สารัตถะพระไตรปิฎกว่าด้วยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

คัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนา ที่ได้มีการประมวลเอาคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจารึกไว้เรียกว่า “พระไตรปิฎก” มาจากภาษาบาลีว่า “ติปิฏกํ” หรือ เตปิฎกํ” โดย พระ เป็นคำยกย่องแปลว่า ประเสริฐ + ไตรหรือติ แปลว่า สาม + ปิฎก แปลว่าตระกร้า, กระจาดหรือคัมภีร์, ตำรา เมื่อรวมกันแล้วแปลว่า “ปิฎกสามอันประเสริฐ” แต่โดยนัยอรรถาธิบายแล้ว มีความหมายว่า “คัมภีร์หรือตำราที่บรรจุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า (และของพระสาวกองค์สำคัญ) ไว้เป็นหมวดหมู่ ดุจดังภาชนะใส่รวมของต่างๆไว้อย่างสวยงาม” ปิฎกทั้ง ๓

คือ ๑. วินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ๒. สุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระสูตรหรือเทศนาที่ตรัสแก่บุคคลต่างๆ ในเวลาและสถานที่แตกต่างกัน เป็นรูปคำสนทนาโต้ตอบบ้าง คำบรรยายธรรมบ้าง เป็นรูปร้อยกรองบ้าง ร้อยแก้วบ้าง ร้อยแก้วผสมร้อยกรองบ้าง ตลอดถึงเทศนาของพระสาวกสำคัญบางรูป ๓. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมต่างๆ ที่อธิบายในแง่วิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ ส่วนมากเป็นคำสอนด้านจิตวิทยาและอภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา ดังที่ทราบกันในปัจจุบันว่า พุทธวจนะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้ามีชื่อเรียกกันในสมัยพุทธกาลว่า “พฺรหฺมจริย (พรหมจรรย์) และ ธมฺมวินเย (ธรรมวินัย)” ซึ่งก่อนการดับขันปรินิพพานพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นศาสดาสืบต่อจากพระองค์นอกจากทรงประทานพุทธพจน์ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพระองค์ไว้ว่า “พระธรรมและวินัยที่มีเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว” ดังนั้นการได้ศึกษาพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภัร์หลักในพระพุทธศาสนา จึงมีประเด็นที่น่าสนใจและคิดว่าสมควรจะต้องศึกษาเพื่อ ให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นตรัสรู้อะไร เมื่อตรัสรู้แล้วเกิดอะไรขึ้น พร้อมทั้งกระบวนการตรัสรู้ว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร จึงได้เป็นที่มาของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ถูกจารึกไว้ในพระไตรปิฎก

