พุทธธรรมกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

             คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT: Information Communication and Technology) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ไอซีที เป็นคำที่รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในสังคมยุคข่าวสารหรือสังคมสารสนเทศ ไร้พรมแดน ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและน่าสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกทุกๆเวลาโดยจะส่ง ผลกระทบต่อวิถีชีวิตทั้งของคนและของประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมหาศาล ซึ่งพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนทุกระดับเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา

 

        เนื่องจากตระหนักดีว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทในการทำกิจกรรมแทบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น การสื่อสาร การปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ เมื่อการวางแผนและการจัดการได้มีเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยจะทำให้ได้สารสนเทศอย่างรวด เร็ว ถูกต้อง เชื่อถือได้ทันต่อเวลา มีเนื้อหาและรูปแบบที่ตรงกับความต้องการ นอกจากนี้ในชีวิตประจำวัน ภายในครอบครัวก็มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกันมาก จึงทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความ สำคัญมากในปัจจุบันและมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้นในอนาคต

             เมื่อสังคมไทยในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้สังคมเทคโนโลยีอย่างสมบูรณ์ ทำให้การดำเนินวิถีชีวิตแบบสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมวิถีชีวิตที่เคยมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน รวมไปถึงการประพฤติ ปฏิบัติที่ดีงามทางพุทธธรรม คุณธรรม ไปสู่สังคมแห่งเทคโนโลยีแห่งเครื่องจักรที่มีผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้คิด ผลิตขึ้นมาเพื่อป้อนให้แก่สังคมในปัจจุบัน ผูกขาดความรับผิดชอบไว้จึงเป็นเหตุให้คิดได้ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการสร้างงาน และผู้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้งาน ได้มีการพัฒนาชีวิตโดยดำเนินตามหลักพุทธธรรมในการประกอบวิชาชีพนี้ เพื่อนำประโยชน์แห่งธรรมที่เข้าถึงชีวิตที่มีคุณภาพ ประกอบ ด้วยสาระธรรมอันให้เกิดประโยชน์ต่อตนได้แล้ว ก็จะเป็น ไปเพื่อประโยชน์แห่งสังคม (ผู้อื่น) ซึ่งการทำให้สังคมมุ่งสู่ทิศทางอันมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยใช้สติปัญญาของบุคคลที่มีพุทธธรรม อันปกติดีแล้วเพื่อช่วยให้เกิดความถูกต้อง เกิดประโยชน์ในสิ่งที่ควรเป็นพร้อมทั้งสามารถประสานสังคมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ โดยการใช้หลักธรรมที่ส่งเสริมให้มีความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งพุทธธรรมเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ที่มีความสำคัญมากต่อความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของสังคมในปัจจุบัน

 

แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
             กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์  ซึ่งทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคอมพิวเตอร์เข้าไปมีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้นทุกวันโดยเฉพาะในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วรวมทั้งพัฒนาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยแต่ถึงแม้ว่าพัฒนาการทาง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้นจะถูกนำมาประยุกต์ใช้และก่อให้ เกิดประโยชน์มากมายก็ตามหากนำ ไปใช้ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบแล้วก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อตนเอง ทางเศรษฐกิจและสังคมได้ ดังนั้นจึงเกิดรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดขึ้นจึงจำเป็น ต้องมีการพัฒนากฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law) ขึ้น
            สำหรับประเทศไทยนั้นมี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่ ๑๘  มิ.ย ๒๕๕๐ และมีผลบังคับใช้  ตั้งแต่วันที่  ๑๘ กรกฎาคม๒๕๕๐ เป็นต้นไป เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไขหรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่น ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบ กระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

             จริยธรรม (Ethics) Laudon & Laudon  ได้กล่าวไว้ว่า จริยธรรม หมายถึงหลักของความถูกต้องและความผิดที่บุคคลใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นหลักปรัชญาเกี่ยวกับจริยธรรม ระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งสภาพ แวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย จริยธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่ทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักไว้และให้ความสำคัญ
             เมื่อสังคมมีกฎหมายและศีลธรรม (Moral) เป็นกฏเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรของสังคมมาช้านานเราพอเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า รัฐเป็นผู้ตรากฏหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับพลเมืองในอาณาเขตของรัฐ ขณะศีลธรรมเป็นข้อบัญญัติทางศาสนาซึ่งเป็นหลักความเชื่อของประชาชน จริยธรรม (Ethics) เป็นเรื่องของการกำหนดความถูก ต้องดีงาม สิ่งที่ไม่ควรทำ มีหลักปฏิบัติในระดับที่สูงกว่ามารยาทในสังคม เมื่อความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องที่เป็นตัวแทนศีลธรรมที่เป็นอิสระในการเลือกที่จะชักนำพฤติกรรมบุคคล เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้เกิดปัญหาความแตกต่างกันระหว่างบุคคลและสังคม เพราะทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมนำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม แต่อย่าง ไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใหม่ๆ สามารถทำให้เกิดการกระจายอำนาจให้องค์การการ บุกรุกสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นหรือของคู่แข่งขัน การตกงาน การประกอบอาชญากรรมข้อมูล ตลอดจนการเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นต้น

