พระวินัยกับสิ่งแวดล้อม

         เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัญหาระดับโลก เพราะมนุษย์ได้นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย อย่างเกินความจำเป็น อย่างไม่รู้คุณค่า ตัวอย่างเช่น การใช้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil fuel) เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ มากเกินไป จนเกิดมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบให้เกิดภาวะโลกร้อน สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธ์ไปแล้วและอีกหลายชนิดมีความเสี่ยงว่าใกล้จะสูญพันธ์ มีการจับสัตว์น้ำเกินกว่ากำลังการผลิตตามธรรมชาติ ยิ่งถ้าปล่อยให้ภาวะเช่นนี้ดำรงต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข

           ปัญหาเหล่านี้จะย้อนกลับมาหามนุษย์เอง ตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ “กมฺมุนา วตฺตตีโลโก...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...You reap what you have sown” ที่น่าเป็นห่วง คือ กรรมนี้จะส่งผลต่อไปยังคนรุ่นถัดไปทั้งๆ ที่เขาทั้งหลายไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่กลับหนีไม่พ้นที่จะต้องประสบปัญหาอันน่าสะพรึงกลัวมากมาย อาทิ ภาวะโลกร้อนที่จะเข้มข้นขึ้น ฤดูกาลจะแปรปรวนมากยิ่งขึ้น จะเกิดโรคระบาดที่ยากยิ่งขึ้นต่อการรักษา และปัญหาการขาดแคลนอาหารธรรมชาติจะรุนแรงขึ้น ทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน...

         ถึงเวลาที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะต้องพิจารณาใคร่ครวญถึงภัยจากสิ่งแวดล้อม แล้วจะนิ่งเฉยเสียเพื่อปล่อยให้คนรุ่นถัดไปก่นว่า หรือจะมีเมตตาแก้ไขเพื่อให้คนรุ่นถัดไปสรรเสริญ หากต้องการคำสรรเสริญ มีแนวทางแก้ไข คือ พระวินัยในพระไตรปิฎก
พระวินัยในพระไตรปิฎก
                พระวินัย หมายถึง กฎระเบียบข้อบังคับ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปในทางเดียวกันของหมู่ภิกษุสงฆ์ เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เพื่อมีอาจาระอันงามเป็นระเบียบเรียบร้อย อันจะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติชอบ เป็นการเอื้อเฟื้อต่อการประพฤติธรรม
                พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติพระวินัยหรือสิกขาบทเพื่อให้พระสาวกได้ปฏิบัติ ประกอบด้วยลักษณะใหญ่ ๆ  2  ประการ คือ
                1. พุทธบัญญัติ คือ ข้อที่พระองค์บัญญัติห้ามมิให้ประพฤติ ถ้าภิกษุรูปใดฝ่าฝืน จะมีโทษปรับอาบัติตั้งแต่เบาไปจนถึงโทษหนักที่สุด คือ การขาดจากความเป็นภิกษุ
        2. อภิสมาจาร คือ ข้อปฏิบัติหรือขนบธรรมเนียมที่พระสงฆ์จะต้องประพฤติตาม เพื่อให้มีอาจาระเป็นที่งดงามน่าเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เป็นระเบียบเกี่ยวกับความประพฤติเล็กๆ น้อยๆ เช่น การตัดผม การตัดเล็บ การนั่ง การนอน ฯลฯ พระวินัยในส่วนนี้ไม่มีการปรับอาบัติไว้โดยตรง แต่ถ้าภิกษุรูปใดไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีปรับโทษเพียงอาบัติเบา ๆ คือ ทุกกฎ
                พระวินัยมิได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่ภายในเนื้อหายังได้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และประเพณีของอินเดียในสมัยพุทธกาลอีกด้วย
                    ที่มาของการบัญญัติพระวินัย
                หลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่งาม ไม่เหมาะสม ในหมู่สงฆ์ และความนั้นได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระพุทธองค์ก็จะทรงบัญญัติพระวินัยขึ้น
 สิ่งแวดล้อม
                สิ่งแวดล้อม ตามความหมายของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น ดังภาพ

สิ่งแวดล้อม (environment)


          ก่อนที่จะเกิดมนุษย์ขึ้น โลกนี้มีเพียง “สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ” (natural environment) ซึ่งเป็นภาพซีกซ้ายมือของผู้อ่าน ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์เรียกโลกซีกนี้ว่า “ทรัพยากรธรรมชาติ” (natural resource) ต่อมาเมื่อมนุษย์โฮโมเซเปี้ยนส์ หรือมนุษย์ปัจจุบันเริ่มปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกบนโลกในช่วง 400,000 ถึง 250,000 ปีทีผ่านมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการด้านสิ่งแวดล้อมในภาพซีกขวามือของผู้อ่าน โดยเรียกโลกซีกนี้ว่า “สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม” (cultural environment) โลกซีกนี้วิวัฒนาการอย่างช้าๆมาตลอด จนเมื่อโทมัสอัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริงในปี ค.ศ.1879 ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในช่วงท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ส่งผลให้มนุษย์ได้ขนย้ายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากในโลกซีกด้านซ้าย เพื่อนำมาเสริมสร้างความสุขในการดำรงชีวิตของตนในโลกซีกด้านขวา สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในโลกซีกขวานี้ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ทรัพยากรทางวัฒนธรรม” (cultural resource)

               ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย
               1.วัฒนธรรมภายในมนุษย์ จำแนกได้เป็น                                        

               1.1 องค์มติ (concepts) ได้แก่ ความเชื่อ ความคิด ความเข้าใจ และอุดมการณ์ ต่าง ๆ ของปัจเจกชน เช่น ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจ ความเข้าใจในเรื่องของมนุษย์ และอุดมการณ์     
                   1.2 องค์การ (organization) ได้แก่ กลุ่มที่มีการจัดระเบียบหรือโครงสร้างอย่างเป็นทางการ เช่น สถาบัน สมาคม หรือสโมสร กล่าวอีกนัยคือกลุ่มที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือระเบียบข้อบังคับ หรือมีการกำหนดวิธีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ตัวอย่างที่มีขนาดเล็กที่สุด คือครอบครัว และตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุด คือ องค์การสหประชาชาติ

             2.วัฒนธรรมภายนอกมนุษย์ จำแนกได้เป็น                                                                2.1 องค์พิธีการ (usage) ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งแสดงออกในรูปของพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีโกนผมไฟ พิธีสมรส พิธีกงเต็ก และการแต่งกาย

            2.2 องค์วัตถุ (instrumental and symbolic objects) ได้แก่ วัฒนธรรมทางวัตถุที่มีรูปร่างสามารถจับต้องได้ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรม เช่น คนโท จาน ถ้วย และมีด ตลอดจนผลิตผลทางด้านศิลปกรรม เช่น ภาพเขียน รูปปั้น  รวมทั้งวัฒนธรรมทางวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง แต่เป็นเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์ เช่น ภาษา และตัวเลข

      สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมจะเจริญเติบโตก้าวหน้าได้ จำต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบ เช่น ไม้ น้ำมัน ถ่านหิน และแร่ธาตุต่างๆ มาเป็นวัตถุดิบ สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมยิ่งเจริญมากขึ้นเท่าใด ย่อมส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติยิ่งหดหายไปมากเท่านั้น และในความเป็นจริงมนุษย์ในโลกก็ไม่เคยหยุดสร้างสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะมนุษย์อยู่ในทุกส่วนของโลก เมื่อใดที่โลกซีกใดมืด โลกซีกฝั่งตรงข้ามก็จะสว่าง จึงไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่มนุษย์ไม่ได้ขนย้ายทรัพยากรจากโลกซีกซ้ายมือ มาสนองความต้องการของตนในโลกซีกขวามือ และการที่ประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กอปรทั้งมนุษย์มีกิเลสไม่สิ้นสุด ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 200 ปี จนถึงวินาทีนี้และวินาที...ข้างหน้า

                ทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างมีความสัมพันธ์และเกื้อกูลต่อกัน และเราเรียกสิ่งนี้ว่า “ระบบนิเวศ” กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น การที่มนุษย์ทำให้น้ำทะเลเสื่อมคุณภาพ จะส่งผลให้ปะการังฟอกขาวและตายลง ส่งผลกระทบให้ปลาเล็กปลาน้อยจำนวนมากที่อาศัยปะการังเป็นที่อยู่อาศัยและสืบพันธุ์ กระทบต่อถึงปลาใหญ่กว่าที่อาศัยปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหาร โดยจะมีการกินกันต่อๆไปเช่นนี้จนถึงปลากินเนื้อขนาดใหญ่ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร               

                ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษาระบบนิเวศ โดยการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พึงใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และพึงใช้เท่าที่จำเป็น ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนั้น มีกล่าวไว้ครบถ้วนแล้วในพระวินัย


พระวินัยในพระไตรปิฎกกับสิ่งแวดล้อม

                พระวินัยในพระพุทธศาสนาบัญญัติขึ้นประมาณ 2,600 ปีมาแล้ว เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าทรงบัญญัติห้ามมิให้ทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้ละเอียดครบถ้วนตามการจำแนกตามหลักวิชาการในยุคปัจจุบัน (ตามภาพโลกซีกซ้ายมือ) ละเอียดถึงระดับจุลินทรีย์!!!  ทั้งยังบัญญัติไม่ให้ทิ้งของโดยง่าย ตัวอย่างเช่น การไม่ให้ทิ้งจีวรเก่า แต่ให้นำมาใช้ประโยชน์เป็นทอดๆ จนถึงผ้าขี้ริ้ว ซึ่งตรงกับ reuse ในปัจจุบัน

                สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (ภาพโลกซีกซ้ายมือ)

1.    สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต

  1.1 การอนุรักษ์ดิน เช่น การห้ามสร้างกุฏิด้วยดินล้วน (วิ.มหา 1/79/2.) การห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด (วิ.มหา 2/351/256.)

