สติกับงานบำรุงรักษาสายส่ง

           สายงานระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมไปถึงลูกค้าที่ซื้อไฟตรง เพื่อให้มีไฟฟ้าสว่างใสวตลอดเวลา การพัฒนาสังคมให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้านั้น ทุกคนในชาติต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาไปพร้อมกันในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม การศึกษาเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้บุคลากรมีแนวความคิดก้าวใกล้ไปในทางแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศนั้นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ต้องคำนึงถึงทั้งทางด้านร่างกายจิตใจและสติปัญญาควบคู่กันไป ทั้งนี้เพราะบุคคลที่มีความรู้มีสติปัญญาสูง สามารถคิดค้นวิทยาการใหม่ ๆ ก็จะทำให้ประเทศเจริญ แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นขาดการสติที่ประกอบด้วยสัมปชัญญะแล้ว


           การพัฒนาตนเองหรือไม่มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ก็จะทำให้ประสบความเป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ประโยชน์และคุณค่าของสติต่อการดำเนินชีวิตของคนเรานั้น คือ สติทำฃีวิตให้มีคุณภาพเป็นที่พึ่งในการดำเนินชีวิตและมีความเจริญทางด้านจิตใจหรือจิตวิญญาดีขึ้น คนมีสติย่อมได้รับความสุข ความเจริญทุกเมื่อ คุณความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิจ แม้คนมีสติยังไม่หลุดพ้นจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง พระพุทธองค์ทรางตรัสสั่งสอนภิกษุทั้งหลายให้รู้จักหน้าที่หลักของภิกษุป้องกันตนจากความชั่วคือ การฝึกตนให้มีสติในระดับสูงกว่าสติตามธรรมชาติ เพราะการฝึกสติเช่นนั้น จะทำให้ภิกษุทั้งหลายมีความเพียร มีความผาสุกในกุศลธรรมและถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ใน พระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ได้ไม่มีเสื่อม โดยที่พระพุทธองค์ ไม่ต้องทรงพร่ำสอนอีก พระพุทธองค์จึงทรงเปรียบเหมือนรถที่เทียมด้วยม้าซึ่งเป็นม้าที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว ก็เดินไปตามพื้นเรียบหรือเดินไปตามหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง โดยไม่ต้องใช้แส้ เพียงแต่นายสารถีผู้ฝึกหัดที่ฉลาดขึ้นรถ แล้วจัดสายบังเหียนด้วยมือซ้าย จับแส้ด้วยมือขวาแล้วก็เตือนให้ม้าวิ่งไปตามทางปรารถนา

           การปฏิบัติงานของพนักงานการไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงจากการทำงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องอาศัยหลักธรรมคือ สติในการปฏิบัติหน้าที่ จากระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้งโรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าที่เพียงพอที่สำคัญระบบไฟฟ้าของประเทศ ต้องเป็นเอกภาพและเป็นระบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน กฟผ.ต้องก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเชื่อมโยงกันหมดทั่วทั้งประเทศด้วย สายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115,000 โวลต์ 230,000 โวลต์ และได้นำระบบส่งไฟฟ้าขนาด 500,000 โวลต์ ซึ่งเป็นขนาดแรงดันที่สูงในเส้นทางหลักๆ อีกหลายวงจร จากการเชื่อมโยงทุกภาคในประเทศไปสู่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการบริการในฐานะรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของและมีหลายภาคส่วนช่วยกันดูแล การปฏิบัติงานของพนักงาน สายงานระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ โดยเฉพาะเกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูง การติดตั้ง ซ่อมแซมบำรุงรักษา จึงเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่มีความเสี่ยงอันจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะขณะปฏิบัติหน้าที่ทั้งเป็นงานเดี่ยวและเป็นทีม หากไม่มีการประสนงานที่ดี ไม่มีการวางแผน กรอบในการปฏิบัติงาน ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากแรงดันของกระแสไฟฟ้ามีมาก จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงาน

 

 

 ความหมายของงานบำรุงรักษาสายส่ง หมายถึงกิจกรรมต่างๆ เพื่อบำรุงรักษาสายส่ง และเขต

          เดินสายส่งให้อยู่ในสภาพมั่นคงเชื่อถือได้ ตามมาตราฐานที่กำหนดใว้ เพื่อให้ระบบส่งมีประสิทธิภาพตลอดเวลา งานบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง การทำงานต้องเป็นทีมที่ต้องรู้หน้าที่เข้าใจในเนื้อของงานรวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน ฉะนั้นจะต้องใช้สติ สัมปัชชัญญะ ซึ่งสติตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น พระพุทธองค์ได้แสดงไว้หลายสูตรตามความเหมาะสมของผู้รับฟัง สตินั้นเป็นหลักธรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของสติจากท่านผู้รู้และคัมภีร์ต่าง ๆ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่องสติในพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของสติว่า

