มหายานกับการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ในปัจจุบัน

  ในปัจจุบันมนุษย์หันมาสนใจเรื่องการทานอาหารประเภทเจหรือมังสวิรัติกันมากขึ้นซึ่งอาหารดังกล่าวเป็นอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์
จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนิกชนมีการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันแพร่หลายจะสังเกตได้จากการมีเทศกาลกินเจที่จัดเป็นประจําทุกปีในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทย


  มีการตอบรับเทศกาลนี้อย่างกว้างขวาง มีพ่อค้าแม่ค้านําอาหารเจมาจําหน่ายเพื่อผู้บริโภคกันตลอดเทศกาล
ในตลาดและร้านค้า แม้แต่ร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอรมาร์เกตขนาดใหญ่
  ได้มีการจัดจําหน่ายอาหารเจในช่วงเทศกาลเจกันทั่วประเทศทั้งสิ้น
มีร้านอาหารเจหรือมังสวิรัตเกิดขึ้นมากมายในปัจจุบันสร้างความสะดวกในการจัดหามากขึ้น
อีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนว่าปะชาชนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธสาสนิกชนมีการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้นสามารถมองได้จากการเติบโตของอุตสาหกรรม ผลิตเป็นวัตถุดิบสําหรับอาหารเจ
ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการทําอาหารเจและมังสวิรัติ นั่นเอง การรับประทานอาหารมังสวิรัติกับการกินเจ
แม้จะมีพฤติกรรมเหมือนกัน คือ งดเว้นการกินเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน
คือผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็เพราะมีเจตนาจะละเว้นการกินเนื้อสัตว์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนสัตว์คือไม่กินเนื้อสัตว์ เหตุให้ไม่ฆ่าสัตว์ เพื่อเอามาเป็นอาหาร แต่การกินเจ เป็นประเพณีของชาวจีน การกินเจไม่ใช่งดเว้นเนื้อสัตว์ตลอดเวลานาน แต่งดกินเนื้อสัตว์ชั่วระยะเวลาเทศกาลกินเจเท่านั้น คือ ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ําถึงวันขึ้น 9 ค่ําเดือน 9 ของจีน เป็นเวลา 9 วัน ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ํา ถึง 9 ค่ําเดือน 11 ของไทย
(แต่เฉพาะในปีที่ปฏิทินจีนมีเดือน 5 สองครั้ง จะตรงกับ ขึ้น 1-9 ค่ําเดือน 12 ไทย)
การกินเจมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระเจ้าเก้าพระองค์ (เก๊า-ฮ้วง-ฮุดโจ้ว) ซึ่งเป็นเทพเจ้าอยู่บนสวรรค์
โดยเชื่อว่า ในหนึ่งปีพระเจ้าเก้าพระองค์จะลงมาตรวจดูคนในมนุษยโลกว่าใครทําดีทําชั่ว แล้วจะจดบัญชีไว้
เพราะเจ้าทั้งเก้าจะลงมาในมนุษยโลก ผู้ที่ต้องการให้พระเจ้าทั้งเก้าช่วยเหลือ ก็ต้องรักษาศีลกินเจเป็นเวลา 9
วันนอกจากไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ยังต้องไม่กินผักที่มีกลิ่นแรงก่อให้เกิดราคะ 5 ชนิด ที่มีในเมืองไทย 3 ชนิด คือ
หอม กระเทียม และกุยช่าย (อีก 2 ชนิด คือ หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ ไม่มีในประเทศไทย) ดังนั้น ในวันขึ้น 1 ค่ํา
ถึง 9 ค่ําเดือน 9 ของจีน คนจีนจึงกินเจ เพื่อทําความดีให้เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว เห็นจะได้จดบันทึก
ชาวพุทธมหายานบางกลุ่มก็กินเนื้อสัตว์ เช่นในทิเบต ที่ไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ หรือไม่กินเลย เช่น
มหายานในจีน เวียดนาม เป็นต้น การที่มหายานไม่กินเนื้อสัตว์น่าจะมาจากวิถีชีวิตของแต่ละประเทศส่วนหนึ่ง

 

 


และอิทธิพลคําสอนในมหายานเองด้วยส่วนหนึ่ง ที่กล่าวถึงการไม่ทานเนื้อสัตว์ไว้อย่างชัดเจน
