เพื่อประโยชน์และความสุขในปัจจุบันและอนาคต

          ครั้งหนึ่งในการเดินทางไปหลวงพระบาง เส้นทางจากวังเวียงมายังนครหลวงเวียงจันทน์ไม่ค่อยสะดวกนักคดเคี้ยวเลี้ยวลด รถยนต์โดยสารจึงวิ่งเร็วไม่ได้ค่อยๆวิ่งผ่านหมู่บ้านส่วนหนึ่งเป็นชนเผ่าที่ทำมาหากินตามป่า ภูเขาเท่าที่พอจะหาได้ บางคนเก็บของป่ามาวางขายตามข้างถนน เป็นประเภทผัก ผลไม้เท่าที่พอจะหาได้ ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย พออยู่พอกิน วิถีชีวิตแบบนี้ดูแล้วมีความสุขเรียบง่ายไม่ต้องวุ่นวายกับสังคมและชาวโลกมากนัก โลกนี้ยังมีสถานที่ที่สวยงามให้ได้สัมผัส


          บังเอิญว่าวันนั้นฝนตกถนนรื่น รถโดยสารที่นำพาคณะเดินทางมีเหตุขัดข้องไม่สามารถเดินทางต่อได้ จึงต้องจอดข้างทางคนขับซึ่งคงพอมีฝีมือในการซ่อมอยู่ไม่มากนัก พยายามซ่อมรถแต่ก็ไม่สามารถทำได้ตามที่ใจต้องการ จึงต้องเรียกรถอีกคันมาจากเวียงจันทน์ระยะทางไม่น้อยกว่าร้อยกิโลเมตร ทำได้ดีที่สุดในขณะนั้นคือการรอคอย

