โบราณสถานโบราณวัตถุคุณค่าจากบรรพชน

    ในยุคที่ความเจริญทางเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น  เครื่องใช้บางอย่างซื้อมาได้เพียงไม่กี่เดือนก็เริ่มจะกลายเป็นของเก่า เพราะมีสินค้ารุ่นใหม่ออกมาแทนที่ อย่างเช่นโทรศัพท์พึ่งซื้อมาใช้งานได้เพียงไม่กี่เดือนก็มีรุ่นใหม่ออกมาแทนที่แล้ว ทั้งๆที่เครื่องเก่าก็ยังพอใช้งานได้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่กำลังล้าสมัย ในขณะที่สิ่งของบางอย่างยิ่งมีอายุมาก ยิ่งเก่าแก่มากเท่าไหร่กลับยิ่งมีคุณค่า เชนโบราณวัตถุ โบราณสถานเป็นต้นยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า บางอย่างประเมินค่ามิได้ ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร ได้จัดนิทรรศการแสดงโบราณวัตถุขึ้น ระหว่างเดือนธันวาคม 2560 -เดือนมีนาคม 2561 มีการจัดแสดงนิทรรศการวิถีแห่งศรัทธาจากศิลป์ทัศน์ญี่ปุ่น เป็นงานที่น่าสนใจ


