การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

        การเกิดขึ้นของแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน นั่นเพราะคุณสมบัติของศาสดาไม่เหมือนกัน ศาสดาบางองค์ได้หลักคำสอนมาจากการเปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้า บางองค์มาจากการดลบันดาลของเทพเจ้า แต่ในพระพุทธศาสนาพระบรมศาสดาผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาได้ความรู้มาจากการตรัสรู้อริยสัจจ์สี่ซึ่งเป็นความจริงแท้สี่ประการ

ความหมายของการตรัสรู้
          คำว่า “ตรัสรู้ หรือ โพธิญาณ” เป็นศัพท์ทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “การรู้แจ้ง” (รู้อย่างแจ่มแจ้ง รู้อย่างชัดเจน) เป็นอาการเข้าถึงความจริง ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายไว้อย่างชัดเจนถึงความหมายและเงื่อนไขของการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณว่า คือการรู้แจ้งซึ่งความจริงที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ กล่าวคือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
๑. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
๒. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ตัณหา ความอยากได้ในรูป รส กลิ่น เสียง (กามตัณหา) ความอยากเป็นนั่น เป็นนี่ (ภวตัณหา) ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ (วิภวตัณหา)
๓. นิโรธ คือความดับทุกข์
๔. มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่การดับทุกข์ มี ๘ ประการ เรียกว่า มรรคมีองค์องค์ ๘
การรู้อริยสัจ ๔ นี้ มีเงื่อนไขว่าต้องประกอบด้วยญาณ ๓ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการตรัสรู้ กล่าวคือต้อง
เป็นการรู้อริยสัจแต่ละข้อครบทั้ง ๓ รอบ (ปริวัฏ ๓ ) รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ รายการ ได้แก่
๑. สัจจญาณ การหยั่งรู้สัจจะ หรือความจริงของอริยสัจแต่ละข้อตามที่มันเป็นจริง คือรู้ว่า ทุกข์ คือ
เช่นนี้ สมุทัย คือ เช่นนี้ นิโรธ คือ เช่นนี้ และ มรรค คือ เช่นนี้
๒. กิจจญาณ การหยั่งรู้กิจหรือหน้าที่ที่ต้องทำในอริยสัจแต่ละข้อ คือ รู้ว่า ทุกข์ นี้ควรกำหนดรู้
สมุทัย นี้ควรละเสีย นิโรธ นี้ควรทำให้แจ่มแจ้ง และ มรรค ควรปฏิบัติ
๓. กตญาณ การหยั่งรู้สิ่งอันทำเสร็จแล้วในอริยสัจแต่ละข้อ คือ รู้ว่า ทุกข์ นี้ได้กำหนดรู้แล้ว สมุทัย
นี้ได้ละเสียแล้ว นิโรธ นี้ได้ทำให้แจ้งแล้ว และมรรค นี้ได้ปฏิบัติอย่างถึงพร้อมแล้ว
เมื่อได้รู้แจ้งจนครบ ๑๒ รายการดังนี้แล้ว จึงทรงปฏิญาณพระองค์เองว่าได้ตรัสรู้อนุตตสัมมาสัมโพธิญาณ บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ใน บทสรรเสริญพระพุทธคุณ มีอยู่คำหนึ่งที่เราชาวพุทธใช้สวดสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำ คือ คำว่า อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ ภควา ซึ่งแปลเป็นไทยว่า พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง มีประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือ คำว่าตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองหมายถึงอะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จึงทำให้พระองค์ปฏิญญาพระองค์ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ (สมฺมาสมฺพุทธปฏิญฺญา) มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในพระสูตรหลายพระสูตรด้วยกันที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ดังเช่นในธรรมนิยามสูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย จะอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ(หลัก)นั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมชาติ (ธรรมฐิติ) ความเป็นไปตามธรรมชาติ (ธรรมนิยาม) ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตครั้นตรัสรู้ เข้าถึงธาตุนั้นว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ครั้นตรัสรู้ เข้าถึงธาตุนั้นแล้ว จึงบอก แสดง บัญญัติ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผย แจกแจงทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
คำว่า “ตถาคตทั้งหลาย” ในพระพุทธพจน์นี้ หมายถึงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบันหรือในอนาคต พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติขึ้นหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ภาวะที่สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ พระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเป็นองค์ใด เมื่ออุบัติขึ้นก็ทรงค้นพบหรือตรัสรู้หลักหรือกฎธรรมชาติที่เรียกว่าไตรลักษณ์นี้เหมือนกันหมด เมื่อทรงค้นพบแล้วก็ทรงนำมาสั่งสอนให้ชาวโลกได้รู้เห็นและเข้าใจสิ่งทั้งปวงตามสภาพความเป็นจริง คือโดยธรรมชาติสิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือทนอยู่ในสภาพเดียวตลอดไปไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ปราศจากตัวตนที่เที่ยงอย่างไรก็ควรรู้และเข้าใจสิ่งทั้งปวงตามสภาพที่มันเป็นจริงอย่างนั้น