พระสูตรที่กล่าวถึงเรื่องนี้ คือ ลังกาวตารสูตร อันเป็นคัมภีร์หลัก ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
เป็นสูตรว่าด้วยศีลธรรมล้วนภาคที่แปดแห่งลังกาวตารสูตรนี้ กล่าวถึงเรื่องการกินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ เรียกว่า
ภาคมางสภักษนปริวรรต จากข้อความในภาคนี้ ย่อมเป็นการพิสูจน์ไว้อย่างเต็มที่ว่า
สาวกในพระพุทธศาสนาจะเป็นบรรพชิต หรือฆราวาสก็ตาม จะไม่รับประทานเนื้อปลา
หรือเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเลย จึงขอยกคําแปลวังกาวตารสูตรของท่านพุทธทาส ดังนี้

          "พระตถาคตเจ้าผู้องค์อรหันต์ ได้ตรัสรู้อย่างถูกถ้วนแล้ว,
และได้ตรัสความเป็นกุศลหรืออกุศลแห่งการบริโภคเนื้อสัตว์แก่เรา, เพื่อว่าเราและสาวกอื่นๆ
ในพระพุทธศาสนา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ประกาศสัจธรรมอันนี้ แก่เขาเหล่าโน้นผู้บริโภคเนื้อสัตว์
เพื่อเป็นการทําลายความอยากเสพในเนื้อสัตว์ของเขานั้นๆ เสีย"
หรือจุดหมายสูง สุดในการปฏิบัติธรรมต่างกับพระสงฆ์เถรวาท พระสงฆ์เถรวาท คือ พระสงฆ์ไทย ลังกา พม่า
ลาว เขมร มีจุดมุ่งหมายสูง สุดในการปฏิบัติธรรม คือ ทําจิตให้บริสุทธิ์ หมดกิเลส เป็นพระอรหันต์
หรือเรียกว่า บรรลุนิพพาน นิพพาน คือ จุดหมายสูงสุด แต่พระสงฆ์มหายาน
ไม่ต้องการบรรลุนิพพานแต่ลําพังตนเอง แต่ต้องการช่วยให้มหาชน บรรลุนิพพานทั้งหมด
จึงต้องบําเพ็ญบารมีให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในระหว่างที่บําเพ็ญบารมีอยู่นี้เรียกว่า เป็นพระโพธิสัตว์
คําว่าพระโพธิสัตว์ หมายถึง ท่านผู้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์จะต้องรักษาศีลเรียกว่า
“สิกขาบท พระโพธิสัตว์” เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ปฏิบัติพร้อมกันกับสิกขาบทที่มีมาในพระปาฏิโมกข์
เหมือนกับพระสงฆ์เถรวาท แต่ต้องรักษาศีลสําหรับพระโพธิสัตว์เพิ่มขึ้น 58 ข้อ ในสิกขาบท พระโพธิสัตว์ 58
ข้อนี้ มีบัญญัติว่าห้ามบริโภคโภชนาหารปลาและเนื้อ และห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน ก่อให้เกิดราคะ 5 อย่าง
คือ หอม กระเทียม และกุยช่าย (อีก 2 ชนิด คือ หลักเกี๋ย และเฮงกื๋อ ไม่มีในประเทศไทย)
แม้นว่ามหายานจะมีทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่พระวินัยของมหายานนั้น นอกจากจะมี 250
ข้อแล้ว ยังไม่ได้เป็นหมวดหมู่แบบเถรวาท สังฆกรรมต่าง ๆ
ของฝ่ายมหายานต้องใช้คัมภีร์วินัยของสรวาสติวาท ธรรมคุปตะ มหาสังฆิกะ และมหิศาสกะ
สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ 250 ข้อ ของฝ่ายมหายาน มีดังนี้ คือ
ทําไมพระสงฆ์มหายานจึงฉันอาหารเจ พระสงฆ์มหายาน คือ พระจีนและพระญวน มีอุดมคติ
สิกขาบทของมหายานได้เพิ่มวินัยของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กล่าวไว้ในพรหมชาลสูตร เรียก
พรหมชาลโพธิสัตวศีล และ ยคโพธิสัตวศีล ซึ่งอยู่ในคัมภีร์โยคาจารภูมิศาสตร์ปกรณ์พิเศษ
ของนิกายวิชญาณวาทิน และมีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ วินัยของโพธิสัตว์นั้นแม้จะต้องครุกาบัติ
เป็นปาราชิกในโพธิสัตว์ สิกขาบทก็สามารถสมาทานใหม่ได้ ไม่เหมือนกับภิกขุปาฏิโมกข์ ซึ่งทําคืนอีกไม่ได้
ทั้งนี้เพราะถือว่าสิกขาบทของภิกขุอยู่ในขอบเขตจํากัด ของปัจจุบันชาติ
ส่วนสิกขาบทของโพธิสัตว์นั้นไม่จํากัดชาติดังนั้น กุลบุตรฝ่ายมหายาน
เมื่ออุปสัมปทากรรมแล้วก็จะต้องรับศีลโพธิสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมพรหมชาล โพธิสัตว์ศีลมากกว่า
โยคะโพธิสัตวศีล และศีลพระโพธิสัตว์นี้ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ของสดคาว และหัวหอม หัวกระเทียม
เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วย ส่งเสริมให้เกิดกําหนัดราคะกางกั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ
และการกินเนื้อสัตว์นี้อาจกินถูกเนื้อบิดามารดาในชาติก่อน ๆ ของตน
ผู้รับศีลโพธิสัตว์จึงต้องถือมังสะวิรัติอย่างเคร่งครัด พระสงฆ์มหายานของจีนได้รับการยอมรับกันว่า
ปฏิบัติในข้อนี้ได้เคร่งครัด กว่าพวกมหายานในประเทศอื่น ๆ
ทําไมจึงมีการการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันอย่างแพร่หลาย
หากถามว่าทําไมถึงมีการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันน่าจะมีเหตุผลหลักมากจาก
สองเรื่อง คือ ผลประโยชน์ที่ได้จากในธรรมและผลประโยชน์ที่ได้ในทางโลก ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกข์
จังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวว่า การไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นทางก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอย่างหนึ่ง
           เพราะพวกพืชผัก เป็นของหาง่ายปลูกได้ทุกที่ในทุกชนชั้นไม่ว่าร่ํารวยหรือยากจน
ซึ่งมีการปรุงอาหารด้วยผักเป็นพื้น
นักกินผักย่อมไม่มีเวลาไปกระวนกระวายเพราะอาหารไม่ค่อยจะถูกปากถูกลิ้นนักเลย
ในขณะที่นักกินเนื้อมักต้องเลียบๆ เคียงๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งภัตตาหารเนื้อบ่อยๆ เนื้อมีราคาแพงกว่าผัก
 ข้อที่ 2. เป็นการฝึกในส่วน “สัจธรรม”
          คนเราห่างไกลจากความพ้นทุกข์ก็เพราะมีนิสัยเหลวไหลต่อตัวเอง
สัจจะในการกินผักนั้นเป็นแบบฝึกหัดที่น่าเพลินบริสุทธิ์ ได้ผลสูงเกินกว่าที่คนไม่เคยทดลองจะคาดถึง
พืชผักเป็นอาหารที่จะหล่อเลี้ยง “ดวงธรรมแห่งสัจจะ”ในใจของเราให้สมบูรณ์แข็งแรงดังนั้นการฝึกกินผัก
อาหารพืชผักจึงเป็นแบบฝึกหัดสําหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่ยอดเยี่ยมกว่าแบบฝึกหัดอย่างอื่นๆ
เพราะแบบฝึกหัดบางอย่างค่อนข้างง่าย
แต่บางอย่างก็ยากเกินจะฝึกทําให้ไม่สามารถนํามาเป็นเกมฝึกหัดประจําทุกๆวัน
แต่เราผู้ปฏิบัติธรรมต้องฝึกทุกวันจึงจะได้ผลเร็ว
เหตุฉะนี้การฝึกใจด้วยเรื่องอาหารอันเป็นสิ่งที่เราต้องบริโภคอยู่ทุกวันจึงเหมาะ
 ข้อที่ 3.เป็นการฝึกในส่วน“ทมะ”ธรรม
            “ทมะ” คือ การข่มใจให้อยู่ในอํานาจ คนเราเป็นทุกข์เพราะตัณหาอันได้แก่
ความอยากที่ข่มใจไว้ไม่อยู่ ผู้ที่ไม่มีการข่มรสตัณหาจักต้องเป็นทาสของความทุกข์
และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม เหตุนี้การข่มจิตด้วยเรื่องอาหารการกินจึงเหมาะมาก
เพราะจะมีการข่มได้ทุกวันการข่มจิตอยู่เสมอ
ข้อที่ 4. เป็นการฝึกในส่วน “สันโดษ”
ความพอใจเฉพาะสิ่งที่มีอยู่ตามฐานะของตนอาหารที่เพียงพอหาง่ายไม่แพงเกินฐานะอาหารกลุ่มพืชผักละเว้น
การบริโภคเนื้อสามารถเป็นแนวทางฝึกความสันโดษได้
 ข้อที่ 5. เป็นการฝึกในส่วน “จาคะ”
          จาคะ คือ การสละสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบหรือความพ้นทุกข์
นักกินผักที่แท้จริงมีดวงจิตบริสุทธิ์ผ่องใส เกินกว่าที่จะมีใจนึกอยากในเรื่องจะบริโภคอาหารที่มีรสหลากหลาย
เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภคมากไปกว่ากินเพื่ออย่าให้ตาย
ซึ่งต่างไปจากเนื้อสัตว์ที่ยั่วให้ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ
ข้อที่ 6. เป็นการฝึกในส่วน “ปัญญา”
           ปัญญา คือ ความรู้เท่าทันดวงจิตที่กลับกลอก การใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของการยึดมั่น
