนในสังคมยังมีแนวคิดอุดมการณ์เดิม ๆ ฝังแน่นอยู่ รอวันที่จะปะทุขึ้นแม้รัฐบาลปัจจุบันได้พยายามที่จะปฏิรูปทางการเมือง เพื่อปรับเปลี่ยนระบบ และโครงสร้างทางการเมืองอันจะนำสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการบริหารประเทศในระบบประชาธิปไตยที่สังคมยอมรับ แต่มิวายที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวที่เห็นกันอยู่ทุกวัน

 

        จากสาเหตุและปัญหาความขัดแย้งที่กล่าวมาข้างต้นพอสังเขปนั้น เนื่องมาจากคนในสังคมนั้น ขาดจริยธรรมในการปฏิบัติต่อกัน สังคมที่ขาดจริยธรรมทางจิตใจ ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งขาด ความสามัคคีปรองดองกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย จึงจำเป็นต้องมีหลักธรรม ที่ทุกคนต้องตระหนักและนำมาปฏิบัติเพื่อความสงบ สันติ ในสังคมและประเทศ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม ผู้เขียนมีแนวคิดในการนำหลักอหิงสาของศาสนาเชนมา นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดในขึ้นในสังคมไทย อหิงสา ความหมายตามหลักพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานหมายถึง ความไม่เบียดเบียน การเว้นจาก การทำร้าย[1]

 

 

 

ศาสนาเชนกับหลักการอหิงสา

 

 

 

       อหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนให้คนอื่น สัตว์อื่น สิ่งอื่นได้รับความยากลำบากหรือการทรมานต่างๆ ตลอดจนไม่ทำลายชีวิต จะทำเองก็ดีหรือใช้ให้ผู้อื่นทำก็ดี ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจาหรือใจ ข้อนี้นับว่าเป็นยอดของศีลธรรมในศาสนานี้ ดังที่ว่า “อหิงสา ปรโม ธรม” (ธรรมใดยิ่งไปกว่าการไม่เบียดเบียนไม่มี) และหลักอหิงสานี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ทางสังคมและการปกครองโดย มหาตมะ คานธี เพื่อต่อสู้กับต่างชาติกระทั่งอินเดียได้อิสรภาพ[2]

 

        หลักการอหิงสาปรากฏอยู่ในหลักการทางจริยธรรมขั้นพื้นฐาน (5vows หรือ Anuvastra) ใน ศาสนาเชน หลักการดังกล่าวเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในสังคม หากเทียบกับศาสนาพุทธ ก็อาจเทียบได้กับศีล 5  หลักการทั้ง 5 ข้อนี้ประกอบด้วย

 

        1) การไม่ใช้ความรุนแรง (Ahimsa)

 

        2) การยึดมั่นในสัจจะ (Satya)

 

        3) ไม่ลักทรัพย์ (Asteya)

 

        4) ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (Brahmacarya)

 

        5) ไม่ครอบครอง (Aparigraha)

 

        หลักการพื้นฐานทางจริยธรรมทั้ง 5 ข้อ ผู้ที่นับถือศาสนาเชนจะมีแนวทางการปฏิบัติที่แตก ต่างกันไปตามสถานะของบุคคลโดยมีคำอธิบายว่าข้อแรกเป็นหลักการที่มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจาก เป็นหลักการที่จะนำไปสู่การชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ และเป็นหนทางไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ไม่ต้องติดอยู่กับกรรมและเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ซึ่งกรรมต่างๆ นั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความ รุนแรงที่ได้กระทำต่อสรรพชีวิต หลักการอหิงสาในศาสนาเชนครอบคลุมมิติของการไม่ใช้ความรุนแรง ในหลายๆ ด้านซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

 

        1) การไม่กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Actions )

 

        2) การไม่กล่าววาจาต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Speech)

 

        3) การไม่คิดด้วยความรุนแรง (Violence by Thought )

 

        จะสังเกตได้ว่าความหมายของหลักการอหิงสาไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงแค่การไม่ทำร้าย ชีวิตหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นซึ่งเป็นความหมายของความรุนแรงในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ความหมาย ของการไม่ใช้ความรุนแรงในศาสนาเชนครอบคลุมไปถึงความรุนแรงทางวาจาและความคิดด้วย

 

 

 

หลักอหิงสากับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

 

 

 

       ดังนั้นหากสังคมไทยปฏิบัติตามหลักอหิงสาในศาสนาเชน โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหรือความขัดแย้งในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นบ่อเกิด ความรุนแรงเช่น การทะเลาะวิวาท การประทุษร้ายกัน ด้วยการไม่กระทำสิ่งต่างด้วยความรุนแรงทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจหรือความคิด นั่นคือ การคิดดี พูดดีและทำดี

 

 

 

        คิดดี คือ คิดด้วยความมีสติมีปัญญา มีเหตุผล ถูกต้องเหมาะสม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดเอา เปรียบ เบียดเบียน ไม่คิดอาฆาตพยาบาท คิดในเรื่องที่ดีมีประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้ง สังคมและประเทศชาติ

 

 

 

        พูดดี คือ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดความจริง ไม่พูดส่อเสียด หยาบคาย หรือใส่ร้ายผู้อื่น ไม่พูดให้ผู้อื่นเจ็บซ้ำน้ำใจ ควรพูดเรื่องที่ดีมีสาระ ใช้คำพูดสุภาพอ่อนโยน ฟังแล้วสบายใจ ไม่พูดให้ เกิด การเข้าใจผิด ยุยง ปลุกปั่นก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมประเทศชาติบ้านเมือง

 

 

 

        ทำดี คือ ประพฤติ ปฏิบัติ ในทางที่ถูกที่ควร เหมาะสมตามกาลเทศะ ไม่รังแก เบียดเบียน ผู้ที่อ่อนด้วยกว่า คำนึงถึงผลกระทบจากการกระทำของตน และนำพาตนทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อ ตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

 

 

 

        เมื่อคนในสังคมปฏิบัติตนตามหลักอหิงสาหรือ คิดดี พูดดี ทำดี โดยเฉพาะการไม่ใช้ความ รุนแรงด้วยกาย วาจา และใจ เป็นหลักการที่ทำให้คนมีจิตใจที่สูงส่ง มีความรัก ความเมตตาต่อกัน เป็นหลักการที่พัฒนามนุษย์ ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุข ความสันติ ความมั่นคง ความเจริญก้าวหน้า และพัฒนาคุณภาพสังคมแบบยั่งยืน มีความสามัคคี เข้าใจซึ่งกันและกันช่วยเหลือกันปัญหา ความขัดแย้ง ในสังคมไทยที่เกิดขึ้นทุกปัญหาก็จะเบาบางลงและหมดไปในที่สุด

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม.-

 

 

 

ราชบัณฑิตยสถาน.  พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (กรุงเทพมหานคร: 

 

นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ จำกัด),2546.

 

 

 

เดือน คำดี. ศาสนศาสตร์. (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์),

 

2541.

 

 

 

ประเวศ  อินทองปาน, พุทธปรัชญาในพระไตรปิฏก, ( กรุงเทพมหานคร:สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม

 

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์), 2553.