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

 “เมื่อใดเรารู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริงอย่างนี้. เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.  (สํ. ขันธ. 27/60/63).” พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องขันธ์ ๕ หรือสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งก็คือเรื่องชีวิตมนุษย์ ให้รู้คุณและโทษของขันธ์ ๕ พร้อมทั้งวิธีพ้นจากขันธ์ ๕ ความรู้ทำให้หมดกิเลสให้รู้ว่ากิเลสเกิดอย่างไรและดับอย่างไรซึ่งใครๆ ก็ไม่อาจขอได้ตามความปรารถนาต้องสลัดออกด้วยตัวเอง  “เมื่อใด เรารู้ซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็นจริง เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่ง ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมฯลฯ เวียนรอบ ๔ อย่างไร คือเรารู้ซึ่งรูป ความเกิดแห่งรูป  ความดับแห่งรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูปฯลฯ (สํ. ขันธ. 27/112/125)” พระองค์ตรัสรู้ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ประกอบด้วยอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปทานจึงเป็นทั้งคุณและโทษของชีวิตมนุษย์ซึ่งต้องการจะหลุดพ้นจากกิเลส การตรัสรู้ของพระองค์เป็นความรู้ที่จะทำให้หมดกิเลสพระพุทธเองค์ทรงตระหนักถึง ชีวิตมนุษย์ว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฏสังสารนั้นเป็นทุกข์  “เราไม่กล่าว  การที่บุคคลยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก  จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.  แต่เราบัญญัติโลก  เหตุให้เกิดโลก  การดับของโลก  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งโลก  ในร่างกายมีประมาณวาหนึ่ง  มีสัญญา  มีใจครองนี้เอง. (สํ. สคา. 24/298/294)” ในที่นี้โลกจะหมายถึงร่างกายที่มีใจครอง สัญญาก็คือความจำต่างๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปัญญาของร่างกายที่มีใจเป็นผู้กำหนด ซึ่งความจำที่เกิดๆดับๆหมายความว่าเกิดขึ้นในลักษณะเกิดดับ เกิดดับ ๆ ดังนี้อยู่เสมอๆ เมื่อเกิดคือจำขึ้นมาได้ แล้วก็ดับคือลืมลงไปนั่นเอง เป็นไปดังนี้เสมอๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของชีวิตหรือขันธ์ ๕ ดังนั้นการถึงที่สุดแห่งโลกก็เป็นการรู้จักขันธ์ ๕ หรือรู้จักชีวิตแห่งความเป็นจริง สิ้นภพสิ้นชาติ  “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล....ในอนาคตกาล...ในปัจจุบันตรัสรู้ตามความ เป็นจริง. พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้นตรัสรู้ซึ่งอริยสัจสี่ตามความเป็นจริง. (สํ.มหา. 31/1704/441)” “เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจสี่แลตามความเป็นจริง  ตถาคต  จึงได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. (สํ. มหา. 31/1703/441)” พระพุทธเจ้าตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันตรัสรู้ในเรื่องเดียวกันคืออริยสัจ ๔ คือความจริงอันประเสริฐ หรือความจริงของอริยบุคคล คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ชีวิตมีทุกข์ก็คือไม่มีสุข พระพุทธองค์พยายามกระตุ้นเตือนให้รู้จักทุกข์และการแก้ทุกข์เพื่อสุขจะเกิดขึ้นเอง การยึดถือในขันธ์ ๕ ก็เป็นทุกข์ถึงแม้ว่ามีขันธ์ ๕ แต่ถ้าไม่ยึดถืออุปาทานของมันก็จะไม่มีทุกข์  “พระตถาคตทั้งหลายเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุคือสิ่งที่ทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้นความตั้งอยู่โดยธรรมอันนั้น  ความแน่นอนโดยธรรมอันนั้น  คือสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา  ก็ตั้งอยู่แล้ว. พระตถาคตตรัสรู้ธาตุอันนั้น  ครั้นตรัสรู้แล้ว  จึงบอก จึงแสดง  จึงบัญญัติ  จึงตั้งไว้  จึงเปิดเผย  จึงจำแนก  จึงทำให้ตื้น.  (อํ. ติก. 31/576/597)” ธาตุทั้ง ๔ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายมนุษย์นั้นประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ พระพุทธองค์ตรัสรู้เรื่องธาตุซึ่งประกอบขึ้นเป็นชีวิต ซึ่งสิ่งนี้มีอยู่ในชีวิตมนุษย์อยู่แล้ว พระองค์นำมาอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนั้นพระองค์ตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่แล้วคือ ธาตุทั้ง ๔ หรือชีวิตมนุษย์นั่นเอง  “ภิกษุทั้งหลาย  เราได้พบมรรคาเก่า  หนทางเก่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ  เคยเสด็จไปนั้น.  