 

แนวคิดพุทธธรรมกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
             หิริโอตัปปะ หมายถึง ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เป็นหลักที่คอยเตือนใจเมื่อเราจะทำบาปทั้งปวง หิริโอตตัปปะ มาจากคำว่าหิริ (ความละอาย) และโอตตัปปะ (ความเกรงกลัว) รวมกันแล้วหมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาปนั่นเอง หลักธรรมและหลักการนี้จะคอยเป็นหลักกระตุ้นเตือนเมื่อเราจะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่เป็นกุศล ถ้าเรามีหลักธรรมนี้อยู่ในใจ เราจะมีสำนึกและละการกระทำนั้นเสียถ้าเราแยกวิเคราะห์ตามหลักภาษาแล้ว เราจะสามารถแยกหลักธรรมนี้ออกได้เป็น ๒ ส่วนคือ
             ๑. หิริ หมายถึงความละอายต่อความชั่วของเรา ความละอายเมื่อตัวเรากำลังเดินไปสู่แนวทางที่ผิด เดินไปแนวทางเสื่อม หรือแม้กระทั่งความอายที่จิตใจของเราเองคิดหรือเขวไปในทางที่ผิด คิดไปในทางอกุศล
             ๒. โอตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง กลัวเสียยิ่งกว่าเห็นสิ่งอันตรายใดๆ ความเกรงกลัวต่อบาปนี้เป็นความกลัวบาปที่เห็นด้วยใจ กลัวด้วยจิตใจภายในของตนเอง กลัวบาปนั้นๆจะกลับมาหลอกหลอนและทิ่มแทงใจตน ดังนั้นคนที่มีโอตัปปะจะไม่ยอมทำบาปใดๆเลย
             หิริโอตัปปะ ถือว่าเป็นโลกปาลธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมที่รักษาคุ้มครองโลก ทำให้หมู่สัตว์ (รวมถึงมนุษย์) อยู่ร่วมต่อกันอย่างปกติสุขตามสมควร นอกจากจะเรียกว่าเป็นโลกปาลธรรมแล้ว ยังถือว่าเป็นเทวธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมที่จะสร้างคนให้เป็นเทพบุตรเทพธิดาด้วยร่างกายที่เป็นมนุษย์นั่นเอง คนที่มีหิริโอตัปปะนอก จากจะเป็นคนที่ไม่ยอมทำบาปแล้ว ยังเป็นคนที่มีสติเตือนตัวเองตลอดเวลาไม่ว่าจะกระทำการใดๆ

