บารมีในพุทธศาสนามหายานกับการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน

         ในปัจจุบันรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีต่างๆที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการ ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนามากขึ้นและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร

 

เช่น การใช้โทรศัพท์ หรืออินเตอร์เน็ต       สังคมเครือข่าย (Social Network) การใช้เทคโนโลยีในด้านการศึกษา จัดระบบในหน่วยงานต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในสังคม ทำให้สังคมเปลี่ยนเป็นสังคมสารสนเทศ จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างมาก  สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมนั้น หากมองในทางที่ดีแล้วจะพบว่า เทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารหรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในสังคมใช้เวลาที่รวดเร็ว บางครั้งไม่ต้องเดินทางข้ามประเทศ เพื่อมาพบกัน ก็สามารถเจอกันได้ผ่านทางสังคมออนไลน์  อีกทั้งทำให้เกิดความอิสระในการมีเพื่อนที่มาจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งทางด้านทัศนคติ ความรู้ และวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี  ทำให้เกิดคลังความรู้ใหม่ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าความสัมพันธ์ของคนที่ใช้เทคโนโลยีนี้ เป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย ไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารแบบเผชิญหน้ากันอย่างแท้จริง การที่ไม่ต้องเห็นหน้าในการสื่อสารกัน ทำให้ในหลายๆ ครั้งผู้ใช้เองก็ขาดสติ และศีลธรรม และนำพฤติกรรมทางด้านลบที่ตัวเองอยากทำ แต่ไม่ได้ทำในโลกของความเป็นจริงมาใช้ในโลกของไซเบอร์และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ บ่อยครั้งที่ผู้ใช้เองมักถูกล่อลวงจากการรู้เท่า              ไม่ถึงการณ์ โดยไปหลงเชื่อข้อความที่อยู่ในเครือข่ายนั้น และโดนหลอกลวงไปทำมิดีมิร้ายต่างๆ ได้  แม้สังคมจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่คู่กับสังคมคือศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาคงอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนานซึ่งอยู่ในวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม พระพุทธศาสนาในสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นนิกายเถรวาท มีพุทธศาสนานิกายมหายานได้เผยแพร่เข้ามาในสังคมไทย ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานนั้นให้ความเคารพบูชาพระโพธิสัตว์ และมุ่งเน้นให้คนสร้างบารมีตามแนวพระโพธิสัตว์ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ เป็นการสั่งสมบารมีไปสู่ความหลุดพ้นตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เรามักพบเห็นการปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยของมูลนิธิต่างๆ  ประเพณีถือศีลกินเจไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งมีขยายผลมากขึ้นในสังคมไทย