“สติ หมายความว่า ความระลึกได้คือระลึกได้ในสิ่งที่ทำ คำที่พูดและทำทุกขณะจิตและรู้ในอารมณ์ปัจจุบันโดยความไม่ประมาท คือรู้เท่าทันในสิ่งที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ใจก็ไม่ไปยินดียินด้านร้าย ผู้ที่มีสติสมบูรณ์อันได้รับการฝึกฝนมาดีแล้วย่อมไม่หวั่นไหวต่อข้าศึก คือ ผู้มีจิตมั่นคงคือมีสติบริบูรณ์ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพานที่เป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์”

พุทธทาสภิกขุ ได้ให้ความหมายของคำว่า สติ ไว้ว่า สติแปลว่า แล่น ราชาศัพท์มาจากคำเกี่ยวกับลูกศร ศะระ แปลว่า แล่น คือแล่นไปมาแบ่งความรู้ ความจำ โดยได้อธิบายว่าสติเป็นเครื่องขนส่ง ความรู้ความจำ หรือปัญญามาใช้ให้ทันเวลาที่ต้องการ สติจึงเป็นเรื่องขนส่ง ความรู้ ความจำ และปัญญา แต่ไม่ใช่ความรู้ ตัวความจำ หรือตัวปัญญา ดังนั้นคนที่มีความรู้หากไม่มีสติ ก็มาสามารถนำความรู้นั้นออกมาใช้ได้ในเวลาต้องการ หรือคนที่มีความจำได้ดีแต่ในชณะที่ขาดสติ ก็ย่อมไม่สามารถนึกสิ่งที่ตนจำไว้แต่ก่อนนั้นขึ้นมาได้ หรือคนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดในขณะที่ขาดสติ ก็ไม่สามารถใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาได้ คำว่า สติ ในภาษาไทยมาจากคำว่า สติ ในภาษาบาลีและมาจากคำว่าสมมติ ในภาษาสันสกฤต คำว่าสมมติ ได้แปลมาจากภาษาไทยว่า สมประดี ซึ่งความหมายของคำว่า สมประดีคือไม่หลับไม่เมา และไม่บ้า ดังนั้นการมีสติจึงหมายถึง การไม่หลับ ไม่เมา ด้วยเช่นกัน

พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของคำว่าสติไว้ว่า สติ คือความระลึกได้นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจ ไว้กับจิต หรือคุมจิตไว้กับสิ่งเกี่ยวข้อง จำการที่ทำ คำที่พูดแล้ว แม้นานก็ จำได้ สตินอกจากจะหมายถึงความจำแล้วยังหมายถึงการระลึกได้จำได้ ความไม่เผลอ ความระมัดระวัง ความตื่นตัวต่อหน้าที่ ภาวะที่พร้อมอยู่เสมอในอาการคอยรับรู้ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องและตระหนักว่าควรปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไรความหมายที่แท้จำเพราะของตัวสติ อาจเข้าใจได้จาการพิจารณาปฏิบัติหน้าที่ของสติในกรณีที่สติทำงานแยกจากธรรมอื่น ๆ เช่น ในการปฏิบัติที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ซึ่งสติจะมีหน้าที่เหมือนนายประตูเฝ้าคอยตรวจดูอารมณ์ที่ผ่านเข้าออกทางอายตนะต่าง ๆ ที่เป็นทางรับอารมณ์ จนสามารถกลั่นกรองการกระทำ คำพูด ความคิด ให้ลดน้อยลง จนเป็นอิสระจากตัณหา อุปาทานได้

 

 

