เศรษฐกิจพอเพียง

 
              คำว่าพอเพียงนี้สังเคราะห์เข้ากับศาสนามีหลักด้วยกัน 3 ประการคือ (1) กาย พอเพียงในกาย 
(2) วาจา พอเพียงในวาจา (3) ใจ คือพอเพียงในใจ
              1. กาย - พอเพียงในกาย พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก อาจมีมากมีของหรูหราก็ได้  แต่ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น  ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ
              2. วาจา - พอเพียงในวาจา ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียงความคิดก็เหมือนกัน แล้วปล่อยให้คนพูดอื่นบ้าง และมาพิจารณาว่าที่เขาพูดกับที่เราพูดสิ่งไหนพอเพียง สิ่งไหนเข้าเรื่อง ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข ถ้าพูดกันโดยที่ไม่รู้เรื่องกันก็กลายเป็นการทะเลาะกัน เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างพอดีแล้วขยับขยายให้มีมากขึ้นไปอีกก็ได้โดยถูกต้องชอบธรรมเป็นลำดับ 
              3. ใจ - พอเพียงในใจ การแสดงความคิด ความพอเพียงในความคิดของตัวเอง ความเห็นของตัวเอง ลักษณะเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นความ พอเพียงสำหรับทุกคน  ทุกครอบครัว แบบไม่ทอดทิ้งกัน  ด้วยจิตใจพอเพียง  ทำให้รักและเอื้ออาทรคนอื่นได้  เพราะคนที่มีจิตใจไม่รู้จักพอย่อมรักคนอื่นไม่เป็นและเป็นผู้ทำลาย  มีสิ่งแวดล้อมพอเพียง  พร้อมกับอนุรักษ์และเพิ่มพูน 
              ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน
                 1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤตเพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
                 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
                 3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้
                    3.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
                    3.2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
                    3.3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึง ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
                 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน
                    4.1 เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านความรอบคอบ ที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
                    4.2 เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
                 5. แนวทางปฏิบัติ ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
              ตรงกับหมวดธรรมจากพระไตรปิฎกว่าด้วยหัวข้อธรรมเรื่องสัปปุริสธรรม 7 ประการ
              สัปปุริสธรรม 7 ประกอบด้วย
              1. ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
              2. อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
              3. อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
              4. มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
              5. กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
              6. ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท
              7. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล
              สังเคราะห์ - หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตรงกับหลักธรรม สัปปุริสธรรม 7
                 1. ความพอประมาณ
                    - มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
                    - อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
                 2. ความมีเหตุผล
                    - ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
                    - อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
                 3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว
                    - กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
                    - ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท ชุมชน
                    - ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล
              ตามความจำเป็นและความสำคัญของมนุษย์ ความเสื่อมโทรมพร้อมทั้งการหมดไปของสภาพแวดล้อมมากกว่าการผลิตสิ่งของมีความเป็นตัวของตัวเองในลักษณะกลุ่มที่สามารถจัดการกับหน่วยการผลิตที่หลากหลายด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถคิดสร้างและริเริ่มได้เองจากชุมชนเป็นฐาน  มีการควบคุมการขยายตัวของกิเลสให้พอเหมาะพอดีเป็นสำคัญ  เมื่อการผลิตมีปริมาณที่มากกว่าความต้องการ จึงนำความมีอยู่ที่เหลือใช้ไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ขาดแคลนหรือด้อยกว่าเป็นการเอื้ออารีต่อชุมชนหรือสะสมสำหรับอนาคตที่มีภูมิคุ้มกันที่ดี  สามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน  โดยสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตัวเองให้มีความพอกินพอใช้ไม่มุ่งหวังสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วประการเดียว  ผู้มีความเพียงพอในการพึ่งตนเองสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าและฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นไปได้ตามลำดับ
              ให้นำมาใช้ยังชีพและทำมาหากินได้ทั้งอาหาร  สิ่งแวดล้อม และทุน มีลักษณะเป็นชุมชนเข้มแข็งด้วยการรวมตัวกันให้สามารถแก้ปัญหาสังคม ปัญหาความยากจน ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ตามสภาพของปัญหา  เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ และปรับตัวให้เข้ากันได้อย่างต่อเนื่องจากวัฒนธรรมพอเพียง วิถีชีวิต กลุ่มชนที่สัมพันธ์อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลากด้วยพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม มีอาชีพและดำรงชีวิตให้มีความมั่นคงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสภาวะปัญหาที่ทำให้เกิดสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี  เมื่อความพอเพียงในลักษณะดังกล่าวสมบูรณ์เชื่อมโยงในด้านกาย  วาจา และใจ  ให้เกิดความสมดุลและพอเพียง
              *หมายเหตุ สัปปุริสธรรม 7 นี้ มีบรรยายอยู่ในสังคีติสูตรในพระไตรปิฎก สังคีติสูตรนี้เป็นพระสูตรที่รวบรวมธรรมะมากมาย เป็นการบรรยายแจกธรรมเป็นหมวดๆ โดยพระสารีบุตร อาจนับได้ว่า สังคีติสูตรเป็นต้นแบบของการสังคายนาพุทธศาสนาในยุคแรกๆ ภิกษุผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ข้อนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสังฆคุณเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือ เป็นผู้ควรรับของที่เขานำมาถวาย
              นอกจากนี้ ยังมีธรรมะอีกหมวดหนึ่งซึ่งคล้ายกัน คือได้มีการบรรยายถึง พระเจ้าจักรพรรดิว่าทรงประกอบด้วยองค์ 5 ประการ ย่อมทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใดๆ จะต้านทานมิได้ และแม้พระพุทธเจ้าก็ทรงประกอบด้วยธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้เป็นไปโดยธรรม ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้ ธรรม 5 ประการนี้ได้แก่
                   1. ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
                  2. อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
                  3. มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
                  4. กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
                  5. ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท[1]