จึงทำให้ผู้เขียนมีความสนใจว่าการบำเพ็ญบารมีตามแนวทางพระโพธิสัตว์กับการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเป็นไปได้หรือไม่ และอย่างไร  เมื่อกล่าวบารมีหลายคนอาจคิดถึง อำนาจ วาสนา บารมี ที่อยากให้มี ให้เกิดขึ้นในตน บางคนขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มี อำนาจ วาสนา บารมี เพื่อการได้รับการยอมรับ ยกย่อง จะทำกิจต่างๆได้สะดวกสบายไม่ขัดข้อง  สำหรับบารมีในทางพุทธศาสนาให้ความหมายบารมีว่า เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติอันเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง หรือคุณธรรมที่เป็นเครื่องชี้นำไปสู่ความสำเร็จต่างๆ ตามที่ตั้งใจ หรือคุณความบำเพ็ญอย่างยิ่ง และเป็นการรวบรวมข้อธรรมต่างๆขึ้นเป็นหมวดให้พระโพธิสัตว์บำเพ็ญโดยเฉพาะในทางพระพุทธศาสนามหายานให้ความสำคัญกับโพธิสัตว์อย่างมากและมีความเชื่อในเรื่องโพธิสัตว์ว่าจะเป็นผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และมีจำนวนมากเปรียบเท่าเม็ดทรายในท้องทะเลที่จะไม่ยอมหลุดพ้นตราบใดที่สรรพสัตว์ยังไม่พ้นทุกข์ จะอยู่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่างๆให้พ้นทุกข์เสียก่อน  และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความสามารถตรัสรู้ได้เพราะมีโพธิอยู่ในตัว ควรถือเอาการบรรลุพุทธภูมิเป็นอุดมการณ์ โดยไม่จำกัดเรื่อง เพศ วัย หรือต้องถือบวช เชื่อว่าใครมีความตั้งใจก็จะบรรลุพุทธภูมิได้ ไม่ว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็สามารถบำเพ็ญตนเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน   ด้วยการบำเพ็ญบารมีที่ประกอบด้วยกุศลและเมตตาจิต ในการบำเพ็ญบารมีมี ๓ ลักษณะ คือ ๑.เป็นผู้มีใจผูกพันอยู่กับการตรัสรู้  ๒. เป็นผู้มีคุณอันสูงส่งคือ การตรัสรู้ที่มุ่งหวังในอนาคตแม้จะยากลำบากเพียงใดในการบำเพ็ญบารมี จะไม่ย่อท้อ  และ๓. เป็นผู้มีธาตุแห่งความดี ได้แก่ สภาวะจิตที่มุ่งมั่นจะช่วยเหลือสัตว์โลกและการทำความดีอื่นๆ ในขณะเดียวกันจิตก็จะรู้แจ้งในสิ่งต่างๆอย่างง่ายดาย ตามใจปรารถนา  สรุปได้ว่า บารมีหมายถึง คุณธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเหตุให้ถึงความสำเร็จต่างๆ ตามที่บุคคลมุ่งหมาย การที่บุคคลต้องการบรรลุผลใดต้องบำเพ็ญบารมีให้ได้ผลอันนั้น การบำเพ็ญบารมีแห่งโพธิสัตว์มี ๖ บารมี หรือหนังสือบางเล่มกล่าวว่า ๑๐ บารมี   แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงบารมี๖ที่จำเป็นสำหรับโพธิสัตว์ คือ  ๑.  ทานบารมี เป็นการสละทรัพย์ต่างๆ หรืออวัยวะ และชีวิตในคราวที่จำเป็นโดยไม่อาลัยใยดี  ในการบริจาคทานเปรียบเสมือนหม้อน้ำที่มีน้ำเต็มถูกคว่ำลงหมดไม่มีเหลือ  ไม่ให้สิ่งของประเภทศาสตราหรือของไม่มีประโยชน์  ของที่ให้ต้องเป็นของดีและให้แก่ผู้ต้องการ ถ้าไม่ได้ขอก็ให้ของก่อนผู้ต้องการจะขอ ต้องรู้จักให้พอควรแก่ของที่มีอยู่  ไม่ให้อาหารน้ำเกินปริมาณแก่ผู้ป่วย ให้ของที่ควรให้แก่คฤหัสถ์ บรรพชิต ไม่ให้เพราะถือเป็นมงคล ไม่หวังผล ต้องแย้มยิ้ม