ความฝันที่หายไป

         คำถามที่ได้ยินอยู่เป็นประจำตั้งแต่วัยเด็กที่พ่อแม่หรือครูมักถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” คำตอบนั้นมักจะเป็นอาชีพที่เด็ก ๆ รู้จัก และมองบุคคลที่มีอาชีพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกชื่นชมว่าเป็น “ฮีโร่” เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อได้รับความเดือนร้อน เช่น แพทย์ ตำรวจ ทหาร ครู พยาบาล ฯลฯ สอดคล้องกับผลสำรวจเด็กไทยอายุระหว่าง ๗-๑๕ ปี ด้วยแบบสอบถาม จำนวน ๑๒,๐๐๐ คน พบว่าอาชีพในฝันของเด็กไทยประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เรียงตามลำดับ ๑-๕ คือ แพทย์หรือทันตแพทย์ วิศวกร ทหาร ตำรวจ และครู[๑]    แต่เมื่อถามคำถามลักษณะเดียวกันนี้

 

ในเวลาต่อมาที่เด็ก ๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นวัยที่เตรียมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา กลับได้รับคำตอบที่แตกต่างกันออกไป อาชีพเดิมที่เคยเป็นความฝันในวัยเยาว์ มักเปลี่ยนแปลงไปตามค่านิยมในสังคมมากขึ้น เช่น อาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร ซึ่งมีตัวแปรสำคัญคือ “รายได้” เข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ ได้เปิดเผยว่าอาชีพที่ได้รับความนิยมเพราะได้รับเงินเดือนมากสุดในกลุ่มนักศึกษาจบใหม่คือ อาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นสามอันดับแรกที่มีรายได้สูงสุด แพทย์จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำประมาณ๕๑,๒๘๕ บาท รองลงมาคือ ทันตแพทย์ เงินเดือนภาคเอกชนขั้นต่ำ ๔๘,๓๕๗ บาท อันดับที่สามคือ เภสัชกร ๑๗,๓๘๙ บาท รองลงมาคือ วิศวกร และ พยาบาล[๒] อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจข้อมูลการเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในปี ๒๕๕๖ พบว่า คณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่หนึ่ง รองลงมาด้วยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วยคณะมนุษยศาสตร์ เอกศิลปะศาสตร์ คณะบริหารธุกิจ สาขาวิชาบัญชี และทันตแพทย์ สาเหตุที่เด็กเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษมากเป็นอันดับหนึ่งนั้น อาจมาจากการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือ AEC เด็กจึงเลือกคณะที่จะสามารถพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของตนเองให้ดีขึ้น เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ล้วนต้องการบุคลากรที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีทั้งสิ้น ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทันตแพทย์ บริหารธุรกิจและการบัญชี ก็ยังคงอยู่อันดับต้น ๆ เช่นเดิม            

rua01

 

             จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเหตุผลหลักที่นักเรียนตัดสินใจเลือกศึกษาคณะใดนั้น จะมุ่งเป้าไปที่การหารายได้ในการประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษาเป็นสำคัญ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องการเน้นให้นักศึกษาที่จบการศึกษาออกไปนั้นสามารถหางานทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์จะต้องให้ความสำคัญกับการแสวงหาปัจจัย ๔ และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และสร้างครอบครัวต่อไป

          อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเป้าหมายหรือความใฝ่ฝันในวัยเด็กนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากกับสิ่งที่  เด็ก ๆ เลือกในชีวิตจริงเมื่อเติบโตขึ้น และสาเหตุสำคัญคือรายได้ จึงไม่แปลกที่เด็กระดับหัวกะทิของประเทศไทยพยายามสอบแข่งขันกันเพื่อเข้าเรียนในคณะที่จบมาแล้วได้ผลตอบแทนมาก ๆ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่ผิด แต่อะไรที่ทำให้ความฝันเหล่านั้นหายไป และ ผลที่จะเกิดขึ้นกับสังคมจะเป็นอย่างไรต่อไป ลองดูตัวอย่างของเด็ก ๒ คนนี้ เด็กคนที่หนึ่ง เติบโตขึ้นมากับครอบครัวที่ยากจน เมื่อแม่ป่วยหนัก ไม่มีค่ารักษาพยาบาล แต่เขาโชคดีได้รับความช่วยเหลือจากนายแพทย์ใจดีผู้หนึ่ง จนแม่หายเป็นปกติ ความประทับใจในนายแพทย์นั้น ทำให้เด็กคนนี้ใฝ่ฝันอยากเป็นนายแพทย์เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป เพราะอยากเห็นคนยากจนอื่น ๆ ได้รับการรักษาพยาบาลแบบแม่ของตนเองบ้าง เมื่อเติบโตขึ้น เขาได้เป็นนายแพทย์จริง ๆ และได้พยายามช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้มากมายด้วยเต็มใจและสุขใจที่ได้สร้างกุศล แม้รายได้ของแพทย์ชนบทจะไม่มากนักก็ตาม 

           เด็กคนที่สอง เป็นเด็กฐานะปานกลาง ไม่อดอยากแร้นแค้น ชีวิตค่อนข้างมีความสุข เห็นคนในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไข้หวัด เมื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เสียค่ารักษาพยาบาลด้วยราคาแพง ครั้งแล้วครั้งเล่า พบเห็นจนเป็นความเคยชิน เด็กจึงคิดว่า การเป็นแพทย์นั้นมีรายได้ดี รักษาแค่คนเป็นไข้หวัดก็ยังได้รับค่าตอบแทนมาก รวมทั้งพ่อแม่เองก็สนับสนุนให้ลูกเป็นแพทย์ เพราะเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีเกียรติในสังคม

          ตัวอย่างนี้ค่อนข้างชัดเจน และทำให้เห็นว่า สิ่งที่ต่างกันระหว่างคนทั้งสองคือ วิธีคิดและเป้าหมายในการเป็นแพทย์อันเกิดจากพื้นฐานครอบครัว การได้รับการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าถามต่อไปคือ แล้วการรักษาพยาบาลของนายแพทย์สองคนนี้จะต่างกันหรือไม่ คนหนึ่งรักษาด้วยความรักในวิชาชีพและอุดมการณ์ ในขณะที่อีกคนหนึ่งรักษาเพื่อต้องการรายได้และชื่อเสียง            

 

         หากพิจารณาสิ่งที่คนทั้งสองมีเหมือนกัน คือ สติปัญญาและความพากเพียร เพราะการเป็นแพทย์นั้นต้องอาศัยทั้งสติปัญญาที่ดีและความพากเพียรในการศึกษาอย่างมาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลทั้งสองคือ ปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ปัญญาทางธรรม ในทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า ปัญญามีสองระดับคือ โลกียปัญญา และโลกุตตรปัญญา โลกุตตรปัญญา คือ ปัญญาขั้นโลกุตตระ หรือปัญญาทำลายกิเลสของพระอริยบุคคลตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ เป็นปัญญาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยตรง หรือเพื่อความสิ้นทุกข์ในที่สุด ส่วนโลกียปัญญานั้นแบ่งได้อีกสองประเภท คือ ปัญญาทางโลก และปัญญาทางธรรม[๔]

          สติปัญญาอย่างแรกที่กล่าวถึงคือ ปัญญาทางโลก ปัญญาที่เป็นไปเพื่อการศึกษาเล่าเรียนในศาสตร์  ต่าง ๆ ให้สำเร็จเพื่อการประกอบอาชีพ แต่ปัญญาทางธรรมนั้นกล่าวให้ง่ายเข้าคือ ความเข้าใจในเรื่องของการรู้จักแยกแยะผิด ชอบ ชั่ว ดี สามารถระงับการกระทำที่ไม่ดีของตนได้ และกระทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาในทางธรรมนั้น จะไม่เอารัดเอาเปรียบใคร จิตใจประกอบด้วยเมตตาและความปรารถนาดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น และบุคคลเช่นนี้เองที่ทำให้สังคมสงบสุข    

        ถึงตรงนี้ คำถามที่ทิ้งไว้ข้างต้นว่า “อะไรที่ทำให้ความฝันเหล่านั้นหายไป” การปลูกฝังให้เกิดปัญญาอย่างหลังนี้จะเป็นคำตอบที่จะทำให้เด็ก ๆ ไม่ละทิ้งความฝันที่ดีงามเหล่านั้น หรือแม้จะเปลี่ยนใจไปประกอบอาชีพอื่น ๆ แต่ก็มีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพของตนเอง ดังนั้น ทั้งสถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา จึงต้องเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างความคิดเชิงคุณธรรมให้เกิดขึ้นในใจเด็ก ๆ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ในวิชาชีพ และกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ๆ ให้สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผลและพึ่งตนเองได้ หากทำได้ดังนี้บุคลากรของชาติจะเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาทั้งสองด้านคือ ทางโลกและทางธรรมในคนเดียวกัน ผลที่จะเกิดขึ้นกับสังคมจึงจะเป็นผลเชิงบวก คือหวังผลได้ว่าความรู้ความสามารถที่ได้จากระบบการศึกษานั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เพราะปัญญาในทางโลกที่ปราศจากคุณธรรมกำกับก็เปรียบได้กับ มีดคม ๆ ที่ไม่มีปลอก หากเก็บไว้ไม่ดีก็จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ แต่ปัญญาในทางธรรมเปรียบเสมือนการใช้มีดนั้นเพื่อการสร้างประโยชน์ และใส่ปลอกหุ้มเสมอเมื่อไม่ใช้งานเพื่อป้องกันอันตรายที่จะมีกับผู้อื่น ปลอกที่ว่านี้คือ การมีสติที่จะรู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่ดีนั่นเอง

          ดังนั้น หลักการสำคัญของการศึกษาก็คือ การปลูกความรู้คู่ความดี แนะนำเยาวชนให้รู้จักการคิดไตร่ตรองถึงเหตุและผล หากตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว จะเกิดผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร ไม่ไหลไปตามกระแสสังคม ตลอดจนสอนให้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตโดยสร้างสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง และให้เข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีแนวทางให้ปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ จะทำให้ความฝันของเด็ก ๆ ที่ต้องการจะเป็นอย่างฮีโร่ดังที่เคยวาดภาพไว้ ไม่จางหายไปกับกระแสวัตถุนิยมในสังคม จึงถือเป็นหน้าที่ร่วมกัน ระหว่างสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยกันหล่อหลอมให้เยาวชนของชาติที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ปัญญาชน” คือผู้ประกอบด้วยปัญญาทางโลกและทางธรรมอย่างแท้จริง

[๑] สุดยอดอาชีพในฝันของเด็กไทยปี ๒๕๕๗, http://www.dek-d.com/board/view/3121006/ 

[๒] สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ข่าวการศึกษา/ทุนการศึกษา, ๒๕๕๖, http://www.odos.moe.go.th/ news_detail2.php?NewsTitleID=453 

[๓] มาแรง 100 อันดับ คณะ/สาขาฮิต Admissions ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖, http://blog.eduzones.com/ socialdome/106395 

[๔] พระธรรมวิสุทธิกวี, พึ่งตนเอง, กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑. หน้า ๙๓-๑๐๐.