  1.2 การอนุรักษ์น้ำ เช่น ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเล่นน้ำ (วิ.มหา 2/588/642.)  ภิกษุยังไม่ถึงครึ่งเดือนอาบน้ำ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นแต่มีเหตุ (วิ.มหา 2/612-8/661-6.) ภิกษุไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ (วิ.มหา 2/879/945-6.)                                       1.3 การอนุรักษ์อากาศ เช่น ภิกษุใดไม่เป็นไข้ ผิงไฟ ก่อหรือใช้ให้ก่อไฟ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.มหา 2/604/654.)  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เทน้ำล้างบาตร ซึ่งมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน (วิ.มหา 2/856/926.) เพราะเมื่อข้าวเน่าจะเกิดมลพิษแก่บ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง

     1.4 การอนุรักษ์แร่ธาตุ/พลังงาน เช่น ห้ามเก็บบาตรเกิน 1 ลูกไว้เกิน 10 วัน (วิ.มหา 2/118/987.) ภิกษุใดมีบาตรที่รอยซ่อมหย่อนกว่า 5 แห่ง ขอบาตรใหม่ใบอื่น ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (วิ.มหา 2/137/1025.) ภิกษุใดสะสมบาตรเกินกว่า 1 ลูก ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (วิ.มหา 1/117/986.)

2. สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต

จากพุทธประวัติสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีความสัมพันธ์กับป่ามาโดยตลอด เพราะสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมธรรมเทศนา และปรินิพพาน ล้วนอยู่ในป่าทั้งสิ้น

               2.1  การอนุรักษ์พืช เช่น ห้ามเผาหญ้า เพราะจะลามไปเผาป่า เว้นแต่การจุดไฟต้านไฟป่าที่กำลังไหม้ (วิ.มหา 7/176-7/63-4.) ห้ามทำลายต้นไม้ (วินยฺ 2/354/267.) ห้ามสร้างวิหารใหญ่เกินประมาณที่พระวินัยกำหนดเพื่อตนเอง โดยไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ (วิ.มหา 1/516/384.) เพราะวิหารขนาดใหญ่จะทำให้ต้องใช้ไม้จำนวนมาก

      2.2  การอนุรักษ์จุลินทรีย์/สัตว์ เช่น ภิกษุใดแกล้งพรากสัตว์จากชีวิต เป็นปาจิตตีย์ (วิ.มหา 2/631/682.) ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน (วิ.มหา 2/402/352.) ภิกษุใดรู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์มีชีวิต ก็ยังบริโภค ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.มหา 2/635-7/685-6.)

                สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม (ภาพโลกซีกขวามือ)

                มนุษย์มิได้บริโภคทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น แต่ยังนำมาสร้างเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมด้วย  ดังนั้น การที่มนุษย์จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงไว้นั้น จะต้องปรับเปลี่ยนใน 2 ประเด็น คือ ปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภคทรัพยากรที่ปล่อยให้อยู่ในอำนาจของกิเลส มาเป็นการบริโภคอย่างพอประมาณ อย่างรู้คุณค่า และอย่างเป็นธรรม และปรับเปลี่ยนแนวคิด (องค์มติ) ของตนเสียใหม่เพื่อมิให้ลูกหลานก่นว่า ด้วยการยึดตามแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ  (UN) ที่ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น “ต้องเป็นการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปต้องลดทอนความสามารถในความต้องการของตน” (Development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs) กล่าวคือ หากคนรุ่นก่อนบริโภคทรัพยากรธรรมชาติได้เพียงใด คนรุ่นถัดไปก็ควรจะบริโภคได้เพียงนั้น
วิเคราะห์
                ด้วยแนวคำสอน “มัชฌิมาปฎิปทา...ทางสายกลาย” จะช่วยให้มนุษย์บริโภคทรัพยากรเพียงพอดีกับความต้องการ ไม่บริโภคฟุ่มเฟือยเหมือนปัจจุบัน และโชคดีของมวลมนุษย์ที่แนวทางการบริโภคอย่างเป็นธรรม อย่างรู้คุณค่า เพราะพระพุทธองค์ได้บัญญัติเป็นพระวินัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป ส่วนทางสายกลางนั้นพระองค์ไม่ได้ระบุวิธีการปฏิบัติไว้ ผู้ปฏิบัติต้องนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โชคดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่สามารถนำมาปรับใช้ เพื่อให้มีการบริโภคทรัพยากรเพียงพอดีกับความต้องการ

                การเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด และปฏิบัติตามคำสอนทางพุทธศาสนา พระวินัย และแนวพระราชดำริ ย่อมจะยังประโยชน์ให้เกิดความสำเร็จตามแนวคิดของ UN  


สรุป

                พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้กฎของธรรมชาติอันสูงสุด พระองค์ทรงมองเห็นประโยชน์และความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษา (ปริยัติ) และนำไปปฏิบัติ (ปฏิบัติ)  กอปรทั้งการปฏิบัติตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงพอ (ปฏิบัติ) ก็จะนำไปสู่ความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ (ปฏิเวท) ตามผัง

ความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

 

ยิ่งศักดิ์  นิติสิงห์


บรรณานุกรม


1. มหามกุฏราชวิทยาลัย. มูลนิธิ. พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย. เล่ม 1, 2, 3,        7. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2536.

2. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
     พ.ศ. 2535.