เจรจาไพเราะกับผู้ขอก่อน ไม่ดูถูก  จะให้ลูกเมียต้องให้ลูกเมียยินยอมก่อน  นอกจากนี้ยังมีการแบ่งทานเป็น ๓ ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน ทานทั้ง๓ ชนิดนี้ ในสมันตภัทรปณิธานจริยวรรค กล่าวว่าธรรมทานเป็นเลิศเพราะว่าการให้ธรรมเป็นการให้ปัญญาแก่ตนเองและทำให้ผู้อื่นได้ปัญญาด้วย  ๒. ศีลบารมี  ศีลเป็นข้อฝึกหัดและปฏิบัติ กาย วาจา และใจต้องควบคุมและซักฟอกให้สะอาด บริสุทธิ์อยู่เสมออย่างต่อเนื่อง  ศีลในมหายานแบ่งเป็น ๓ ประเด็น คือ๑.การควบคุมกายไม่ให้ทำร้ายสัตว์ ลักขโมย  ประพฤติผิดในกาม ดื่มสุราสิ่งเสพติด  ๒.การควบคุมวาจา คือ ชำระให้บริสุทธิ์ เว้นจากการพูดเท็จคำหยาบ คำไม่สุภาพ คำไม่จริง ไร้เหตุผล และ๓.ควบคุมใจโดยหลีกหนีจากความโลภ โกรธ  หลงและความเห็นผิดจากทำนองครองธรรม   มีการจำแนกศีลได้ดังนี้ ศีล๕  ศีล๘ ศีล๑๐ และศีล๒๒๗ แต่ว่าทางฝ่ายมหายานพิเศษออกไปอีกเป็นสิกขาบท ๒๕๐ และมีศีลโพธิสัตว์อีก ๕๘ ข้อ  ซึ่งในการรักษาศีล เป็นการปฏิบัติตนตามหลักของศีลให้บริสุทธิ์ทั้งอินทรีย์สังวรศีล(การสำรวมอินทรีย์ เว้นจากการเบียดเบียนสัตว์อื่น)และกุศลสังคหศีลคือการตั้งใจช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์  ศีลโพธิสัตว์ต้องระวังรักษาคือ การเว้นจากความชั่วหรือทุจริต มีจิตใจเด็ดเดี่ยว เว้นจากความชั่วที่ควรเว้นได้ ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง ยอมสละได้ทั้งทรัพย์สิน อวัยวะ เลือดเนื้อและชีวิตเมื่อรักษาศีลให้ได้  ๓. ขันติบารมี(กษานติปารมิตา) เป็นความอดทนอดกลั้นในกรณีต่างๆ เป็นพื้นฐานทำให้จิตเป็นสมาธิและการบำเพ็ญธยานปารมิตา ในคัมภีร์ธรรมสังเคราะห์แบ่งกษานติปารมิตาเป็น  ๓ประการ คือ ๑. ธรรมนิยายกษานติ เป็นการยอมรับความจริงของสภาวะด้วยปัญญา  ๒.ทุกขาธิวาสนากานติ เป็นความอดกลั้นต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นในตน  ๓. ปโรปการธรรมกษานติ เป็นการอดทนในการที่จะประกอบกิจช่วยเหลือผู้อื่น  ซึ่งถือว่าธรรมกษานติเป็นกษานติสูงสุด เพราะต้องใช้ญาณทัสนะอันถูกต้องจึงจะมองเห็นธรรมต่างๆตามความเป็นจริงได้  นอกจากนี้ขันติยังแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ธิติขันติเป็นการอดทนต่อความร้อนหนาว หิวกระหาย ความลำบากตรากตรำต่างๆ และให้ได้ความสำเร็จที่มุ่งหวังด้วยดี  ๒. อธิวาสนขันติเป็นความอดทนต่อความเจ็บป่วยประการต่างๆอันทำให้ร่างกายกระวนกระวาย  พยายามรักษาใจให้สงบ ๓. ตีติกขาขันติเป็นความอดทนต่อความยั่วเย้าต่างๆ ทั้งรูป รส  กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ(สัมผัสทางกาย)ทั้งที่พอใจและไม่พอใจ  พระโพธิสัตว์จะต้องมีความอดทนบริบูรณ์ทั้ง๓ชนิด  จึงจะสามารถผจญต่อสู้กับอุปสรรคเครื่องกีดขวางต่อการบรรลุธรรมได้  ๔. วิริยบารมี (วิรยะปารมิตา) หมายถึงความพากเพียร มีพลังในการบำเพ็ญธรรมของโพธิสัตว์เป็นธรรมรากฐาน เป็นธรรมที่บ่มเพาะภูมิ เป็นธรรมที่โพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาพุทธภูมิต้องบำเพ็ญเพื่ออบรมบ่มให้พุทธภูมิถึงความแก่รอบ  