ก็มรรคาเก่า หนทางเก่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เคยเสด็จไปนั้นเป็นไฉน  คือมรรคอันประกอบด้วยองค์  8  อันประเสริฐแล. (สํ. นิ. 26/253/306)” พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตรัสรู้ในสิ่งเดียวกัน คือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาหรือไตรสิกขา หรือมรรค ซึ่งเป็นข้อ ๔ ในอริยสัจ ๔ ที่ว่าความจริงว่าด้วยวิถีทางแห่งความดับทุกข์ ส่วนการปฏิบัติก็กระทำในสิ่งเดียวกันหนทางปฏิบัติที่ตรงต่อความเป็นจริงของชีวิตก็คือมัชณิมาปฏิปทาเป็นทางสายกลางเพื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ การปฏิบัติเพื่อให้ไม่มีทุกข์เพราะว่าเราทำถูกต้อง ทุกขั้นตอนของชีวิตโดยลำดับ การปฏิบัติของทางสายกลางนั้นก็คือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง “เมื่อเรารู้ เราเห็นว่า ดังนี้รูป ดังนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป ดังนี้ความดับแห่งรูปฯลฯ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี เมื่อเรารู้เราเห็นอย่างนี้แล ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมี” พระพุทธองค์รู้ว่าอะไรคือรูป เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับได้อย่างไร ก็คือทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็เกิดจากขันธ์ ๕ นั้นเองถ้าเรารู้ความเป็นจริงของขันธ์ ๕ อวิชาหรือกิเลสก็หมดไป ดังนั้นเมื่อหมดกิเลสก็หมดทุกข์ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะไม่มีทุกข์คือพระอรหันต์และเมื่อตายก็ จะไม่เกิดมาอีกเพราะไม่มีเหตุให้เกิด  “ท่านปวิฎฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ  การฟังตามเขามา  ความตรึกไปตามอาการ  การทนต่อการ แพ่งพินิจด้วยทิฎฐิ  ผมย่อมรู้  ย่อมเห็น  อย่างนี้ว่า  ภพดับเป็นนิพพาน. ข้อว่า  ภพดับเป็นนิพพาน  ผมเห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง. (สํ.นิ. 26/274/329).” ความรู้ที่เกิดจากการตรัสรู้ ไม่ใช่ความเชื่อการฟังเขามาเพราะการตรัสรู้จะเกิดจากประสบการณ์โดยตรงของผู้ตรัสรู้เอง ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่นักปรัชญา ไม่ใช่นักคิดเพราะพระองค์ตรัสรู้ด้วยการปฏิบัติของพระองค์ทรงตรัสรู้ด้วยญาณเป็นการตรัสรู้ด้วยจิตโดยตรงโดยสิ่งที่ต้องการรู้จะมาปรากฎที่จิตเป็นการรู้ด้วยปัญญาของพระองค์เอง  สรุปได้ว่า คำสั่งสอนที่จารึกปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้เรารู้ว่าพระองค์ตรัสรู้เรื่องขันธ์ ๕ ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ อันเป็นความจริงอันประเสริฐซึ่งธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรียกว่า อริยสัจ ๔ ด้วยหนทางมัชฌิมาปฏิปทาหรือข้อปฏิบัติ หรือทางปฏิบัติ หรือทางดำเนินที่เป็นทางสายกลางเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ด้วยปัญญา คือการดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อกำหนดรู้ทุกข์และปัญหาแห่งทุกข์เป็นการปฏิบัติซึ่งทางอันประเสริฐทางนั้นมีทางเดียวแต่มีองค์ประกอบ ๘ ประการต้องรวมกันไปคือมรรคมีองค์ ๘  พระองค์ตรัสรู้ความรู้ในสัจธรรมได้เพราะพระปัญญาของพระองค์เอง ตรัสรู้แล้วโดยชอบคือรู้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะพึงรู้ยิ่งขึ้นไปอีก จึงสามารถละจากกิเลสต่างๆได้เป็นเหตุให้ถึงความบริสุทธิ์ โดยพระองค์ตรัสรู้ธรรมในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ อันเป็นเดือนวิสาขมาส จนได้พระนามว่า “อรหัง: ผู้หมดจดจากกิเลสและตรัสรู้ชอบโดยลำพังพระองค์เอง” ได้พระนามว่า “สัมมาสัมพุทโธ: ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ” ได้พระนามใหม่ว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” ตั้งแต่การตรัสรู้มา ทั้งคำว่า “พุทโธ: ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” ก็เป็นพระนามที่ชาวโลกได้กล่าวสรรเสริญพระคุณแด่พระองค์

พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเกิดอะไร

จากการที่พระองค์มีความขยันอดทนฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อนั้นทำให้พระองค์มีพื้นฐานทางจิตที่มั่นคง บริสุทธิ์พร้อมจะนำมาใช้ในการพิจารณาเรื่องราวที่ละเอียดลึกซึ้งได้เป็นอย่างดี  ซึ่งจิตที่ได้สะสมมาเป็นเวลายาวนานจึงตกผลึกเป็นการตรัสรู้ที่ทรงอนุภาพจนสามารถทำลายความมืดมนแห่งอวิชชาและกิเลสที่ห่อหุ้มใจอยู่ให้แตกสลายออกไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชนิดที่ความมืดนั้นไม่อาจหวนกลับได้อีกโดยทรงเปรียบเทียบการตรัสรู้ของพระองค์เหมือนการทำลายกะเปาะฟองไข่ของลูกไก่แล้วออกมาดูโลกได้สำเร็จว่า “พราหมณ์เมื่อประชาชนผู้ตกอยู่ในอวิชชาเกิดในฟองอันกะเปาะฟองหุ้มห่อไว้เราผู้เดียวเท่านั้นในโลกได้ทำลายกะเปาะฟองคืออวิชชาแล้วได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ” พระหฤทัยของพระองค์เปี่ยมด้วยสติสัมปชัญญะพบความสงบมั่นคงแน่วแน่ดังที่พระองค์ทรงเล่าไว้ว่า “เพราะความเพียรของเราที่ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อนสติดำรงมั่นไม่หวั่นไหวกายสงบไม่กระสับกระส่ายจิตตั้งมั่นมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว” (อ้างแล้ว) เมื่อจิตสงบดีแล้วก็ก้าวเข้าสู่ความสงบสุขุมละเอียดลึกซึ้งตามลำดับโดยเข้าสู่ปฐมฌานหรือ ฌานที่หนึ่งดังพระดำรัสว่า “เรานั้นแลสงัดแล้วจากกามสงัดแล้วจากอกุศลธรรมได้บรรลุปฐมฌานมีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่”(อ้างแล้ว) เมื่อได้บรรลุฌานที่หนึ่ง อันสลัดกิเลสหยาบหลุดออกไปแล้วจิตใจมั่นคงดำรงอยู่กับความสงบ จากนั้นก็บรรลุถึงทุติยฌาน คือ ฌานที่ สองที่พระองค์ตรัสว่า “เราได้บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายในเป็นธรรมอันเอก ผุดขึ้นไม่มีวิตกไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไปมีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่” (อ้างแล้ว) ความละเอียดลึกล้ำเกิดขึ้นตามลำดับจนบรรลุถึงฌานที่สามและฌานที่สี่อันสุขุมลุ่มลึกมั่นคงตามลำดับดังที่พระองค์ตรัสว่า “เรามีอุเบกขาอยู่มีสติมีสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไปได้บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าเป็นผู้มีอุเบกขามีสติมีสุขอยู่ดังนี้เราได้บรรลุจตุตถฌาน(ฌานที่สี่)ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนเสียได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่” (อ้างแล้ว) เมื่อพระองค์ได้บรรลุฌานที่สี่แล้ว ก็ได้พบความรู้ใหม่ที่เรียกว่า ญาณ 3 ประการ ปรากฏขึ้นจากจิตอันสงบมั่นคงลึกซึ้งนั้น ฌาน จึงเป็นคุณภาพพิเศษแห่งจิตที่เป็นรากฐานสำคัญก่อนที่จะก้าวสู่การตรัสรู้ตาม ลำดับ ถึงแม้จิตที่อยู่ในฌานจะสงบลึกล้ำเพียงใด แต่ก่อนที่จะเข้าสู่การตรัสรู้ จิตต้องอยู่ในฐานะที่มั่นคง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่มีกิเลสหยาบ ไม่มีกิเลสละเอียดใดๆที่ฝังใจคอยรบกวน มีความพอดีพร้อมคือ การก้าวเข้าสู่ความรู้แจ้งเจิดจ้าสว่างไสว ดังที่พระองค์ได้เล่าถึงจุดเชื่อมระหว่างสภาพจิตที่มีคุณภาพสูงส่งกับการก้าวสู่เขตแดนแห่งความรู้แจ้งว่า “เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลส(กิเลสละเอียด)อ่อนโยนควรแก่การงานตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้วได้น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณเรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากคือระลึกชาติได้ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัลป์” (อ้างแล้ว) การบรรลุความรู้แจ้งพิเศษที่เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้ มีอานุภาพทำลายอวิชชาที่ห่อหุ้มจิตมาอย่างยาวนานให้หลุดออกไปส่วนหนึ่งแม้จะไม่หมดสิ้น แต่แสงแห่งความรู้แจ้งก็ส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นมาแทนที่ความมืดที่จางหายไปดั่งที่พระองค์ตรัสว่า  “พราหมณ์วิชชาที่หนึ่งนี่แลเราได้บรรลุแล้วในปฐมยามแห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เราความมืดเรากำจัดได้แล้วแสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราเหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียรเครื่องเผากิเลสส่งจิตไปแล้วอยู่ฉะนั้นความชำแรกออกครั้งที่หนึ่งของเรานี้แลได้เป็นเหมือนการทำลายออกจากกะเปาะฟองแห่งลูกไก่ฉะนั้น” (อ้างแล้ว) ลักษณะพิเศษของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เป็นการตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ด้วยความพากเพียรพยายามปฏิบัติด้วยทางสายกลางโดยสำรวจปรากฏการณ์ทางจิตที่จมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์บ้างสุขบ้างมากน้อยสลับกันไป จนพระองค์ทรงพิจารณาว่า ความสุขความทุกข์เหล่านี้ที่วนเวียนไปมาไม่รู้จักจบสิ้น  มีเหตุมาจากอะไร จะยุติความวนเวียนนี้ได้ไหม ถ้าต้องการจะยุติจะทำอย่างไร ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารนั้นเป็นทุกข์ และความทุกข์ที่ว่านี้ก็มีสาเหตุมาจากความไม่รู้ในความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ (อวิชชา) สิ่งที่ปิดกั้นทำให้มนุษย์ไม่รู้ความจริงที่ว่านี้ก็คือกิเลสที่อยู่ในจิตของมนุษย์เมื่อตรัสรู้แล้วก็จะเกิดความบริสุทธิ์ สิ้นกิเลสเป็นความว่างเปล่า เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นพระสัมมาพุทธเจ้า  การตรัสรู้ยังบ่งบอกให้เห็นถึงคุณธรรมความดีของพระองค์และความพยายามที่จะรู้สิ่งที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งไม่เคยรู้มาก่อน