    ช่วงหลังๆมานี้เริ่มให้ความสนใจกับการชมโบราณวัตถุ โบราณสถานมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะอายุมากขึ้นหรือว่าเพราะว่าเริ่มเดินทางไกลไปมาหลายที่ สิ่งที่พบเห็นและมักจะเป็นสิ่งที่เชิดชูและสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของชาติบ้านเมืองมักจะเป็นวัตถุโบราณ ยิ่งมีอายุมากเท่าไหร่ยิ่งมีคุณค่ามาก และราคาก็มากขึ้นตามไปด้วย บางครั้งเดินทางไกลหลายพันไมล์เพื่อต้องการจะไปดูวัตถุโบราณ ซึ่งเป็นของหายาก มีคุณค่าทางศิลปะสะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาติในอดีต คนเริ่มแก่ก็ยิ่งชอบของเก่า คนแก่จึงเป็นเหมือนวัตถุโบราณในสังคมแห่งความเจริญทางเทคโนโลยี
    ประเทศไทยหากนับโดยความเป็นประเทศชาติน่าจะเริ่มต้นที่อาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว แต่ทว่าหากจะนับถึงความเป็นพื้นที่โดยไม่มีความเป็นชาติเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็ต้องมีอายุหลายพันปี เช่นแหล่งโบราณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี มีอายุเจ็ดพันปี ยังมีอีกหลายแห่งที่มีการสร้างศิลปะไว้ตั้งแต่อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย เชียงแสน เจนละ ลพบุรี เป็นต้น นั่นก็มีอายุหลายพันปี โบราณสถาน โบราณวัตถุ ยังมีปรากฏหลักฐานให้สืบค้นได้
    คำว่า “โบราณวัตถุ” มักจะเป็นคำที่ใช้ควบคู่กับคำว่าโบราณสถาน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ได้ให้ความหมายของคำว่าโบราณวัตถุ ไว้ว่าหมายถึง “ของโบราณ”(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3 2502 หน้า 551.) แต่ความหมายดังกล่าวก็เปลี่ยนไปตามที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “สิ่งของโบราณที่เคลื่อนที่ได้ เช่น พระพุทธรูป เทวรูป ศิลาจารึก มีอายุเก่ากว่า 100 ปี ขึ้นไป (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 5 2538 หน้า 491) “
    ความหมายทางกฎหมายกล่าวไว้ว่า “สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์ หรือซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์ หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี” ซึ่งความหมายดังกล่าวก็ยังใช้อยู่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 2546 หน้า 642)
    เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า “โบราณวัตถุ” ตามพจนานุกรมแล้วจะเห็นวิวัฒนาการของคำนี้อย่างหนึ่งว่าในปี พ.ศ. 2525 ได้นำเรื่องการเคลื่อนที่ได้หรือไม่ และสิ่งของต้องมีอายุเก่ากว่า 100 ปีขึ้นไป มาเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าสิ่งใดคือโบราณวัตถุ ซึ่งหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับความหมายของคำว่าโบราณสถานที่ต้องเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ มีอายุเก่ากว่า 100 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการให้ความหมายในทางกฎหมายไว้ในพจนานุกรมอีกด้วย
    สำหรับคำจำกัดความเฉพาะที่ใช้ในบทบัญญัติของกฎหมายปรากฏนิยามคำว่า “โบราณวัตถุ” ครั้งแรกในพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งโบราณและศิลปวัตถุออกนอกประเทศ พุทธศักราช 2469 (ราชกิจจานุเบกษา ปี 2469 เล่ม 43 หน้า 540 วันที่ 31 ตุลาคม 2469.) ซึ่งให้หมายความว่า “สังหาริมทรัพย์โบราณอย่างหนึ่งอย่างใดจะเป็นของเกิดในประเทศนี้เองก็ดี ฤาได้มาจากประเทศอื่นก็ดี ซึ่งเป็นประโยชน์ให้ความรู้ฤาประโยชน์แก่การศึกษาในทางพงศาวดารและโบราณคดี” ก่อนหน้านี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโบราณวัตถุแต่ยังมิได้ใช้คำว่าโบราณวัตถุโดยตรงแต่ใช้คำว่าของโบราณ ทั้งนี้ ตามที่ปรากฏในประกาศจัดการตรวจรักษาของโบราณ พุทธศักราช 2466 (ราชกิจจานุเบกษา ปี 2466 เล่ม 40 หน้า 244 วันที่ 20 มกราคม 2466.)
    ต่อมามีการบัญญัตินิยามคำว่าโบราณวัตถุใหม่โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2477 ได้นิยามคำว่าโบราณวัตถุไว้ หมายความว่า “ของโบราณอย่างหนึ่งอย่างใด จะเป็นของเกิดในประเทศสยามหรือต่างประเทศก็ดี ซึ่งให้ความรู้หรือเป็นประโยชน์แก่การศึกษาในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี” และในปี พ.ศ. 2504 นิยามคำว่า “โบราณวัตถุ” ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง โดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ได้กำหนดให้หมายความว่า “สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน ซากมนุษย์หรือซากสัตว์ ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี” ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
    คำว่า “โบราณสถาน” เป็นคำที่มีมานานแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีการจัดทำพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่มแรก พ.ศ. 2493 ก็ปรากฏคำว่า โบราณสถาน ซึ่งให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง “สถานที่ก่อสร้างซึ่งเป็นของโบราณ” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2502 หน้า 551)
    ต่อมามีการชำระพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานเสียใหม่ในปี พ.ศ. 2525 คำว่า “โบราณสถาน” จึงได้เปลี่ยนความหมายไปเป็น “สิ่งที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น โบสถ์ วิหาร วัง มีอายุเก่ากว่า 100 ปีขึ้นไป” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 2546 หน้า 642) และเพิ่มความหมายทางกฎหมายไว้ด้วยว่าหมายถึง “อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย” ความหมายของคำว่าโบราณสถานดังกล่าวยังคงใช้อยู่จนปัจจุบันนี้ตามที่ปรากฏในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 2546 หน้า 642)
    ความหมายของคำว่า “โบราณวัตถุ” มีส่วนคล้ายคลึงกับคำว่า “โบราณสถาน” ตรงที่มุ่งไปที่ศาสตร์ด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี แต่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ “โบราณสถาน” กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ส่วน “โบราณวัตถุ” นั้นกฎหมายกำหนดว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น ของบางอย่างแม้เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถานแต่เมื่อหลุดหรือแยกจากโบราณสถานก็อาจจะกลายเป็นโบราณวัตถุได้
    
สถานะของโบราณวัตถุ จึงอยู่ที่คำว่าสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ ส่วนโบราณสถานหมายถึงสิ่งที่อยู่กับที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พิพิธภัณฑ์นำมาแสดงในครั้งนี้ ส่วนมากจึงเป็น “โบราณวัตถุ” อยู่ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน อันเป็น “โบราณสถาน”