โพธิสัตว์เป็นผู้ที่มีวิริยะอุตสาหะในการต่างๆโดยไม่สนใจว่าตนเองจะเป็นอย่างไร  เอช ดายัล ได้รวบรวมเรื่องวิริยะไว้เป็น ๓ ประการ คือ๑. เพียรให้ทำความดี ไม่ปฏิบัติชั่ว ไม่พอใจคุณความดีที่ทำเล็กน้อยมีความตั้งใจทำความดีให้มากเท่าโพธิสัตว์ในอดีต ทำดีอยู่เป็นนิจ  ๒. ความเพียรในการศึกษา ต้องแตกฉานในคำสั่งสอนของพุทธเจ้า ๓. เพียรในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่น บากบั่นช่วยเหลือจนลุล่วง ไม่เกรงกลัวอุปสรรคและอันตราย เป็นผู้เห็นผู้อื่นเสมอตน บำเพ็ญธรรมไม่เหนื่อยหน่าย และมีความสุขในการบำเพ็ญธรรม  สรุปได้ว่าวิริยะ คือความแกล้วกล้าในกิจที่ทำ ไม่ย่อท้อ ย่อหย่อนทำกิจด้วยกำลังทั้งหมด มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระเสียกลางคันมีความเพียรสม่ำเสมอไม่จับจด เป็นความเพียรกล้าไม่ระอาในการช่วยเหลือสัตว์ไม่รู้สึกย่อท้อต่อพุทธภูมิ   ถ้าโพธิสัตว์ขาดวิริยะหรือความเพียร ก็จะไม่สามารถจะก้าวสู่คุณธรรมเบื้องสูงได้ จึงไม่ควรหยุดยั้งพอใจในขั้นใดขั้นหนึ่ง ควรประกอบกิจให้ก้าวล่วงขึ้นไปสู่ภูมิธรรมขั้นสูง  ๕. สมาธิบารมี(ธยานปารมิตา หรือ ฌานบารมี) เป็นความตั้งมั่นของจิต เป็นการบำเพ็ญสมาธิภาวนาจนได้ฌานระดับสูง  มีจิตมั่นคงไม่คลอนแคลนเพราะอารมณ์ต่างๆ   ฌานคือความสงบระดับต่างๆเป็นผลสืบเนื่องไปจากการบำเพ็ญสมาธิ  สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องรักษาอยู่เสมอ พอเลิกปฏิบัติก็เสื่อม       พระเป็นโพธิสัตว์จำเป็นต้องมีความสงบระงับความหวั่นไหวของจิตต่อโลกธรรม ถ้าขาดสมาธิจะง่ายต่อการถูกโลกธรรมชักจูงให้แปรผันไป  ๖. ปัญญาบารมี  เป็นความรู้อย่างยอดเยี่ยม เป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง ก่อให้เกิดความรู้แจ้ง ความรอบรู้ หยั่งรู้เหตุผลตามสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  เป็นการแสวงหาความรู้ พอใจในการอบรมจิตให้ประกอบด้วยปัญญาอยู่เสมอ โดยไม่เลือกว่าเป็นของคนอื่นใด  เป็นการสร้างความเห็นที่ถูกให้เกิดมีขึ้น คือสัมมาทิฏฐิเป็นแม่บทแห่งคุณธรรมทั้งหลาย  พระโพธิสัตว์ต้องทำให้แจ้งในบุคคลสูญญตาคือความว่างจากบุคคล ไม่ยึดมั่นว่าเป็นบุคคล  และธรรมสูญญตาคือความว่างจากธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล             จากบารมีข้างต้นศีลบารมีและทานมารมี เป็นการกำจัดโลภะในตัวเรา และยังต้องสอนให้สัตว์ทั้งหลายกำจัดโลภะด้วย การรักษาศีลช่วยไม่ให้เราทำชั่วและสอนให้สัตว์ทั้งหลายไม่ให้ทำความชั่ว ศีลกับทานเป็นคุณธรรมที่สำคัญมากเมื่อปลูกฝังคุณธรรมนี้ได้แล้ว จึงสมควรที่จะรองรับคุณธรรมเบื้องสูงต่อๆไปตามลำดับ      วิริยะบารมีและขันติบารมีเป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลกันคือให้มีความเพียรและอดทนในการประกอบกิจให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูง  และส่วนสมาธิบารมีและปัญญาบารมีทำให้เกิดความสงบและมีความเห็นที่ถูกต้อง(ปัญญา) ซึ่งบารมีทั้ง๖ นี้พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์เต็มที่แล้วเมื่อใดเมื่อนั้นก็ย่อมบรรลุแก่พระสัมมาสัมโพธิยานได้ วิธีการบำเพ็ญบารมี