             กาลามสูตร เป็นพระสูตรอันว่าด้วยเรื่องที่พระพุทธองค์เคยทรงแสดงไว้ ถึงสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ หรือ "สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ" พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบ ด้วยเหตุผล เป็นการใช้เหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์
กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตรหรือเกสปุตตสูตร) เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธ-ศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ต่อเมื่อใดพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลเป็นกุศลมีโทษไม่มีโทษเป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้นเรียกว่า“กาลามสูตร"  สิ่งที่เราควรรู้นั้นมีเพียงง่าย ๆ นิดเดียวคือ เชื่อแต่สิ่งที่เมื่อรู้แล้วไม่ทำให้เราเดือดร้อน รวมถึงไม่ทำให้คนอื่นเดือด ร้อน "ไม่มีโทษ" และจรรโลงสังคม ทำให้คนอื่นเป็นสุข"เป็นกุศล" และปฏิบัติ หรือสัมผัสด้วยตนแล้วเป็นจริง เห็นจริงนั่นแหละเราจึงเชื่อได้อย่างสนิทใจ ดังนี้แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าถึงมันอาจทำให้เราเดือดร้อนคือมีโทษแล้วแต่เราพร้อมเสี่ยงพร้อมรับผลนั้น เข้าทำนองที่ว่าได้เตือนไว้แล้วนะจะไม่ฟังนั่นก็เรื่องของเราเอง หลักกาลามสูตร คือหลักในการพิจารณา ๑๐ อย่าง ได้แก่
             ๑. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินฟังตามกันมา บางคนเมื่อฟังตามกันมาก็เกิดความเชื่อ เมื่อคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ก็เชื่อตามกันไป โดยบอกว่า "เขาว่า" เพราะฉะนั้น เราต้องเชื่อตามเหตุผล อย่าเชื่อตามเขาว่า
             ๒. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา บางคนบอกว่าเป็นของเก่า เป็นความเชื่อ ตั้งแต่สมัยโบราณเราควรจะเชื่อ ความเชื่อของคนโบราณนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกหรือดีเสมอไป เราจึงไม่ควรจะเชื่อ ถ้ายังไม่แน่ใจถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องนำสืบๆกันมา
             ๓. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ หรือตื่นข่าว เรื่องข่าวนั้นมีอยู่มากมาย เราจึงควรพิจารณาให้ดี ข่าวลือมีมากมาย เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อ
             ๔. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา ถ้าใครเอาตำรามาอ้างให้เราฟัง เราก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตำราก็อาจจะผิดได้ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเอาตำราอะไรก็ตามมาอ้างเราก็ต้องอย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้พิจารณาดูก่อน
             ๕. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยตรรกหรือเหตุผล ตรรกวิทยาเป็นวิชา แสดงเรื่องความคิดเห็น อ้างหาเหตุผล แต่พระพุทธเจ้าทรงกล้าค้านตรรกวิทยาได้ว่า การอ้างหาเหตุผลโดยการ คาดคะเนนั้นอาจจะผิดก็ได้การอ้างหาเหตุผลนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทุกอย่าง
             ๖. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเนหรือการอนุมานเอา มันอาจไม่แน่ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า แม้อนุมานเอาก็อย่าเพิ่งเชื่อ
             ๗. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฎคือเห็นอาการที่ปรากฏแล้วก็คิดว่าใช่เราจะดูอาการ ที่ปรากฏก็ไม่ได้ต้องพิจารณาดูให้ดี
             ๘. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน คือ เข้ากับความเชื่อของตน เพราะตนเชื่ออย่างนี้อยู่แล้วเมื่อใครพูดอย่างนี้ให้ฟังก็ยอมรับว่าใช่และถูกต้องซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป เพราะสิ่งที่เราเชื่อมาก่อนนั้นอาจผิดก็มี
             ๙. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ คือ เห็นว่าคนที่เป็นคนใหญ่คนโตนั้น พูดจาควรเชื่อถือได้ แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่แน่ เราจึงต้องฟังดูให้ดีเสียก่อน  อย่าเพิ่งเชื่อในที่นี้ มิได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่ควรจะพิจารณาดูก่อนแล้วถึงจะเชื่อ
             ๑๐. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้อื่นเป็นครูของเรา ข้อนี้แรงมาก คือ แม้แต่ครูของตนก็ไม่ให้เชื่อ ทั้งนี้ เพราะครูของเราก็อาจจะพูดผิดหรือทำผิดได้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องฟังให้ดี    ไม่มีศาสนาใดสอนเราไม่ให้เชื่อครูของตน แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ
             พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุผลในข้อที่อย่าเพิ่งเชื่อดังกล่าวมาดังนี้ โดยตรัสว่า " ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นอกุศล มีโทษ ก่อความทุกข์ เดือดร้อน วิญญูชนติเตียน ถ้าประพฤติเข้าแล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์เดือดร้อน ท่านทั้งหลายจงละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย " พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าดีหรือไม่ดี แต่ให้พิจารณาดูว่าถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย
ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้มีความเชื่อใดๆ โดยไม่ใช้ปัญญา เป็นศาสนาแห่งเหตุผลโดยก่อนอื่นก็ให้นำมาพิจารณาดูก่อนว่ามีโทษหรือมีประโยชน์ ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์และไม่มีโทษ ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติแล้วเกิดผลจริงจึงค่อยปลงใจเชื่อรับเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