คำว่า สังขาร ในไตรลักษณ์หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยอำนาจการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย มีความหมายหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า “สังขตธรรม” ท่านแบ่งย่อยออกเป็น ๒ ชนิด คือ อุปาทินกสังขาร ได้แก่ สังขารที่มีชีวิตและมีจิต เช่น มนุษย์ สัตว์เดียรัจฉานชนิดต่าง ๆ รวมทั้งเทวดา เปรต สัตว์นรกเป็นต้น และอนุปาทินกสังขาร คือสังขารที่ไม่มีจิต เช่นต้นไม้ ก้อนหิน รถยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น ขันธ์ ๕ ทั้งหมด คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็รวมอยู่ในคำว่าสังขารของไตรลักษณ์ ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนา สังขารหรือสังขตธรรมนี้เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ครบทั้ง ๓ ลักษณะ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา คำสอนเรื่องไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมนิยามสูตรนี้ถือว่าเป็นสัจธรรมคือหลักความจริงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เป็นแต่ว่าพระพุทธเจ้าค้นพบแล้วนำมาชี้แจงเปิดเผย การที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สัจธรรมนั้น ซึ่งแสดงว่าสัจธรรมได้มีอยู่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เพราะเหตุที่ไปตรัสรู้สัจธรรมนั้นด้วยพระองค์เองนี้แหละ จึงได้ขนานพระนามว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวโดยสรุปก็คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการเห็นหรือพบความจริงตามที่มีอยู่แล้ว แต่การเห็นหรือการพบของพระองค์นั้น ทรงเห็นด้วย “ตาใจ” ที่เรียกว่า “ญาณ” การเห็นลักษณะนี้พุทธศาสนาเรียกว่า “ญาณทัสสนะ” คือเห็นด้วยญาณ และการเห็นด้วยญาณเท่านั้น จึงจะเป็นการเห็นอย่างถูกต้องตามเป็นจริง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงเรียกการเห็นในลักษณะนี้ให้ชัดเจนลงไปว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ซึ่งแปลว่า “การเห็นด้วยญาณตามที่มีที่เป็น” โดยใจความก็คือการเห็นด้วยญาณตามจริง
ในอีกพระสูตรหนึ่ง ได้ทรงแสดงไว้ว่า สภาวะที่เรียกว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยามนั้น ก็คือขบวนการของอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ดังพุทธพจน์ว่า ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม คือหลักอิทัปปัจจยตา ตถาคตตรัสรู้เข้าถึงหลักนั้นแล้วจึงบอกแสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่าย และตรัสว่าจงดูสิ หลักอิทัปปัจจยตามีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักกันดีว่า ปฏิจจสมุปบาท ๆ เป็นหลักธรรมสำคัญมาก มีพุทธพจน์รับรองว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าหลักธรรม ๒ หมวด คือ ไตรลักษณ์ และ ปฏิจจสมุปบาทถือได้ว่าเป็นกฎเดียวกัน แต่แสดงคนละแง่หรือคนละแนว เพื่อมองเห็นความจริงอย่างเดียวกัน คือ ไตรลักษณ์ มุ่งแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายซึ่งปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นไปโดยอาการที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันตามหลักปฏิจจสมุปบาท ส่วนหลักปฏิจจสมุปบาท ก็มุ่งแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันเป็นกระแส จนมองเห็นลักษณะได้ว่าเป็นไตรลักษณ์
หลักปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มี ๒ หลักด้วยกัน คือ หลักสากลที่ให้ตัวบท และหลักประยุกต์ที่แจกแจงหัวข้อธรรม แต่ละหลักแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรกแสดงกระบวนการเกิดเรียกว่า สมุทัยวาร ส่วนหลังแสดงกระบวนการดับเรียกว่า นิโรธวาร
(๑) หลักสากล อธิบายกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งในลกทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยไม่
ระบุหัวข้อธรรม มีตัวบทดังนี้
ก. อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
ข. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ
หลักสากลเพียงแต่บอกกว้าง ๆ ว่า ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นต้องมีเหตุสนับสนุน โดยไม่ระบุลง
ไปว่าสิ่งนั้นคืออะไร และเหตุนั้น ๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง ตัวบทนี้เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ดังนี้
ก. เมื่อมี ก. ก็มี ข.