ทางมหายานไม่ได้กล่าวการบำเพ็ญบารมี หรือจัดลำดับการบำเพ็ญบารมีที่แน่นอนชัดเจนนัก แต่ได้มีการอธิบายถึงระดับขั้นของโพธิสัตว์ในทางปฏิบัติไว้กว้างๆ ซึ่งแสดงระดับภูมิธรรมการปฏิบัติไปตามลำดับจนถึงขั้นสุดท้ายและบรรลุเป้าหมาย  โดยแสดงลำดับการบำเพ็ญบารมีในพุทธศาสนา สรุป เป็น๒ กลุ่ม คือ ๑. การบำเพ็ญบารมีต้องเป็นไปตามลำดับให้สมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยบำเพ็ญข้ออื่นต่อไป เรียกว่า มหายานสูตรลังกา  ๒. การบำเพ็ญทุกบารมีพร้อมกัน แต่ละช่วงจะมีบารมีเดียวที่เด่นออกมาเป็นพิเศษกว่าบารมีข้ออื่นเรียกว่า ทศภูมิกสูตร

        การบำเพ็ญบารมีตามแนวทางโพธิสัตว์กับการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน  การบำเพ็ญบารมีเป็นวิถีที่มนุษย์ทำกันอยู่เป็นประจำ ดังเช่น พบเห็นคนมีความทุกข์ยากและความลำบากในชีวิต เข้าไปช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน หรือการช่วยเหลือกันในสังคมก็ตาม ถือเป็นการบำเพ็ญบารมีเช่นกันแต่เราอาจไม่รู้ว่าเป็นการสร้างบารมี    สำหรับการบำเพ็ญบารมีทั้ง๖ บารมี  ซึ่งถ้าพิจารณาในแต่ละบารมี ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี วิริยะบารมี สมาธิบารมีและปัญญาบารมีก็ตาม สามารถเข้าถึงการปฏิบัติได้ในทุกบารมีถ้าบุคคลนั้นมีมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว  การบำเพ็ญบารมีตามแนวทางพระโพธิสัตว์กับการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างไร  ในบทความนี้จะพิจารณาในประเด็นการดำเนินชีวิต ดังต่อไปนี้ ๑. บทบาทหน้าที่ ในที่จะกล่าวเฉพาะบทบาทหน้าที่ในครอบครัว  ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานทางสังคม ที่สำคัญที่สุด เป็นหน่วยย่อยของสังคมที่มีความสัมพันธ์และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวซึ่งอาจมีบทบาทที่แตกต่างกันไป พบว่าบทบาทหน้าที่ที่สนับสนุนให้บำเพ็ญบารมีโพธิสัตว์ คือ บทบาทความเป็นพ่อแม่ถือเป็นบทบาทมีความสำคัญยิ่งใหญ่สำหรับลูก ปรารถนาให้ลูกมีคนดี คนเก่ง มีสุขภาพแข็งแรง มีความรับผิดชอบดูแลตนเอง ครอบครัวและสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้  จะเห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อลูก ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา ให้การช่วยเหลือลูกในทุกๆเรื่อง เป็นการให้ที่ไม่มีเงื่อนไข ให้โดยไม่กลัวหมด ให้ตามความต้องการของลูก หรือตอบสนองตามต้องการแต่ยังไม่ขอ พ่อแม่ยังปรารถนาให้ลูกเป็นคนดีให้มีความรู้และมีคุณธรรม   บางคนปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูก  มีความวิริยะอุตสาหะ  ความอดทน แสวงหาความความรู้และสติปัญญาในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโต แข็งแรงและเป็นคนดี  แม่บางคนเมื่อมีลูก จะมีความรู้สึกว่าตนเองตายไม่ได้กลัวไม่มีใครดูแลลูก กลัวลูกลำบาก(มีทุกข์)จะต้องอยู่เพื่อดูแลลูก  จะเห็นได้ว่าหัวใจของแม่ เปรียบเสมือนโพธิสัตว์ของลูก  ในปัจจุบันพบว่าปัญหาในครอบครัวมีมากขึ้น พบว่า บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่สมบูรณ์เนื่องจากปัญหาทางสังคม เช่นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่พร้อมในการทำหน้าที่ดังกล่าว จึงมีเด็กถูกทอดทิ้งให้อยู่ ปู่ ย่า ตา ยาย มากขึ้น หรือนำเด็กมากฝากเลี้ยงในสถานสงเคราะห์มากขึ้น   จากสภาพปัญหาสังคมวัตถุนิยม และสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ การสื่อสารที่ไร้พรมแดน และความไม่รู้(อวิชชา) จึงทำให้คุณธรรมของคนลดลง  ส่งผลกระทบให้เกิดความบกพร่องต่อบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ  จึงเป็นอุปสรรคในการบำเพ็ญบารมีมากขึ้น  นอกจากนี้ยังมีบทบาทของการเป็นลูกที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ลูกเป็นผู้ที่ต้องดูแลช่วยเหลือ ตอบแทนบุญคุณ และเลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยความรัก ความเมตตาปรารถนาให้ท่านมีความสุขกายและใจ ลูกจึงมีโอกาสในการบำเพ็ญบารมีทานบารมี ศีลบารมี(ควบคุมกาย วาจา ใจให้ไม่ล่วงเกินต่อท่านทั้งสอง) ขันติบารมี วิริยะบารมี เป็นต้น แต่ในปัจจุบันการทำหน้าที่ของลูกมีความบกพร่องเพิ่มขึ้น จะเห็นได้มีการทอดทิ้งพ่อแม่ไม่เลี้ยงดู หรือทิ้งลูกไว้กับพ่อแม่ ไม่เลี้ยงดูทั้งพ่อแม่และลูกเพิ่มขึ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการบำเพ็ญบารมี สรุปได้ว่าบทบาทความเป็นพ่อแม่ หรือบทบาทของลูกมีส่วนสนับสนุนในการบำเพ็ญบารมี ถ้าทุกคนรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทดังกล่าวด้วยความเต็มใจ ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดีและไม่หวังผลตอบแทน   ๒. สภาพวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน  มีสภาพเร่งรีบและแข่งขันกันมากขึ้น ตั้งแต่ออกจากบ้านไปทำงานจนถึงกลับบ้าน อาจแสดงความเห็นแก่ตัวในการแย่งขึ้นรถ  ไม่ลุกให้เด็กและคนแก่นั่ง รีบไปส่งลูก/ไปทำงาน ขับรถไม่ยอมให้แซง ไม่พอใจรถคันอื่นไม่มีน้ำใจ  ซื้อหาอาหารรับประทานที่มีจำนวนมากมายให้เลือกซื้อบางครั้งจำกัดความต้องการไม่ได้   รับผิดชอบงานซึ่งอาจพบเพื่อนร่วมงานบางคนเกี่ยงงานจึงทำให้รู้สึกหงุดหงิด หรือต้องรับผิดชอบตัวชี้วัดในงานที่ทำทำให้รีบทำงานเพื่อแข่งขันกับเวลา การสร้างผลงาน การพูดคุยช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานอาจน้อยลง  แม่บ้านอาจรีบกลับบ้านไปรับลูกหรือไปเฝ้าลูกเรียนพิเศษ ลูกเรียนพิเศษเพื่อแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนที่ตนต้องการ หรือเข้ามหาวิทยาลัย  พ่อบ้านบางคนไปสังสรรค์ดื่มสุรากับเพื่อนๆ  ซึ่งอาจทำให้แม่บ้านหงุดหงิด แม่บ้านทำงานบ้านดูแลลูก  ดูละครทีวีและพักผ่อน นอกจากนี้ยังอาจพบพวกหลอกลวงที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น ขายยาเสพติดให้เยาวชน หลอกลวงคนแก่เอาเงิน ทำอาหารไม่มีประโยชน์/ไม่มีคุณภาพมาขาย  โกงตราชั่งของ ซื้อของได้ของไม่มีคุณภาพตามคำโฆษณา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าจากสภาพวิถีชีวิตดังกล่าวที่เร่งรีบแข่งขัน ส่งเสริมการบริโภค เอารัดเอาเปรียบ และอาจไม่ไว้ใจกันทำให้คนขาดการใส่ใจกับคนรอบข้าง  