นอกจากสติ สัมปัชชัญญะแล้ว คุณธรรมอีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ พรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในยุคปัจจุบันเหล่าผู้นำมีความคิดความอ่านและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปบ้างก็อารมณ์ร้อน บ้างก็อารมณ์เย็น แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำคนนั้นคือการที่ต้องเข้าให้ถึงใจของคนอื่นอื่นในสังคม ไม่ใช่แต่พวกนำโดยตำแหน่ง โดยอำนาจเพียงอย่างเดียว และตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ไว้เมื่อครั้งอดีตกาลนานมานั้นยังสามารถนำมาปรับใช้กับยุคปัจจุบันได้อย่างไม่ขัด นั่นคือหลัก “พรหมวิหาร 4”
เมตตา ความเมตตาคือความรู้สึก เอ็นดูสงสารผู้อื่นไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนชรา หรือบุคคลอื่นอื่นความเมตตานี้อาจจะเกิดมาจากความสงสารที่บุคคลนั้นคงตกอยู่ในความทุกข์ หรือความเศร้าหมองจากเหตุทั้งปวง สำหรับผู้นำที่ดีความยึดหลักข้อนี้ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เมตตาผู้อื่นรอบข้างไม่เว้นแม่แต่ลูกน้องผู้ร่วมงาน หรือคนที่ตำแหน่งต่ำกว่า ความเมตตาจะทำให้เรามีพลังดึงดูดและรักใคร่จากคนรอบข้าง
กรุณา คนในสังคมทุกทุกสังคมหากมีคนทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ก็ย่อมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นรอบตัว การเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ไม่รู้ ผู้ประสบภัย หรือให้รอดพ้นจากความทุกข์นั้นก็ล้วนแต่เป็นบุญจากความกรุณา การช่วยเหลือนั้นไม่ใช่แต่เพียงผู้มีบุญคุณถึงแม้ว่า คนนั้นเป็นคนไม่ดี คนนี้เป็นคนไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูเราก็ช่วยได้ ปล่อยวางอคติ ลดความถือตัว ความตระหนี่เพื่อเป็นหนทางในการแล้วช่วยเหลือครึ่งกันละกัน หากท่านผู้นำ ผู้บริหารยึดถือหัวข้อนี้ไว้ รับรองได้เลยว่าจะมีแต่คนรักใคร่แม้แต่สัตว์ก็ยังกระดิกหางเข้าหาในความมีเมตตากรุณา
มุทิตา การเป็นผู้นำที่แท้จริงควรจะวางตัวเองให้ ไร้ซึ่งการอิจฉา ริษยา และคอยสนับสนุนให้กำลังใจรวมถึงยินดีกับสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน และคนในสังคมของตน ในยามที่คนในสังคมทำพลาดก็พร้อมน้อมรับและให้อภัยคอยตักเตือนแก้ไขไม่ใช่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
อุเบกขา การวางนิ่งเฉยต่อการทำร้ายจากกาย วาจา ใจ หรือหากได้ยินการติฉินนินทาก็ให้ถือเสียว่าเราเคยทำกรรมมากับเขา และเราก็ได้ชดใช้กรรมแล้ว สิ่งที่ควรกระทำที่สุดก็คือการอภัยให้กับความโกรธ ความริษยา นินทาใส่ที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดากับหัวหน้าหรือผู้นำคน การปกครองคนมากมายหลากหลายความคิดคงจะหลีกไม่พ้นเรื่องนี้

สังขิตตสูตร
[๑๖๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า โมฆบุรุษบางพวกในโลกนี้ย่อมเชื้อเชิญเราโดยหาเหตุมิได้ เมื่อเรากล่าวธรรมแล้ว ย่อมสำคัญเราว่าควรติดตาม ด้วยคิดว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมโดยย่อ ไฉนหนอเราพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาค ไฉนหนอเราพึงเป็นทายาทแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเพราะฉะนั้นแหละภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักตั้งมั่นดำรงอยู่ด้วยดีในภายในและธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วจักไม่ครอบงำจิตได้ ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใดจิตของเธอเป็นจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตกวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยความสำราญพึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา
ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใดจิตของเธอเป็นจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน และธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติ ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตกวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร พึงเจริญสมาธินี้แม้มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้ไม่มีปีติ พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยความสำราญพึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา
ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้วเมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเจริญ กระทำให้มากซึ่งกรุณาเจโตวิมุติ ฯลฯ
มุทิตาเจโตวิมุติ ฯลฯ
เราจักเจริญกระทำให้มากซึ่งอุเบกขาเจโตวิมุติ
ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ เมื่อใด เธอเจริญกระทำให้มากซึ่งสมาธินี้อย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เธอพึงเจริญสมาธินี้แม้มีวิตก มีวิจาร ...พึงเจริญสมาธินี้แม้สหรคตด้วยอุเบกขา
ดูกรภิกษุ เมื่อใดเธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้ เจริญดีแล้วเมื่อนั้น เธอจักเดินไปทางใดๆ ก็จักเดินเป็นสุขในทางนั้นๆ ยืนอยู่ในที่ใดๆ ก็จักยืนเป็นสุขในที่นั้นๆ นั่งอยู่ในที่ใดๆ ก็จักนั่งอยู่เป็นสุขในที่นั้นๆ นอนอยู่ที่ใดๆ ก็จักนอนเป็นสุขในที่นั้นๆ ฯ

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น อันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ภิกษุนั้นหลีกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวไม่นานนัก ก็กระทำให้แจงซึ่งที่สุด แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี และภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯจบสูตรที่ ๑๐

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
www. Salapanya.com
โรงเรียนช่างสาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ บรรทัดที่ ๖๓๑๔ - ๖๓๖๗. หน้าที่ ๒๗๓ - ๒๗๕.