และให้ใจละวางความยึดมั่นในการกินอาหาร แบบฝึกหัดที่ยากและเป็นก้าวที่ใหญ่ของการปฏิบัติธรรมเช่นนี้
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการฝึกบริโภคอาหารผัก ที่จะเป็นอารมณ์อันบังคับให้ท่าน
ต้องใช้พิจารณาตัวเองอยู่เสมอทุกมื้อเพราะเนื้อทําให้หลงในรส ส่วนผักทําให้ยกใจขึ้น
ไม่ใช่จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นแต่การกินผักจะช่วยขัดเกลากิเลสทุกๆ วัน
ทําไมการขัดขัดเกลาจิตใจต้องเป็นผัก ความจริงอาจจะถือว่า ผักเป็นอาหารชั้นเลวหรือไม่ประณีตก็พอแล้ว
แต่เมื่อมาพิจารณาใคร่ครวญให้ดีแล้วมันมาตรงกับอาหารผัก เพราะจะทําอย่างไร
เนื้อก็เป็นของชวนกินเพียงแต่ต้มเฉย ๆ พอได้กลิ่นมันก็ยั่วตัณหาอยู่ดีเพราะฉะนั้นการที่จะปราบตัณหา
จึงกลายเป็นเกียรติยศของผักไป อาหารผักเป็นอาหารที่ข่มตัณหาได้และมีแต่ความบริสุทธิ์จึงเหมาะสม
สําหรับผู้ที่ระแวงภัย และตั้งอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ
สําหรับประโยชน์ในทางโลกที่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ประชาชนจะละเว้นการบริโภคเนื่อสัตว์
ดังจะเห็นจากหลักฐานที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดนั้น
ควรประกอบด้วยอาหารประเภทพืช (ผัก ผลไม้ และถั่ว) และลดอาหารประเภทสัตว์
โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง และผลการสํารวจจํานวนมาก
ชี้นํามาสู่ผลสรุปอันเดียวกันคือ คนเราควรรับประทานอาหารประเภทสัตว์น้อยลง
และรับประทานอาหารประเภทพืชมากขึ้น โดยเฉพาะผักและผลไม้ นักโภชนาการในวงการแพทย์แนะนําว่า
ผักผลไม้เป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งทางเดินอาหารได้ รวมทั้งมะเร็งในปอด ลําไส้ใหญ่
กระเพาะ ปาก กล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า
สารไลโคพีน ซึ่งเป็นสารที่พบในหัวผักกาดแดงเหลือง ในมะเขือเทศและซ๊อสมะเขือเทศ
อาจสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ การบริโภคธัญพืชและผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง
จะป้องกันการท้องผูกและการอักเสบของลําไส้ได้ ผักใบเขียวและสารแคโรทินอยในผักผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง
ช่วยลดการเสื่อมในเยื่อบุของตา
โรคร้ายแรงที่ติดเชื้อและระบาดมาจากอาหารมักเกิดจากการปนเปื้อนในอาหารเนื้อสัตว์
อาหารทะเลเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นการเลี้ยงสัตว์ หากมาการจัดการไม่ดี
อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศเสีย น้ําเสีย และดินเสื่อมคุณภาพ
การเลี้ยงสัตว์เพื่อการฆ่า การขนส่งและการจัดการฆ่า สร้างความหวาดกลัว
เจ็บปวดและความเครียดให้กับสัตว์อย่างมาก หากเรารับประทานเนื้อสัตว์
เราเปรียบเสมือนคนไร้ความเมตตาต่อสัตว์
นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังพบอีกด้วยว่าการกินเนื้อสัตว์มากจะสั่งสมก๊าซไนโตรเจนในรูปของกรดยูริคมากเ
กินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคไต เมื่อไตไม่สามารถกําจัดกรดยูริคออกจาร่างกายตามข้อต่อ หรือตามกล้ามเนื้อ
ก็จะทําให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามข้อ เป็นโรคเก๊าท์ และโรคไขข้ออักเสบ
ยังไม่นับอีกหลายโรคที่มีสาเหตุสําคัญส่วนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก เช่น
โรคไขมันคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคนิ่วในไต โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก,
โรคเบาหวาน, โรคแผลในกระเพาะอาหาร, โรคนิ่วในถุงน้ําดี, โรคข้ออักเสบ, โรคเหงือก โรคสิว,