ทำให้สังคมเดิมที่มนุษย์ช่วยเหลือกันเป็นสังคมที่ขาดความไว้วางใจกัน ซึ่งเดินทางสวนกันกับแนวทางโพธิสัตว์ แต่ก็พบว่ามีบุคคลหรือกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของปัญหาในสังคมเข้ามาพยายามช่วยเหลือและมีน้ำใจกับคนในสังคมที่มีความทุกข์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีของบุคคลและกลุ่มคน   นอกจากยังพบว่าในองค์กรพุทธศาสนาโดยมีพระสงฆ์ตามวัดต่างๆทำงานเชิงรุกส่งเสริมคุณธรรมในกลุ่มเยาวชนมากขึ้น เปิดวัดวันอาทิตย์ให้คนได้เข้าวัดทำบุญและฟังธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมในการบำเพ็ญบารมีให้กับผู้คน ๓. การประกอบอาชีพ  มีหลากหลายที่ส่งเสริมในการสร้างบารมี เช่น แพทย์  พยาบาล ครู-อาจารย์ นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น กลุ่มคนในอาชีพเหล่านี้ได้รับโอกาสในการสนับสนุนให้บำเพ็ญบารมีที่เด่นๆคือ ทานบารมี  วิริยะบารมี ขันติบารมี  ปัญญาบารมี เป็นต้น มีการช่วยเหลือผู้ป่วย/ผู้อื่นให้พ้นทุกข์  มีความอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ในตน  อดทนต่อการประกอบกิจช่วยเหลือผู้อื่น มีความเพียรในการช่วยเหลือผู้ป่วย/ผู้อื่น ใช้สติปัญญาในการช่วยเหลือผู้อื่น   อาชีพนักบวช สนับสนุนการบำเพ็ญบารมีได้ครบ๖บารมี  ส่วนอาชีพนักปกครอง  มีโอกาสได้ให้การช่วยเหลือผู้อื่นจำนวนมาก มีโอกาสในการบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี  วิริยะบารมี  ขันติบารมี  ปัญญาบารมี ได้มาก แต่ขณะที่มีโอกาสในการช่วยเหลือแต่ละเลย ไม่ทำหน้าที่ หรือหาผลประโยชน์จากกลุ่มคนที่ตนเองปกครองก็เป็นการสร้างบาปได้อย่างมาก เช่นกัน  นอกจากนั้นยังมีอาชีพอื่นๆ ที่ส่งเสริมการทำร้ายชีวิตของผู้อื่น เช่น ประมง  เลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า  ค้าศาสตราวุธ  ค้ายาฆ่าแมลง/สัตว์  จึงเป็นการสร้างบาปสร้างเดือดร้อนให้ชีวิตผู้อื่นที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นการสวนทางกับการบำเพ็ญบารมี   สรุปได้ว่ามีอาชีพที่สามารถส่งเสริมการสะสมบารมี หรืออาชีพที่ทำให้สร้างบาปแก่ผู้อื่น แต่ในทางปฏิบัติแม้จะมีอาชีพสามารถส่งเสริมการสะสมบารมี แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเป็นการสวนทางในการบำเพ็ญบารมี นอกจากนี้ยังมีอาชีพอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงถ้าทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตนทำงานด้วยความเต็มใจ ใส่ใจในการงาน ไม่ย่อท้อต่อการทำงาน พัฒนางานให้มีคุณภาพ ปรารถนาดีและน้ำใจช่วยเหลือต่อร่วมงานหรือผู้รับผลงานก็เป็นการบำเพ็ญบารมีที่เห็นได้ชัด คือ ทานบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สมาธิบารมีและปัญญาบารมี ดังนั้นทุกคนควรมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ใส่ใจในการงาน ไม่ย่อท้อต่อการทำงาน พัฒนางานให้มีคุณภาพให้ดี มีเมตตา ปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงานและผู้รับบริการ/รับผลงาน  ทำให้ความทุกข์ของเพื่อนร่วมงาน และผู้รับบริการ/รับผลงานมีน้อยลง หรือมีความสุขมากขึ้น เท่ากับเป็นการบำเพ็ญบารมีตามแนวทางของมหายานเช่นกัน