เพราะ ก. เกิดขึ้น ข. จึงเกิดขึ้น
ข. เมื่อไม่มี ก. ก็ไม่มี ข.
เพราะ ก. ดับ ข. จึงดับ
(๒) หลักประยุกต์ เป็นการนำเอาหลักสากลมาอธิบายกระบวนการเกิดดับของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งชีวิตมนุษย์ หลักประยุกต์นี้ไม่อาจอธิบายกระบวนการเกิดของสิ่งไร้ชีวิต เพราะว่าสิ่งไร้ชีวิตไม่มีวิญญาณ หัวข้อธรรมหลักประยุกต์มีดังนี้
ก. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
ภวปจฺจยา ชาติ เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
......................................................................
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม
เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวง จึงมีได้ ด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นกระบวนการการเกิดขึ้นของชีวิต


ข. กระบวนการดับทุกข์ของชีวิตก็ตรงกันข้าม คือ
อวิชฺชาย เตวฺว อเสสวิราคนิโรธา เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ ฯลฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
หลักปฏิจจสมุปบาทสากลแสดงให้เห็นว่า การที่สิ่งต่าง ๆ จะเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปนั้นต้อง
มีปัจจัยต่าง ๆ สนับสนุนอุปถัมภ์เสมอ ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้ตามลำพังตนเองแม้เพียงชั่วขณะเดียว เช่น ในฝ่ายรูป ธาตุ ๔ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แม้แต่จิตหรือวิญญาณแต่ละขณะก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้
ส่วนหลักปฏิจจสมุปบาทประยุกต์นั้น อธิบายกระบวนการเกิดดับของชีวิตมนุษย์ ท่านอธิบายไว้ ๒ แบบ คือ (๑) กระบวนการเกิดดับของชีวิตแบบข้ามภพข้ามชาติ (๒) กระบวนการเกิดดับของชีวิตประจำวันภายในชาติเดียว โดยแสดงกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาทที่เกิดครบในขณะจิตเอาไว้ด้วย
กระบวนการเกิดดับของชีวิตแบบข้ามภพข้ามชาตินั้น ท่านได้อธิบายด้วยการแบ่งปัจจยาการ ๑๒ เป็น ๓ กลุ่มชาติด้วยกัน คือ (๑) ชาติอดีตก่อนที่เรามาเกิดในชาตินี้ (๒) ชาติปัจจุบันที่เรากำลังมีชีวิตอยู่ และ (๓) ชาติอนาคตที่เราจะไปเกิดต่อไปภายหลังชีวิตดับในชาตินี้ กลุ่มปัจจยาการทั้ง ๓ กลุ่มนั้นเป็น ดังนี้
๑. ชาติอดีต : อวิชชา สังขาร
๒. ชาติปัจจุบัน : วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ
๓. ชาติอนาคต : ชาติ ชรา มรณะ (โสกะ ฯลฯ)
กระบวนการเกิดดับของชีวิตแบบข้ามภพข้ามชาติถึง ๓ ชาตินี้ มีความหมายโดยย่อดังนี้
๑. ชาติอดีต บุคคลมี อวิชชา กระทำกรรม กรรมนั้นคือ สังขาร ๓ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญา
ภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร กรรมนั้นส่งผลให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณในชาติปัจจุบัน
๒. ชาติปัจจุบัน เริ่มต้นด้วย ปฏิสนธิวิญญาณ อันเกิดจากผลกรรม (สังขาร) แต่อดีตชาติ วิญญาณ
นั้นเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ จากนั้น อายตนะทั้ง ๖ ก็เกิดตามมา และผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ก็เกิดขึ้นเป็นกระบวนการ กิเลสตัณหาเหล่านั้นเป็นเหตุให้ทำกรรม กรรมนั้นจัดเป็นกรรมภพ เมื่อชีวิตในชาติปัจจุบันดับลง กรรมภพส่งผลให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณในชาติอนาคต
๓. ชาติอนาคต การก่อกำเนิดแห่งปฏิสนธิวิญญาณในชาติใหม่ จัดเป็น ชาติ เมื่อชีวิตเริ่มขึ้นแล้ว
ย่อมหลีกเลี่ยง ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ฯลฯ ไม่พ้น
การอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาตินี้ ช่วยสนับสนุนทฤษฎีการเวียนว่ายตายเกิดในพุทธศาสนา ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดหนเดียวตายหนเดียว หากแต่ต้องท่องเที่ยวถือกำเนิดในชาติต่าง ๆ กระบวนการเวียนว่ายตายเกิดยุติก็ต่อเมื่อบรรลุนิพพาน ดังพุทธพจน์ว่า เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและท่านทั้งหลายได้ท่องเที่ยวไปในชาติต่าง ๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เราและท่านทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้ว รากแห่งทุกข์ถูกตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า ปฏิจจสมุปบาทมีความสัมพันธ์กับหลักธรรมที่สำคัญอีกหัวข้อหนึ่งนั่นคือ อริยสัจ ๔ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมทั้งสองนั้นปรากฏในพุทธพจน์ต่อไปนี้
ภิกษุทั้งหลายทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน? แม้ชาติก็เป็นทุกข์ ชรา...มรณะ...โสก...ปริเทวะ...ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ภิกษุทั้งหลายทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน? เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี...เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส...
ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน? เพราะอวิชชาสำรอกดับไปไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ...เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน? อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
พุทธพจน์ที่อ้างมาแสดงว่า ปฏิจจสุมปบาทและอริยสัจ ๔ ว่าด้วยเรื่องเดียวกันคือกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งตามเหตุปัจจัย แต่หลักธรรมทั้งสองมีจุดเน้นต่างกัน ปฏิจจสมุปบาทมุ่งแสดงกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งตามที่เป็นไปโดยสภาวะของมันเอง ส่วนอริยสัจ ๔ มุ่งแสดงกระบวนการเกิดดับเฉพาะที่เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อกำหนดมรรควิธีปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากปัญหานั้น ฉะนั้นหลักการของอริยสัจ ๔ ก็คือกระบวนการของอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง อริยสัจ ๔ จึงเป็นรูปย่อของปฏิจจสมุปบาท เนื้อหาของอริยสัจ ๔ ก็เป็นเรื่องเดียวกับปฏิจจสมุปบาท คือแสดงถึงกระบวนการเกิดของทุกข์ ซึ่งเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด (สมุทัยวาร) และกระบวนการดับของทุกข์ ซึ่งเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสายดับ (นิโรธวาร) โดยสรุปกระบวนการดังกล่าวลงได้เป็นหลักการย่อ ๆคือ ทุกข์มี เพราะมีสมุทัย นิโรธมี เพราะมีมรรค การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นสากล พระพุทธองค์จึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องเดียวกัน และตรัสรู้ด้วยวิธีการเดียวกัน คือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา ฉะนั้นพระองค์จึงทรงเปรียบเทียบการตรัสรู้ของพระองค์ว่าเหมือนการเดินไปตามหนทางเก่าที่พระพุทธเจ้าในอดีตได้เดินมาแล้ว