โรคมะเร็งตับอ่อน, โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร, โรคกระดูกพรุน, โรคมะเร็งรังไข่, โรคริดสีดวง, โรคอ้วน,
 ด้วยเหตุหลักสองประการที่กล่าวมาเป็นคําตอบว่าทําไมจึงมีการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์กันอย่างแ
พร่หลายโดยเฉพาะในกลุ่มพุทธศาสนิกชน
อานิสงส์ในการละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ในทัศนะของพุทธศาสนา
ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เราทุกคนละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
และเลิกเบียดเบียนผู้อื่นโดยเด็ดขาด พระองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อ "ปาณาติบาต" คือห้ามการฆ่า
เป็นข้อที่สําคัญอันดับหนึ่ง ขอให้เราจงมาร่วมกันศึกษาพิจารณาพระพุทธวจนะว่าด้วยเรื่อง "อานิสงส์
10 ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์" เพื่อจักได้นําไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติและบําเพ็ญธรรมให้สูงขึ้นไป
ในพระสูตรของพระพุทธศาสนามหายานเล่าว่า "สมัยหนึ่ง...
องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปเทศนาโปรดบรรดาเหล่าพญานาคทั้งหลาย
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสธรรมกถาวิสัชนาแสดงแก่พญานาคราชความว่า"บุคคลใดหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นําส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า
หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง และบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์ทั้ง
1. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรมตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่มีจิตโอบอ้อมอารี
ไม่เบียดเบียนผู้ใดย่อมเป็นที่รักใคร่มีคนอยากเข้ามาใกล้ชิด
2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น จิตเมตตา คือ
ความรู้สึกนึกคิดที่อยากให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้มีชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข
เมื่อจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ค่อยๆถูกสะสมเพิ่มพูนจนเปี่ยมล้น
ก็จะบังเกิดเป็นมหาเมตตาขึ้นในใจ มหาเมตตานี้จะเพิ่มพลังจิตขึ้นในตัว
นับเป็นเหตุปัจจัยสําคัญอันจะนําพาให้ผู้บําเพ็ญสามารถสําเร็จธรรมบรรลุสู่ขั้น "พระโพธิสัตว์"
3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเคียดแค้นในใจลงได้
ความเห็นแก่ตัวในเรื่องปากท้องเป็นเหตุให้เกิดการเข่นฆ่า
ทําให้เกิดการทําลายล้างและเกิดการโกรธแค้นอาฆาต
พยาบาทจองเวรต่อกันพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติศีลข้อหนึ่งเพื่อหยุดการจองเวร ยุติการเข่นฆ่าเอาชีวิต
4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
เวรกรรมที่เป็นเหตุชักนําให้ผู้คนต้องประสบโรคภัยกลุ้มรุมทําร้าย
ก็เนื่องมาจากในอดีตพวกเขาต่างเคยเบียดเบียน เข่นฆ่า ทําลายชีวิตผู้อื่นมาบริโภค มาเสพนั่นเอง
5. มีอายุมั่นขวัญยืน ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ ทั้งคนและสัตว์ต่างล้วนอยากให้ตนมีอายุยืนยาว
แต่ความมีอายุยืนนานนั้น มิใช่เพียงแต่คิดอยากจะได้ก็สามารถได้ เพราะถ้าหากในอดีต
เป็นผู้ที่ชื่นชอบนิยมยินดีในการบริโภคเนื้อสัตว์ ตลอดจนฆ่าและส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
การที่จะหวังให้ตนมีชีวิตที่ราบรื่นเป็นสุขและอายุยืนยาวนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้
6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด
วัชรเทพทั้ง 8 พระองค์ คือ เทพเจ้าผู้พิทักษ์ธรรมในพระพุทธศาสนา
เมื่อบุคคลใดมีจิตมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณงามความดีมีใจศรัทธาศึกษาปฏิบัติธรรมรักษาศีลกินเจ วัชรเทพทั้ง 8
พระองค์ก็จะมีบัญชาให้เหล่าเทพบริวารทั้งหลายลงมาพิทักษ์รักษาปกป้องคุ้มครองบุคคลนั้นๆ
7.ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล คนทั่วไปหากมีเรื่องราวรบกวนจิตใจว้าวุ่น
แม้แต่ยามพักผ่อนก็จะไม่สามารถหลับตาลงได้อย่างสงบหลับก็ฝันร้าย จากกรรมชั่วที่ตนประพฤติมิชอบ
8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน ผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม
ต้องไม่เพียงแต่ไม่คิดโกรธเกลียด ไม่เข่นฆ่าไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่ว่าคนหรือสัตว์
แต่ยังจะต้องมีจิตเมตตากรุณา คิดสงสารต่อผู้ที่หลงผิดประพฤติมิชอบ
ไม่เพียงแต่จะไม่มีเวรกรรมหนี้แค้นต่อกัน กลับจะเป็นการผูกบุญสัมพันธ์อันดีต่อกันอีกด้วย
ทั้งนี้เพราะการจะสําเร็จธรรมถึงขั้น "พุทธะ" ได้นั้นจักต้องผูกบุญสัมพันธ์อันดีกับสรรพสัตว์เป็นฐานบารมีก่อน
ดังนั้น พระโพธิสัตว์กวนอิม ผู้เปี่ยมด้วยมหาเมตตามหาการุณย์ต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
จึงทรงตรัสเทศนาสั่งสอนเน้นหนักให้สาธุชนที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรม ต้องเลิกบริโภคเนื้อสัตว์
อันเป็นการเจริญรอยตามปฏิปทาที่พระองค์ท่านและบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้บําเพ็ญไว้เป็นแบบอย่างใ
ห้พวกเรายึดถือปฏิบัติมาจวบจนทุกวันนี้
9. สามารถดํารงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ ตามกฎแห่งกรรม
ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชอบเสพเลือดเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อตายไปวิญญาณจะต้องล่วงลงสู่อบายภูมิทั้ง 3
      1.นรกภูมิ 10 ขุมซึ่งแต่ละขุมแต่ละแดนเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาณอันแสนสาหัสต่างๆนานา
      2.เปรตภูมิ เป็นแดนที่เหล่าวิญญาณบาปต้องได้รับทุกข์ทรมานอยู่กับความหิวโหยตลอดเวลา
เพราะเมื่อยามใดที่อาหารเข้าปาก ก็จะลุกไหม้กลายเป็นไฟ
ไม่สามารถกลืนลงคอได้เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่จะหมดสิ้นบาปกรรมที่ทําไว้
      3.เดรัจฉานภูมิ เมื่อวิญญาณบาปชดใช้หนี้เวรบาปกรรม
พ้นจากขุมนรกและภพภูมิเปรตแล้วก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องถูกเขาฆ่าตายชาติแล้วชาติเล่า
จนกว่าจะครบตามจํานวนที่ตนได้เคยเบียดเบียน ทําลายชีวิตผู้อื่น
10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติโลกสวรรค์ ผู้งดเว้นเนื้อสัตว์ ตั้งใจถือศีลกิน
แห่งกุศลกรรมความดีที่สร้างสมไว้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ย่อมเป็นเหตุปัจจัยดลบันดาลให้เหล่าทวยเทพเทวา
พากันมาแซ่ซ้องรอรับขึ้นสู่แดนบรมสุขเบื้องบน
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่ามนุษย์ไม่ควรจะกินเนื้อสัตว์
พลตรีจําลอง ศรีเมื่อง ได้เคยกล่าวไว้ว่า ถ้ามนุษย์ ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ
หรือเครื่องปรุงที่กลบเกลื่อนเนื้อสัตว์เราจะไม่สามารถไล่ล่าหรือกัดกินเนื้อสัตว์ตามธรรมชาติได้เลย
ในขณะที่คุณณรงค์ โชควัฒนา ซึ่งเป็นผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติมาหลายสิบปี
ก็ให้ความเห็นว่าความจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้มีความอยากอาหารเมื่อเห็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่
หรือแม้แต่เห็นซากสัตว์ หรือได้กลิ่นคาวเลือดจากเนื้อสัตว์ มนุษย์จึงต้องเปลี่ยนแปรสภาพด้วยการสับ บด ต้ม