ประโยชน์การบำเพ็ญบารมีที่นำมาใช้กับการดำเนินชีวิต ๑. ทำให้มีความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตลดลง เนื่องจาก มีสติ สมาธิ ไม่ประมาทในการ ดำเนินชีวิต  ๒. ทำให้มีความสุข ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เนื่องจาก มีชื่อเสียง กิตติศัพท์อันดีงาม ได้รับ การยกย่อง ชมเชย เคารพนับถือและเป็นที่รักของผู้อื่น   มีความองอาจเมื่อไปสู่ชุมชนต่างๆ   ได้รับการ ยอมรับ จากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้รับผลงาน ทำให้มีอาชีพมั่นคง มีทรัพย์สมบัติในการเลี้ยงชีพ เพียงพอ เป็นต้น ๓. มีความสงบและสุขใจ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่บำเพ็ญบารมีตามแนวทางโพธิสัตว์ มีความเด่นของการสร้างบารมีใด บารมีหนึ่ง อาจไม่ครบในทั้ง๖บารมี หรือมีปฏิบัติรายกรณี หรือเฉพาะกลุ่ม เช่น กับบุคคลที่ตนเองรัก กลุ่มคนที่ตนเองรักและผูกพัน บางคนยังไม่สามารถเผื่อแผ่ได้ในวงกว้างเพื่อประโยชน์สรรพสัตว์อื่น ยังคงยึดติดในความเป็นตัวตนและพวกของตน ซึ่งยังต้องขัดเกลาตนให้มองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นมากขึ้น และมีบางคนก็สามารถบำเพ็ญบารมีทั้ง ๖ เพื่อประโยชน์ต่อบุคคลอื่นจำนวนมากได้เช่นกัน  ซึ่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์มีเหตุ/ปัจจัยในการส่งเสริมหรือขัดขวางในการบำเพ็ญบารมี  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นสำคัญ ว่ารู้ เข้าใจและปฏิบัติตามหลักคุณธรรมหรือไม่   มีความคิด ความเชื่อและการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาหรือไม่  วุฒิภาวะของบุคคล  การสั่งสมในอดีตชาติ  ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำความดี และความรับผิดชอบ เป็นต้น และเมื่อบำเพ็ญบารมีตามแนวทางโพธิสัตว์จะทำให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มีความทุกข์ลดลง  มีความสุขกาย  และสุขใจ 

นางสาววัชรี  มีศิลป์ เขียน

บรรณานุกรม

เทคโนโลยีมีผลต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน <http://socialtht.blogspot.com/2011/01/blog-post_834.html>( 14 March 2014)

พระครูปริยัติคณานุรักษ์. “การศึกษาเปรียบเทียบบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน”วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต.  บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒.   

วศิน  อินทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ:เจริญกิจ,๒๕๓๐.

สมภาร  พรมมา. พุทธศาสนามหายานนิกายหลัก.กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๔๐.

เสถียร  โพธินันทะ.ปรัชญามหายาน.พิมพ์ครั้งที่๖.นครปฐม:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๕๕.

อนิสงค์ของศีล  ๕ ประการ  <http://book.dou.us/doku.php?id=sb101:8> ( 25 April 2014)

อภิชัย  โพธิ์ประสิทธ์ศาสต์. พระพุทธศาสนามหายาน.กรุงเทพฯ:สำนักสงฆ์หลับฟ้า,๒๕๒๐.