ประยุกต์พุทธธรรมกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร     
             กฎข้อบังคับทางศีลธรรมตามหลักหิริโอตตัปปะ นั้นเป็นเรื่องของความละอายเกรงกลัวต่อบาปหรือการทำผิดของผู้ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อทำประโยชน์ให้สังคมและความผาสุกของมนุษย์เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนคุ้มครองหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เคารพความหลากหลายของวัฒนธรรมทั้งหมด ลดผลด้านลบของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ทำอันตรายแก่ผู้อื่นโดยการทำให้สูญเสียข้อมูลอันเป็นที่ไม่พึงปรารถนาทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงปรารถนา หลักการข้อนี้ห้ามการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไปทำอันตรายต่อผู้ใช้สาธารณชน โดยการจงใจทำลายหรือแก้ไขข้อมูลในแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมที่ทำให้สูญเสีย หรือเสียเวลาและความพยายามของบุคลากรยังต้องซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ โดยการไม่จงใจแอบอ้างระบบหรือการออกแบบที่หลอกลวงอันเป็นเท็จแล้ว ยังจะต้องเปิดเผยอย่างเต็มที่ให้เห็นข้อจำกัดและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทั้งหมดอีกด้วย ยุติธรรมและการกระทำที่ไม่แบ่งแยกกีดกันในคุณค่าของความเสมอภาค ความใจกว้างให้อภัย เคารพในผู้อื่น ความเที่ยงธรรม การแบ่งแยกกีดกันโดยเชื้อชาติ เพศ ศาสนา อายุ ความพิการ สัญชาติ หรือปัจจัยอื่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้  ให้เกียรติสิทธิในทรัพย์สิน รวมทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิ์บัตร แม้ว่าสิ่งซึ่งมีลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า การละเมิดข้อตกลงการใช้สิทธิ จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอยู่แล้ว แม้แต่ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง การละเมิดก็ถือว่าเป็นการขัดต่อการประพฤติทางวิชาชีพ การลอกหรือทำสำเนาซอฟต์แวร์จะต้องทำโดยมีอำนาจหน้าที่เท่านั้น การทำสำเนาวัสดุใด ๆ เป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้  ให้เกียรติแก่ทรัพย์สินทางปัญญา ต้องป้องกันหลักคุณธรรมของทรัพย์สินทางปัญญา แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้รับการป้องกันอย่างเปิดเผยก็ตาม เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระบบเท่าที่จำเป็น มีระยะ เวลากำหนดการเก็บรักษาและทิ้งอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อวัตถุ ประสงค์หนึ่ง ข้อมูลนั้นจะถูกนำไปใช้ เพื่อการอื่นโดยไม่ได้รับคำยินยอมจากผู้นั้นมิได้และ ให้เกียรติในการรักษาความลับ หลักแห่งความซื่อสัตย์ข้อนี้ขยายไปถึงความลับของข้อมูลที่ไม่ว่าจะแจ้งโดยเปิดเผยหรือสัญญาว่าจะปกปิดเป็นความลับ หรือโดยนัยเมื่อข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้นั้นปรากฏขึ้น เว้นเสียแต่เปิดเผยโดยกฎหมายบังคับหรือตามหลักแห่งจรรยาบรรณ ซึ่งการที่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสร้างงาน ได้ปฏิบัติตามกฎศีลธรรมของความละอายเกรงกลัวต่อบาปในการกระทำผิด ก็ทำให้สามารถป้องกันปัญหาหรืออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ในเบื้องต้น
             ในขณะที่ผู้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้งานก็จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการที่จะรับฟังข้อมูลข่าวสารซึ่งในปัจจุบันโดยเฉพาะระยะไม่กี่ปีมานี้ เมื่อเกิดกรณีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อ มูลข่าวสาร  หรือในประเด็นที่ว่า เราควรจะเชื่อใคร หรือ เชื่ออะไรดี  เพราะสื่อใหม่ ๆ มีช่องทางที่จะส่ง "สาร" ต่าง ๆ ให้ถึงตัวผู้รับสารได้ตลอดเวลา อีกทั้งสื่อต่าง ๆ ดังกล่าว ยังเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคดิจิตอลแห่งข่าวสารนี้ แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการ "รับรู้" ของผู้รับสารอาจจะยังไม่ได้รับการปรับให้มีความว่องไวเท่าทันในการที่จะพิจารณาตีความสารต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นเราจึงควรได้มีโอกาสได้ใช้ "กาลามสูตร" เป็นหลักพิจารณาการรับข่าวสารในยุคดิจิตอลนี้ได้อย่าง "รู้เท่าทัน"  ต่อไป
             การส่งต่อข้อมูลข่าวสารแบบ Word-of-mouth หรือ "ปากต่อปาก" และข้อมูลที่มีการส่งต่อกันทางออนไลน์ จากเพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิดนั้นเป็นกลวิธีในการเผยแพร่ ข้อมูลที่ทรงอิทธิพลและก่อให้เกิดความไว้วางใจต่อผู้รับสารเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้รับสารจะเกิดความรู้สึกว่า ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารนั้นๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะให้น้ำหนักกับข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนเองรู้จัก สนิทสนม คุ้นเคย ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีที่ทันสมัยในการสอนให้เรา ฝึกการไตร่ตรอง ด้วยสติ โดยลำดับด้วยตนเอง ในการที่จะเชื่อถือในข่าวสารเหล่านั้น นอกจากนี้ เมื่อคนเรามีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในแง่ใดแง่หนึ่งแล้ว ก็มักชอบค้นหาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตนเพียงอย่างเดียว และเลือกที่จะไม่เปิดรับฟังข้อมูลข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนเองและในขณะเดียวกันก็จะหาข้อมูลมาสนับสนุนสมมติฐานของตนเองว่าถูกต้อง ซึ่งพระพุทธเจ้าจะทรงสอนเรื่องความเชื่อเพื่อไม่ให้เราเกิดความไม่หลง นั่นก็คือ ความมีสติเพื่อที่จะพิจารณาว่าข่าวสารข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด เพราะลักษณะดังกล่าวนี้เป็นอันตรายต่อการตัดสินใจ และมีผลต่อพฤติกรรมของเราเป็นอย่างมาก หากเรามีอคติในการยืนยันความเชื่อของตน โดยปักใจเชื่อว่าสิ่งที่เราเชื่อเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง เราจะค้นหาเฉพาะข้อมูลที่สนับ สนุนความคิด ดังกล่าว แม้จะมีข้อมูลจากแหล่ง ที่น่าเชื่อถือว่า การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเสียก็ตาม แต่เมื่อเราไม่เปิดรับหรือเชื่อถือข้อมูลดังกล่าวเลย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะมีมากน้อยเพียงใด พระพุทธองค์สอนให้เราพิจารณาอย่ายึดถือถ้อยคำที่ได้ยินมาแม้จะมาจากครูอาจารย์ อย่ายึดถือว่าเป็นความจริงเสมอไป ดังนั้นการเปิด รับข้อมูลข่าวสารที่ดีที่สุด คือการเปิดรับข้อมูลข่าวสารให้รอบด้าน พยายามลดอคติที่เกิดขึ้นในใจ และรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยสติ และไม่ใช้อารมณ์ในการประเมินข้อมูล พิจารณาพึงรู้ด้วยตนเอง โดยฝึกตนให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้ เมื่อใดที่ปราศจากธรรมเหล่านี้ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อไม่หลงแล้ว มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง รู้ได้ด้วยตนเองเมื่อเจอข้อมูลใหม่ ควรจะมีวิธีพิจารณาอย่างไรนั่นเอง เชื่อโดยใช้ปัญญาเหมือนอย่างที่เหล่ากาลามชนทั้งหลายได้สดับรับฟังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเอง

 

สุนันทา กริชไกรวรรณ

 

บรรณานุกรม
พนิดา  พานิชกุล.  จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Information Technology).
    ISBN 978-616-7396-05-7 :  สำนักพิมพ์ เคทีพี, 2553. www.ktpbook.com.
Kenneth C Laudon, Jane Price Laudon. Management Information Systems: Organizational and Technology in the Networked Enterprise. 1999
กรมทรัพย์สินทางปัญญา. ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗. <www.ipthailand.org.>. (24 March 2014)
เทคโนโลยีสารสนเทศ. บทที่ 1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. ๒๓ เมษายน ๒๕๕๗.
<http://www.evekanokwan.wordpress.com/categoty/บทที่1-เทคโนโลยีสารสนเทศ>. (23 April 2014)
ปาริชาติ  สติภา. เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานอาชีพ. ๓ มีนาคม ๒๕๕๗.
    <http://www.l3nr.org/posts/414017>. (3 March 2014)
ณัชร สยามวาลา. กาลามสูตร : หลักการพิจารณารับข่าวสารในยุคดิจิตอล. ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗.
    <http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?/>. (30 March 2014)
บุปผาชน. วิจารณ์หลักกาลามสูตรกับการนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการจัดการความรู้. ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗.
    <http://www.daradang27.blogspot.com/2010/08/blog-post_07.html>. (22 March 2014)
สาระน่ารู้ดีดีดอทคอม. ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗. <www.สาระน่ารู้ดีดี.com/หิริโอตัปปะคืออะไร>. (18 March 2014)