ศาสนาบ่อกำเนิดศิลปะทัศน์ญี่ปุ่น
    ชาวญี่ปุ่นคงเป็นชาติที่มีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อศาสนามากที่สุดชาติหนึ่ง มีคำกล่าวไว้ในกิจกรรมประจำปีว่า “ปีใหม่ไปไหว้เจ้า ช่วงฮิงัง ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงไปไหว้บรรพบุรุษที่วัด วันคริสต์มาสรับประทานเค้กและให้ของขวัญ” ในส่วนของประเพณีนิยมว่า “ไปนมัสการศาลเจ้าในวันพิธีฉลองครบรอบ 3,5,7 ปี จัดพิธีแต่งงานที่โบสถ์ จัดพิธีศพที่วัด” เป็นการแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการนับถือศาสนา
    คำว่า “ปีใหม่ไปไหว้เจ้า” หมายถึงการไปเยือนศาลเจ้าชินโตในวันปีใหม่ เพื่อสวดอ้อนวอนขอให้ครอบครัวมีความปลอดภัยและสุขภาพพลานามัยที่ดี ศาลเจ้าที่สำคัญๆคือศาลเจ้าเมจิในโตเกียว คะวะสะขิไดชิ ในจังหวัดคะนะงะวะ,นะริตะซัง ชินโชจิ ในจังหวัดชิบะ
    คำว่า “ฮิงัง” หมายถึงการไปประกอบพิธีรำลึกในทางพระพุทธศาสนาและการไปเยือนสุสานประจำ ตระกูล ทำในช่วงเวลาที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อีกอย่าง “ฮิงัง หรือโอะฮิงัง” การบรรลุซึ่งพุทธิปัญญาอินะริ ซึ่งเดิมคือเทพเจ้าแห่งธัญญาหารเป็นที่เคารพบูชาในฟูซิมิชานเมืองเกียวโต
    ชินโตอันเป็นศาสนาพื้นเมืองของญี่ปุ่นเป็นศาสนาเพื่อกราบไหว้ขอความคุ้มครองจากเทพเจ้าต่อการเพาะปลูกหรือเผ่าพันธุ์ของตน
ศาสนาพุทธตอนกำเนิดที่อินเดียเป็นศาสนาที่นำไปสู่ความหลุดพ้น แต่เมื่อมาถึงญี่ปุ่นก็ได้กลายเป็นศาสนาสำหรับการสวดมนต์ภาวนาไป ดังนั้นสถาบันศาสนาในญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสถาบันเพื่ออธิษฐานให้การค้า รุ่งเรือง คุ้มครองบ้าน สอบเข้าเรียนต่อได้ คลอดลูกปลอดภัย อันล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์แก่ตนเองในโลกวัตถุปัจจุบันนี้ทั้งสิ้น
    ในยุคปัจจุบัน หนุ่มสาวญี่ปุ่นให้ความสนใจมากขึ้นกับลัทธิลี้ลับหรือศาสตร์เกี่ยวกับ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ อภินิหาร เป็นผลทำให้ตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาได้เกิดกลุ่มลัทธิศาสนาใหม่ๆเล็กๆน้อยๆจำนวนมากมายซึ่งกล่าวอ้าง ถึงพลังอำนาจเหนือมนุษย์หรือปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติขึ้น
    จากหนังสือกระจกส่องญี่ปุ่น หน้า 295 ได้เขียนถึงพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นไว้ว่า “ศาสนาพุทธถูกถ่ายทอดมาจากอาณาจักรปักเซ (Packche) ของเกาหลี มายังญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 538 (พ.ศ. 1081) แต่กล่าวกันว่า ก่อนหน้านั้นมีการนับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว โดยผู้เดินทางมาจากภาคพื้นทวีปมายังประเทศญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 5 เป็นผู้นำเข้ามา จากการที่พระพุทธศาสนาถูกถ่ายทอดจากอินเดียผ่านประเทศจีนมายังประเทศญี่ปุ่น
    ประมาณปลายคริสศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา พระพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนจากพระราชวงศ์และตระกูลผู้มีอำนาจทางการ ปกครอง มีสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมายในยุคนี้เช่น เจ้าชายโซโทะขุสร้างวัดโฮริวจิ(Houryuuji) วัดโคฟุคุจิ(Koufukuji) วัดโทไดจิ(Toudaiji) วัดยะคุซิจิ (Yakushiji)วัดโทโซไดจิ(Toushoudaiji) วัดเหล่านี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
    พระพุทธศาสนาคือแนวคิดอย่างมีระบบอันแรกที่ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น จึงส่งอิทธิพลอย่างมากมายต่อญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ในทางวัฒนธรรม อารยธรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะอุตสาหกรรมสำริด แพทยศาสตร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร
    