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยกระบวนการอย่างไร

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้ ได้ทรงพิจารณาต้นเหตุแห่งทุกข์เห็นว่า ความแก่ ความตาย เป็นทุกข์ที่ต้องการหลุดพ้น ทรงเห็นว่าเพราะมีความเกิดเป็นปัจจัย มีอุปทานเป็นความยึดถือซึ่งเกิดจากตัณหา ที่มีตัณหาก็เพราะมีเวทนาคือสุข ทุกข์ ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ และเวทนาเกิดขึ้นได้เพราะผัสสะซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสุขเวทนาและทุกขเวทนา ก็เนื่องมาจากอายตนะ ๖ ที่เป็นนามรูป วิญญาณ สังขารเพราะมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยธาตุ คือดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันเป็นรูปกายและวิญญาณธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นความรู้ที่แสดงออกมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ โดยมีสัญญาหรือความจำเป็นตัวประสานทำให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ แต่การเป็นธาตุรู้นั้นยังประกอบไปด้วยกิเลสหรืออวิชชาเป็นความรู้ไม่ถูกตามจริง ดังนั้นอวิชชาจึงเป็นต้นเหตุให้เกิดสังขาร เมื่อสังขารเกิดขึ้น วิญญาณความรู้สึกก็เกิดต่อเนื่องกันไป เมื่อวิญญาณเกิดจากสังขาร นามคือ เวทนา สัญญา สังขารซึ่งต่อเนื่องมากับวิญญาณและรูปคือร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือขันธ์ ๕ ที่พร้อมจะปฏิบัติตามอายตะทั้ง ๖ คือ ตามีหน้าที่เห็น หูมีหน้าที่ได้ยิน จมูกมีหน้าที่ได้กลิ่น ลิ้นมีหน้าที่รู้รส กายก็มีหน้าที่รู้สึก ใจก็มีหน้าที่คิดประกอบกันไป ก็เกิดผัสสะหรือสิ่งที่บอกถึงความที่มากระทบว่ามีสุข ทุกข์ ก็เกิดเป็นเวทนาที่มีอวิชชาเป็นตัวทำให้เกิดตัณหาซึ่งไม่คงที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปจึงเกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นทำให้เกิดภพ เกิดชาติ ชรา มรณะก็เกิดต่อกันมาไม่รู้จักจบจักสิ้น เมื่อนำกระบวนการดังกล่าวมาแล้วมาพิจารณารวมกันก็จะเห็นความจริงทั้งหมดปรากฎอยู่ในอริยสัจ ๔ เป็นหลักความจริงในรูปแบบของปัญญามนุษย์ในการจะปฏิบัติ คือรู้ว่านี่เป็นทุกข์ สมุทัยหรือเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธหรือความดับทุกข์และมรรคหรือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คือทางมีองค์ ๘ หรือมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางสายกลางไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” เป็นความรู้ในความจริง มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เป็นความรู้ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อรู้แล้วก็ละเสีย ดับเสีย ตัดกิเลสเสียก็จะหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่เกิดความอยากซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เป็นหลักธรรมดาธรรมชาติหรือความเป็นจริงทั้งหลายที่มีอยู่แล้ว จึงมาบอกกล่าว เปิดเผย แสดง ชี้แจง ทำให้ง่ายเพื่อให้มนุษย์รู้ให้ทันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นไปตามใจปรารถนาของเรา แต่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือมีอยู่ดำรงอยู่ตามสภาวะของสิ่งนั้นเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้เราต้องวางใจปฏิบัติต่อสิ่งนั้นให้ถูกโดยปฏิบัติด้วยปัญญาคือรู้เท่าทันและตรงกับต้นเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งนั้น เมื่อละความยึดมั่นถือมั่นได้ก็จะเกิดความสงบ ละของร้อนเกิดความเย็นลงของกิเลส หลุดพ้นจากอาสวะหรือความทุกข์ เป็นหนทางสู่ชีวิตใหม่ในพระนิพพานนั่นเอง ดังนั้นกระบวนการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทั้งเรื่องธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อาตนะ ๖ อริยสัจ ๔ และมรรคมีองค์ ๘ เป็นกระบวนการเดียวกัน เป็นเรื่องที่เดียวกัน มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์สอดคล้องประสานกัน ดังที่กล่าวมาด้วยการปฏิบัติตามทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อเข้าสู่หนทางดับทุกข์ ละกิเลส สิ้นวัฏฏสงสาร ด้วยหลักการเรื่องทุกข์และความดับทุกข์เพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิตใจที่สงบเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน นั้นแล

จากการศึกษาสารัตถะพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทำให้ทราบว่าพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือธรรมที่ได้ตรัสรู้ทั้งหมด โดยทรงบอกเรื่องขันธ์ ๕ คือ รูป(อันประกอบด้วยธาตุ ๔ และคุณสมบัติของธาตุ ๔) เวทนา(ความรู้สึก) สัญญา(ความจำ) สังขาร (ความคิดดีคิดชั่ว) วิญญาณ(ความรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส) นั้นเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) โดยชี้ให้เห็นถึงความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ไตรลักษณ์) ซึ่งเกิดจากขันธ์ ๕ โดยทรงบอกกล่าวเรื่องที่พระองค์ตรัสรู้ว่ามีอยู่แล้วเป็นธรรมดาเป็นกฎธรรมชาติ เพียงแต่พระองค์นำมาบอก มาแจ้งเป็นลำดับ อธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งเป็นความจริงเกี่ยวกับทุกข์และความดับทุกข์ ซึ่งพระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เองโดยการละกิเลส ตัณหา อาสวะ อวิชชาต่างๆ ได้หมดสิ้นไม่เกิดภพ เกิดชาติละจากวัฏฏสังสารได้ด้วยกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในเรื่องของชีวิตมนุษย์ทุกคน ซึ่งสามารถละจากสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยปัญญาโดยปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้แสดงไว้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้เรื่องอริยสัจ ๔ และการตรัสรู้อริยสัจ ๔ ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า อริยสัจ ๔ จึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้เราบัญญัติแต่ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น”

บทความโดย

สุนันทา กริชไกรวรรณ

นักศึกษาดุษฎีบัณฑิต มมร.

บรรณานุกรม

สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน, www.larnbuddhism.com/tripitaka พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต,พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ ดร.ประมูล สารพันธ์, สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์, www.mcu.ac.th/mcutrai/menu2/menu2_2.htm เสฐียรพงษ์ วรรณปก, ความเป็นมาของพระไตรปิฎก, พ.ศ. ๒๕๔๓ อ.รังษี สุทนต์, ความรู้เรื่องอริยสัจ ๔, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๔๙ สยามมีเดียนิวส์, การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, www.siammedia.org/articles/dhamma/20130524.php พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร, หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ, ISBN: 978-616-7574-09-7, พิมพ์ครั้งที่ ๑ พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี ทรงตรัสรู้ธรรม, บริษัท คิงออฟแอดเวอร์ไทซิ่งแอนด์กราฟฟิค จำกัด