ไม่มีอะไรทำจึงถือกล้องเดินเล่นถ่ายภาพวิถีชีวิตชาวชนบท ถ่ายภาพต้นไม้ใบหญ้าไปตามเรื่อง ได้เวลาฉันเพลจึงแวะเข้าร้านขายอาหารข้างทางซึ่งมีอยู่เพียงร้านเดียว จึงต้องฉันเท่าที่มี เลือกไม่ได้ อาหารในวันนั้นมีข้าวเหนียว ส้มตำ ก้วยเตี๋ยว น้ำพริกเป็นต้นซึ่งเป็นอาหารที่ขายให้ชาวบ้าน แต่ในช่วงเวลาที่กำลังหิว แม้อาหารจะแสนธรรมดาผักสดจิ้มน้ำพริก แต่กลับมีรสชาติที่อร่อย ฉันอาหารไปเหงื่อก็ไหลโทรมกาย อาหารจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความหิวของคนเหมือนกัน เมื่อความหิวมาเยือนอาหารทีดูแสนจะธรรมดาก็อร่อยได้
ที่ร้านตรงข้ามมีร้านขายของชำร้านหนึ่ง มีคุณยายและคุณป้าสองคนเฝ้าร้าน จึงเดินเข้าไปเพื่อหาเรื่องสนทนา คุณป้าเจ้าของร้านกำลังเตรียมวัสดุเพื่อขายให้ลูกค้า ป้ากำลังทำกล้วยปิ้ง เมื่อถามว่าขายดีไหม ป้าคนนั้นบอกว่า “พอขายได้ แม้จะได้ไม่มากแต่ก็ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ทำไงได้เกิดเป็นคนจนก็ต้องทนลำบาก” พูดจบคุณป้าหันไปมองนาฬิกา ก่อนจะนำกล้วยทอดมาถวาย “ยังพอมีเวลาตอนนี้ยังไม่เที่ยง โยมถวายหลวงพ่อ ชาตินี้เกิดมาจนขอให้ชาติหน้าเกิดมารวยก็แล้วกัน” ส่วนคุณยายนั้นคุณป้าบอกว่าแกหูตึงฟังไม่ได้ยินจึงได้แต่ยิ้มอย่างเดียว
แม้จะพยายามให้เงินค่ากล้วยทอดแต่คุณป้าก็ยังยืนยันคำเดิม ขอถวายกล้วยทำบุญ กล้วยทอดที่ถวายมาแม้จะมีไม่มากนัก ครั้นจะฉันรูปเดียวก็ดูกระไรอยู่ หลวงพ่ออีกหลายรูปยังฉันภัตตาหารเพลอยู่ จึงนำไปถวายต่ออีกทอดหนึ่ง จากนั้นจึงกระซิบบอกฆราวาสที่ร่วมเดินทางอีกคนหนึ่งเพื่อให้ไปซื้อกล้วยทอดของคุณป้าที่ฝั่งตรงข้าม
ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขในปัจจุบันและในอนาคตนั้นพระพุทธเจ้าแสดงแก่โกฬิยบุตรชื่อทีฆชาณุ ดังที่ปรากฏในทีฆชาณุสูตร อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (23/144/289) ซึ่งครั้งหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ใช้จันทน์ในแคว้นกาสี ยังทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์ อันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าเถิด
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรมสี่ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา สมชีวิตา”
อุฏฐานสัมปทา หมายถึงถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพการงานด้วยความขยันไม่เกียจคร้าน มีปัญญาสอดส่องพิจารณาหาอุบายในการงานนั้น คนขยันไม่อดตาย
อารักขสัมปทา หมายถึงเมื่อหาทรัพย์มาได้แล้วก็เก็บรักษาทรัพย์สมบัตินั้นไว้ คุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์ที่หามาได้ไม่ให้เป็นอันตราย
กัลยาณมิตตตาหมายถึงการเลือกคบหากับคนดีผู้ มีศรัทธา มีศีล มีจาคะและมีปัญญา
สมชีวิตเป็นไฉน หมายถึงการมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับฐานะและรายได้ มีเงินเก็บมากกว่ารายจ่าย เลี้ยงชีพด้วยความพอเพียง
นักปราชญ์ได้แต่งเป็นถ้อยคำที่จะจำได้ง่ายว่า “ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ดำเนินชีวิตตามสมควร” และยังมีอุบายในการจำอีกอย่างโดยนำเอาคำขึ้นต้นมาเพียงอักษรเดียวแล้วบอกว่าเป็นคาถาหัวใจเศรษฐี คือ “อุ อา กะ สะ” ผู้ที่ท่องแล้วไม่ทำตามก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม ส่วนผู้ที่ท่องจำให้ขึ้นใจและเข้าใจความหมายไม่นานก็มีทางร่ำรวยอาจจะกลายเป็นเศรษฐีได้ไม่ยาก
ที่หลวงพระบางในช่วงเวลาเช้ามีอาชีพหนึ่งที่ไม่น่าจะถือเป็นอาชีพได้คืออาชีพขายข้าวเหนียวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใส่บาตรพระภิกษุสามเณรที่ออกบิณฑบาตเป็นแถวยาว ใครที่ไม่ได้เตรียมข้าวปลาอาหารมาก็สามารถที่จะซื้อกระติบข้าวเหนียวใส่บาตรได้ สนราคาแล้วแต่ความพอใจของทั้งสองฝ่าย ถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับการตกลงราคากันเอง ต้องบอกว่าเขาเหล่านั้นรู้จักหาช่องทางในการประกอบอาชีพ
ทรัพย์ที่หามาได้แล้วย่อมมีทางเสื่อมและเจริญ สำหรับทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์นั้นแสดงไว้ในพระสูตรเดียวกันความว่า “ดูกรพยัคฆปัชชะโภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเสื่อมสี่ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่มีทางไหลเข้าสี่ทาง ทางไหลออกสี่ทาง บุรุษพึงปิดทางไหลเข้า เปิดทางไหลออกของสระนั้น ฝนก็มิตกต้องตามฤดูกาล ด้วยประการฉะนี้ สระน้ำใหญ่นั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลยฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเสื่อมสี่ประการ
ส่วนทางเจริญแห่งโภคทรัพย์นั้นแสดงไว้ว่า “โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเจริญสี่ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลง การพนัน มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่ มีทางไหลเข้า สี่ทาง ไหลออกสี่ทาง บุรุษพึงเปิดทางไหลเข้าปิดทางไหลออกของสระนั้น ทั้งฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ด้วยประการฉะนี้ สระน้ำใหญ่นั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม ฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเจริญสี่ ประการ ธรรมสี่ประการย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร”
คุณป้าขายกล้วยทอดบอกว่าชาตินี้แม้จะจนก็ไม่เป็นไรแต่ขอตั้งจิตอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าขอให้รวยนั้นเป็นความคาดหวังในอนาคต
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสูตรเดียวกันว่า “ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรมสี่ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร คือ สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา”
มีคำอธิบายต่อไปว่า สัทธาสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีศรัทธาคือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
สีลสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
จาคสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามือชุ่มยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน
ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรมสี่ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร”
ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขในปัจจุบันและในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว หากใครปฏิบัติตามนี้ชีวิตก็ย่อมจะได้รับตามสมควรแก่การปฏิบัติ ในท้ายแห่งทีฆชาณุสูตรแสดงเป็นคาถาไว้ว่า “คนหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงานเหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ ชำระทางสัมปรายิกประโยชน์เป็นนิตย์ ธรรมแปด ประการดังกล่าวนี้ ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามอันแท้จริงตรัสว่า นำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้และความสุขในภายหน้า บุญ คือ จาคะนี้ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์ด้วยประการฉะนี้”
วันนั้นกว่าที่จะเดินออกจากหมู่บ้านแห่งนั้นได้เวลาก็เลยเที่ยงวันไปแล้ว รถคันเก่าไม่สามารถนำพาผู้โดยสารต่อไปได้จึงต้องเปลี่ยนรถคันใหม่ แต่พอรถเคลื่อนออกจากที่ไม่นานนักก็ได้กลิ่นคล้ายกล้วยทอดโชยมาจากด้านหลังรถ พอหันไปดูเห็นเหล่านักเดินทางที่เป็นฆราวาสกำลังพากันรับประทานกล้วยทอดอย่างเอร็ดอร่อย โยมคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนไปซื้อกล้วยทอดกระซิบเบาๆให้พอได้ยินว่า “หลวงพี่ครับเงินที่หลวงพี่ให้ผมไปซื้อกล้วยทอดห้าหมื่นกีบนั้นผมซื้อมาหมดทั้งร้านเลยครับนำมาแจกจ่ายให้ทุกคนได้รับประทานกันอย่างที่เห็น

พระมหาบุญไทย ปุญญมโน