ในช่วงกลางสมัยเฮอันเกิดความระส่ำระสายในบ้านเมืองและสังคม เกิดจลาจลก่อการโดยซามูไรแพร่ขยายไปทั่ว นำไปสู่แนวคิดโลกแห่งอนาคต ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาแนวใหม่สมัยคะมะคุระ นิกายนิฉิเรน (Nichiren) นิกายโจโดะ (Joudo) นิกายโจโด ซินซู (Joudo shinshuu) และนิกายเซน (Zen) ซึ่งเป็นนิกายหลักของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันล้วนเกิดขึ้นในสมัยนี้ แต่นิกายเหล่านี้มีการปฏิบัติที่เรียบง่าย แตกต่างจากปรัชญาและแนวคิดของพระพุทธศาสนาในสมัยนะระ คือมีเพียงการท่องบทสวดมนต์สรรเสริญว่า นะมุเมียง โฮเร็นเงะเคียว (Namu myou houren gekyou) หรือ นามุ อะมิดะ บุทสึ (Namu amida butsu) และการทำสมาธิเท่านั้น จึงทำให้มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเพิ่มขึ้นมากมาย ประกอบกับในสมัยเอะโดะมีการห้ามนับถือศาสนาคริสต์ด้วยการตั้งระบบดังกะ (Danka) ที่บังคับให้ประชาชนต้องลงทะเบียนสังกัดกับวัดใดวัดหนึ่งในท้องถิ่นของตน โดยวัดจะมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย วัดจึงกลายเป็นเสมือนกลไกหนึ่งในการควบควบคุมประชาชนของรัฐบาลในสมัยนั้น

แนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ในญี่ปุ่น
    ศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเป็นฝ่ายมหายาน จึงมีแนวคิดเรื่องของพระโพธิสัตว์ และพระพุทธเจ้าแตกต่างจากเถรวาท แนวคิดเรื่องพระพุทธเจ้าในญี่ปุ่นพอจำแนกได้ดังนี้
    1.พระอมิตาภะพุทธเจ้า ซึ่งเปี่ยมด้วยเมตตา และทรงช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ในโลกปัจจุบันด้วยการอธิษฐานพระนาม พระพุทธรูปที่สำคัญคือหลวงพ่อโตที่เมืองคะมะคุระ
    2.พระไวโรจนะพุทธเจ้า ผู้ประทานความสว่างเพื่อให้คนเข้าถึงธรรมะ พระพุทธรูปที่สำคัญคือหลวงพ่อโตหรือไดบุทสึที่วัดโทไดจิ เมืองนะระ
    3. พระไภสัชชคุรุ เป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงช่วยผู้คนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
    นอกจากนั้น ชาวญี่ปุ่นยังนับถือพระโพธสัตว์ปางต่างๆอีกเช่น
    พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา
    พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา
    พระโพธิสัตว์สมันตภัทร พระโพธิสัตว์ผู้ทรงช่วยต่ออายุให้ยืนยาว
  พระโพธิสัตว์มหาสถามปราบต์ พระโพธิสัตว์ผู้ทรงคุ้มครองผู้คนจากความหลงผิด
  พระโพธิสัตว์กษิติครรภ พระโพธิสัตว์ผู้ทรงคุ้มครองผู้คนทั้งในนรกและสวรรค์ (รู้จักไทย เข้าใจญี่ปุ่น: หน้า 27)
ศาสนาของคนญี่ปุ่น
    ชาวญี่ปุ่นนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานควบคู่ไปกับศาสนาชินโต พระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็นหลายนิกายนิกายที่สำคัญมี 5 นิกายดังนี้
    1.นิกายเทนได(เทียนไท้) พระไชโจ (เด็งกะโยไดชิ) เป็นผู้ตั้ง มีหลักคำสอนเป็นหลักธรรมชั้นสูง ส่งเสริมให้บูชาพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและพระโพธิสัตว์
    2.นิกายชินงอน พระกุไกเป็นผู้ตั้งในเวลาใกล้เคียงกับนิกายเทนได มีหลักคำสอนตามนิกายตันตระสอนให้คนบรรลุโพธิญาณด้วยการสวดมนต์อ้อนวอนถือ คัมภีร์มหาไวโรจนสูตรเป็นสำคัญ
    3.นิกายโจโด(สุขาวดี) โฮเนน เป็นผู้ตั้งเมื่อ พ.ศ.1718 นิกายนี้สอนว่า สุขวดีเป็นแดนอมตสุขผู้จะไปถึงได้ด้วยออกพระนามพระอมิตาภพุทธะ นิกายนี้มีนิกายย่อยอีกมาก เช่น โจโดชิน (สุขาวดีแท้) ตั้งโดยชินแรน มีคติว่า ฮิโชฮิโชกุ ไม่มีพระไม่มีฆราวาส ทำให้พระในนิกายนี้มีภรรยาได้ฉันเนื้อได้ มีความเป็นอยู่คล้ายฆราวาส
    4.นิกายเซน (ชยานหรือฌาน) นิกายนี้ถือว่า ทุกคนมีธาตุพุทธะอยู่ในตัว ทำอย่างไรจึงจะให้ธาตุพุทธะนี้ปรากฏออกมาได้ โดยความสามารถของตัวเอง สอนให้ดำเนินชีวิตอย่างง่าย ให้เข้าถึงโพธิญาณอย่างฉับพลัน นิกายนี้คนชั้นสูง และพวกนักรบนิยมมากเป็นต้นกำเนิดของลัทธิบูชิโดนับถือพระโพธิธรรมผู้เผยแพร่ ในประเทศจีน
    5.นิกายนิชิเรน นิชิเรนเป็นผู้ตั้งนับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างเดียวโดยภาวนาว่า นะมึ เมียว โพเรงเงเกียว (นโม สทฺธมฺมปุณฺฑริก สุตฺตสฺส ขอนอบน้อมแด่ สัมธรรม ปุณฑริกสูตร) เมื่อเปล่งคำนี้ออกมาด้วยความรู้สึกว่ามีตัวธาตุพุทธะอยู่ในใจ ก็บรรลุโพธิได้
    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักการศึกษามากมายพยายามเชื่อมประสานพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยจัดตั้งเป็นองค์การขึ้น องค์การสื่อสารสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุด คือ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งญี่ปุ่น ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2500 มีสำนักงานอยู่ที่วัดชุกิจิ ฮองวันจิ ในนครโตเกียวกิจการทางพุทธศาสนาที่สำคัญและมีจุดเด่นก้าวหน้าที่สุดของ ญี่ปุ่น คือ การจัดการศึกษา ซึ่งพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ จะมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนระดับมัธยมและในด้านความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในปัจจุบันนี้
    พระส่วนใหญ่จะมีครอบครัวได้ และตำแหน่งพระยังสืบทอดเป็นมรดกแก่บุตรคนโตได้ด้วย ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ประชาชนดำเนินชีวิตด้วยความเร่งรีบเพราะมีการแข่งขันกันมาก ทำให้มีความเครียด และมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เป็นโรคประสาท โรคจิต และสถิติการฆ่าตัวตายสูงมาก สิ่งที่จะช่วยบรรเทาความเครียดได้ ก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เนื่องจากญี่ปุ่นชอบความเร็วให้ได้ผลทันใจ พระพุทธศาสนานิกายเซนจึงเป็นที่นิยม และมีการสร้างนิกายใหม่ๆ หรือลัทธิใหม่ๆ ที่ปฏิบัติได้ผลรวดเร็วอีกมาก คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งไม่นับถือศาสนาใดเลย แต่ยึดถือลัทธิการเมืองตามความชอบใจของตน สังคมญี่ปุ่นจึงดูเหมือนกับมีศาสนาแต่นับถือศาสนาในฐานะเป็นส่วนเกื้อหนุน ต่อลัทธิทางการเมืองอย่างหนึ่ง

ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
    1.ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญในรูปธรรมมากกว่านามธรรม ให้น้ำหนักวิธีการมากกว่าหลักการ เช่นการเปลี่ยนศาสนาจากหลักปรัชญามาเป็นการพูดถึงบาปบุญคุณโทษและบุญกุศลใน ชาตินี้, การนำวิธีการของลัทธิขงจื้อมาใช้ในการปกครองหัวเมืองสมัยเอะโดะมากกว่าจะยึด หลักปรัชญามาสั่งสอน หรือแม้แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นสนใจวิทยาศาสตร์ประยุกต์มากกว่าวิทยาศาสตร์ บริสุทธิ์
    2.วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นวัฒนธรรมหลากหลาย ญี่ปุ่นนับถือศาสนาไปหมดทั้งพระเจ้า พระพุทธเจ้า
    3.วัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้แตกต่างกันไปตามท้องที่ศาสนาหรือแม้แต่ปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นับถือศาสนาอะไร แต่วัฒนธรรมที่ติดตัวเขานั้นแทบจะเหมือนชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ ทุกประการ เปรียบวัฒนธรรมญี่ปุ่นเหมือนขนมคินทาโร (Kintarou- ame) คือไม่ว่าจะตัดตรงไหนก็จะปรากฏภาพของคินทาโรให้เห็น
    4.เปลี่ยนวัฒนธรรมอื่นทำให้เป็นของญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นมักจะแปลวัฒนธรรมที่มาจากภายนอกให้เป็นของญี่ปุ่นเช่นดัดแปลอักษร คันจิจากจีนให้เป็นคะนะ ในส่วนของพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ญี่ปุ่นตั้งแต่คริสตวรรษที่ 6 แต่เพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าไม่ใช่ศาสนานอกญี่ปุ่นโดยโฮเน็นและศิษย์นามว่า ชินรันในสมัยคะมะคุระ (คริสศตวรรษที่ 12-16) โฮเน็น(ค.ศ.1133-1212) ผู้ก่อตั้งนิกายโจโดะ สอนว่าการสวดมนต์ถึงพระพุทธองค์ สามารถไถ่ถอนสิ่งอกุศลได้ทั้งปวง เพียงแต่ท่องเน็มบุทสึ (นะมุ อะมิดะ บุทสึ: ข้าขอสรรเสริญและมอบความเชื่อมั่นศรัทธาแด่พระอะมิดะ) ก็เพียงพอที่จะทำให้ตนได้เข้าไปสู่ดินแดนสุขาวดี ณ เบื้องตะวันตกแห่งองค์อะมิดะ
    พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นมีนิกายมากมาย มีผู้บันทึกไว้ว่านิกายที่แยกสาขาออกไปประมาณ 239 สาขานิกาย มีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาประมาณ 16 แห่ง ปลายปี พุทธศักราช 2537 (ค.ศ.1994) ญี่ปุ่นมีพุทธศาสนิกชนประมาณ 89 ล้านคน พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมมีรากฐานอันมั่นคงในชนบท ส่วนในเมืองใหญ่ๆจะมีลัทธิใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายเช่น โซคะ กักไค สืบเชื้อสายมาจากนิกายนิจิเรน มีผู้นับถือราว 8 ล้านหลังคาเรือน, ลัทธิริชโซ โคเซไค ผู้มีนับถือประมาณ 6 ล้านคน,ลัทธิเรยูไค มีผู้นับถือราว 3 ล้านคน ศาสนาในญี่ปุ่นทุกวันนี้ จึงมีทั้งพระพุทธศาสนาแบบเก่าและนิกายใหม่ๆเกิดขึ้นและเผยแผ่เพื่อสันติภาพ ของโลกและสันติภาพภายในของปัจเจกบุคคล
    ในรายงานศาสนาประจำปี ซึ่งตีพิมพ์โดยกรมวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1995 (พ.ศ 2538) ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 120 ล้านคน แต่มีจำนวนประชากรนับถือศาสนาอยู่ 219,830,000 คน หมายความว่าเฉลี่ยแล้วชาวญี่ปุ่นนับถือประมาณคนละ 2 ศาสนา และลัทธิความเชื่ออื่นๆอีกไปพร้อม ๆ กัน
    โบราณสถานโบราณวัตถุแม้จะเป็นสิ่งเก่าแก่มีอายุหลายพันปี แต่คือสิ่งที่สะท้อนถึงคุณค่าและวัฒนธรรมของชาติ ความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมส่วนหนึ่งมาจากศิลปะที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ ผ่านกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น อนุชนคนรุ่นหลังจึงควรศึกษาและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป

 

พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
10/01/61

 


บรรณานุกรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3 2502.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, ราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 1 2546.
ราชกิจจานุเบกษา ปี 2469 เล่ม 43 หน้า 540 วันที่ 31 ตุลาคม 2469.
ราชกิจจานุเบกษา ปี 2466 เล่ม 40 หน้า 244 วันที่ 20 มกราคม 2466.
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม,แผ่นดินไทยในอดีต,กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชาน),2558.
บัณฑิต โรจน์อารยานนท์, รู้จักไทย เข้าใจญี่ปุ่น, กรุงเทพ: สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีย (ไทย-ญี่ปุ่น),2547.