หรือทอดด้วยน้ํามัน และใช้เครื่องปรุงอาหารและเครื่องเทศเพื่อเปลี่ยนรสชาติกลบเกลื่อนเนื้อสัตว์เหล่านั้นเสีย
ให้กลายเป็นอาหารประเภทอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น     
 และหากจะพิจารณาลักษณะสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังในการแบ่งกลุ่มกินเนื้อ กินหญ้า และผลไม้แล้ว
เราจะได้ข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจหลายประการ ดังนี้
สัตว์กินเนื้อจะมีเล็บงุ้มแหลมคมและแข็งแรงสําหรับการตะปบ แต่สัตว์กินหญ้าและใบไม้
ตลอดจนสัตว์กินผลไม้จะเล็บแบน ซึ่งมนุษย์ก็เล็บแบนเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาลักษณะนิ้วและเล็บของมนุษย์แล้วเหมาะสําหรับการเด็ดจับผลไม้หรือพืชเท่านั้น
ไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้กับสัตว์ด้วย 2 มือเปล่าได้
        สัตว์กินเนื้อฟันหน้าจะแหลมคมเพื่อเอาไว้ฉีกเนื้อ และไม่มีฟันกรามด้านหลังสําหรับบดอาหาร
สัตว์กินเนื้อจึงไม่ต้องบดเคี้ยวเอื้องและกินเร็วมาก ส่วนสัตว์ที่ไม่กินเนื้อทั้งสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้
จะมีฟันหน้าไม่แหลมคมและมีฟันกรามด้านหลังสําหรับบดอาหารและใช้เวลานานกว่า
ส่วนมนุษย์ไม่มีลักษณะฟันที่จะจัดกลุ่มกินเนื้อได้เลย
        นอกจากนี้ยังพบว่าน้ําลายของสัตว์กินเนื้อตามปกติจะเป็นกรด
และไม่มีน้ําย่อยทายลินสําหรับย่อยอาหารจําพวกข้าวในขั้นต้น อีกทั้งยังมีต่อมน้ําลายเล็กๆในปาก
เนื่อจากไม่จําเป็นต้องย่อยอาหารประเภทข้าวหรือผลไม้ในขั้นต้น ในขณะที่มนุษย์เหมือนสัตว์กินพืช ผัก ผลไม้
คือเมื่อสุขภาพดีน้ําลายจะเป็นด่าง มีน้ําย่อยทายลินเพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
และมีต่อมน้ําลายที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจําเป็นสําหรับการย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นต้น
        ผิวหนังของสัตว์กินเนื้อจะมีความหยาบกระด้าง ไม่มีรูขุมขน คายน้ําโดยรูที่ลิ้นเพื่อให้ร่างกายเย็น
ในขณะที่มนุษย์มีลักษณะเหมือนสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ คือ
มีการขับเหงื่อโดยรูขุมขนนับล้านตามผิวหนัง      
ในกระเพาะอาหารสัตว์กินเนื้อจะมีกรดไฮโดรคลอริกอยู่มากเหมาะสําหรับย่อยกล้ามเนื้อ กระดูก
และส่วนอื่นๆของสัตว์ และมีความเป็นกรดสูงกว่ามนุษย์ และ สัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ถึง 20 เท่า
ลําไส้ของสัตว์กินเนื้อจะยาวเพียง 3 เท่าของร่างกายเท่านั้น
เพื่อขับถ่ายเนื้อที่เน่าเสียออกได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่มนุษย์เหมือนกับสัตว์กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ คือ
มีลําไส้ยาวกว่าร่างกายถึง 10-12 เท่า เพราะพืชและผลไม้จะเน่าเสียช้ากว่า
จึงผ่านการย่อยและดูดซึมเข้าผ่านลําไส้ได้ตามปกติไม่มีความจําเป็นต้องเร่งถ่ายออก
       มนุษย์มีภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารน้อยกว่าสัตว์กินเนื้อ และมีลําไส้ที่ยาวกว่าด้วย
ดังนั้นเมื่อกินอาหารเนื้อสัตว์มากจึงย่อยสลายเนื้อสัตว์ได้ยาก
และเนื้อสัตว์เหล่านั้นนอกจากจะมีสารพิษแล้วเมื่อเน่าเสียได้เร็วแต่ขับถ่ายออกผ่านลําไส้มนุษย์ได้ช้า
คนที่กินเนื้อสัตว์มากจึงมักเป็นโรคท้องผูกเพราะเนื้อสัตว์ไม่ค่อยมีกากไฟเบอร์ทําให้การเคลื่อนไหวทางเดินอาห
ารเป็นไปอย่างช้ามาก เกิดความหมักหมมและก่อโรคมากในลําไส้ และก่อโรคอื่นๆตามมาในที่สุด      
จากข้อมูลที่กล่าวมาในข้างต้นพอสรุปได้ว่าในเรื่องเหตุผลที่ทําไมเกิดประชาชนชาวไทยซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนเ
ป็นส่วนใหญ่ลดละและเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์กันมากขึ้นเพราะเหตุผลจากประโยชน์ที่จะได้รับทั้งในทางโลกแล
ะทางธรรม ดังคํากล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุแห่งวัดสวนโมกข์จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ว่าการไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นทางก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอย่างหนึ่ง
ส่วนประโยชน์ในทางโลกนั้นจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย
ซึ่งการลดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วเพิ่มการบริโภคพืชผักจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลายอย่าง
นอกจากนั้นการเลี้ยงสัตว์เพื่อการฆ่าหากมีการจัดการไม่ดีจะสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมได้เช่นกัน
ส่วนถ้าเป็นชาวพุทธที่มีการมองเรื่องอานิสงส์ตามคําสอนของพระพุทธเจ้าในการที่พุทธศาสนิกชนที่ไม่บริโภคเนื้
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสธรรมกถาวิสัชนาแสดงแก่พญานาคราชความว่า"บุคคลใดหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังชี้นําส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า
หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง และบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์ทั้ง
10 ประการ นั้นได้แสดงในพระสูตรของพระพุทธศาสนามหายาน รวมถึงมุมมองของนักวิทยาศาสตว์
ที่คิดว่ามนุษย์ควรเป็นสัตว์กินพืชไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของเล็บ รูปร่างลักษณะของฟัน
องค์ประกอบในน้ําลาย ตลอดจนคุณสมบัติของกระเพาะอาหาร
มนุษย์จะมีคุณสมบัติต่างๆอยู่ในกลุ่มของสัตว์บริโภคพืชมากกว่า

 ในปัจจุบันมีอาหารที่ผลิตจากโปรตีนจากพืชผักเพื่อเลียนแบบเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็น
ลักษณะปรากฏ กลื่นรส และเนื้อสัมผัส ซื่งมีความคล้ายกันมาก
เป็นโอกาสหนึ่งที่จะช่วยให้ ผู้บริโภคที่ยังติดรสชาติและเนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์
สามารถ ลดละเลิกได้ง่ายขึ้นโดยใช้วัตถุดิบเหล่านี้ประกอบอาหาร ทราบไหมคะ
ชาวฮันซ่า คือกลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และปากีสถาน เผ่าโอโตมี่
(ชนพื้นเมืองของเม็กซิโก) และชนพื้นเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา
มีสุขภาพแข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย และโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนถึง 110 ปี
หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติในขณะที่ชาวเอสกิโม
ซึ่งกินเนื้อสัตว์และไขมันเป็นประจํา จะแก่เร็ว และมีอายุโดยเฉลี่ย 27 ปีครึ่ง และในบรรดาชาวเคอกิส
คือชนชาติพเนจรในแถวตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีน้อยคนมากที่มีอายุเกิน 40
ปี แล้วท่านผู้อ่านล่ะคะยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่รึเปล่า

นวรัตน์

 

เอกสารอ้างอิง
ผศ.ดร. สุวิญ รักสัตย์ พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจํากัด
บางกอกบล๊อก,2555
วศิน อินทสร พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เจริญกิจ ,2530
http://www.96rangjai.com/meat/
http://www.godsdirectcontact.org/veg/alternativeliving/10/thai.htm
http://www.96rangjai.com/96post/index-post.html
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000131186