และเมื่อพระองค์เดินไปตามทางนั้นจึงได้เห็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เหมือนเห็นซากเมืองโบราณที่เรียงรายไปตามทางสายเก่า ฉะนั้น ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ก็คือทรงตรัสรู้เรื่องไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ ๔ ทั้งไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ ๔ ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นความจริงที่มีอยู่แล้ว คือเป็นธาตุประเภทธรรมธาตุ และมีอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปัจจยตานั่นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร
ประเด็นต่อมาในเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือ ทรงรู้อย่างไร วิธีการรู้หรือกระบวนการตรัสรู้ของพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเล่าไว้ในหลายพระสูตร เช่นในโพธิราชกุมารสูตร ได้ทรงเล่าถึงความดำริตั้งแต่เริ่มแรกของพระองค์ว่าทรงดำริอย่างไรจึงทรงออกบวช จนกระทั่งถึงได้ตรัสรู้แล้วแสดงปฐมเทศนา คือเริ่มประกาศพระศาสนา ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า
๑.เริ่มแรกพระพุทธองค์ก็ทรงมีแนวความคิดว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่อาจได้มาด้วยความสุข แต่ต้องได้มาด้วยความทุกข์ แสดงว่าขณะนั้นพระองค์ก็มีแนวคิดไปในทางอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป็นลัทธิที่นิยมแพร่หลายอยู่ในยุคนั้น
๒.สิ่งที่พระองค์ต้องการค้นหาในขณะนั้นก็คือ อะไรคือความดี หรือสิ่งที่ดี (กึกุสลคเวสี) พร้อมทั้งค้นหาว่า อะไรคือ อนุตตรสันติวรบท อันได้แก่วิธีการหรือแนวปฏิบัติอันยอดเยี่ยมที่จะนำไปสู่สันติ คือ บรมสุข
๓.ด้วยพระดำริดังกล่าวแล้ว จึงตัดสินพระทัยออกบวช และเริ่มต้นการแสวงหาโดยการเริ่มศึกษาลัทธิวิธีของบรรดาเจ้าลัทธิที่สำคัญ ๆในยุคนั้นก่อน มีอาฬารดาบสและอุทกดาบสเป็นต้น แต่ก็ยังทรงรู้สึกว่าไม่พบสิ่งที่พระองค์พยายามค้นหาคือ กึ กุสลคเวสี
๔.จากนั้น จึงทรงพยายามค้นหาด้วยวิธีการของพระองค์เอง คือด้วยวิธีการทรมานกายด้วยวิธีต่าง ๆ (ทุกรกิริยา) ซึ่งเป็นแนวทางที่พระองค์เคยดำริมาแต่เริ่มแรกแล้ว จึงได้ทรงประจักษ์ด้วยพระองค์ว่าการทรมานตนนั้นไม่ทำให้บรรลุความดีอะไร จึงทรงเลิกวิธีการแบบอัตตกิลมถานุโยค
๕.จากนั้น ทรงเริ่มบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเป็นปกติแล้ว เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรทางจิตคือ การบำเพ็ญสมาธิภาวนา จนบรรลุฌาน ๔
๖.เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ปราศจากกิเลสใสสะอาดแล้ว จึงทรงน้อมจิตไปเพื่อรู้สิ่งที่พระองค์ประสงค์จะรู้ คือ
เรื่องแรกที่ทรงน้อมไปรู้ คืออดีตชาติของพระองค์เอง เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เรื่องที่สองที่ทรงน้อมจิตไปรู้ คือการเกิดการตายของสัตว์อื่น เรียกว่า จุตูปปาตญาณ
เรื่องที่สามที่ทรงน้อมจิตไปรู้ คืออริยสัจ ๔ เมื่อทรงเห็นอริยสัจ ๔ ก็ทรงเห็นว่า จิตของพระองค์บริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เรียกว่า อาสวักขยญาณ
จากพระสูตรนี้ก็ทำให้ทราบขั้นตอนของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า หลังจากได้ทรงเลิกการทรมานพระองค์ ทรงหันมาปฏิบัติทางจิตคือกำหนดลมหายใจเข้าออก จิตสงบเข้าถึงฌานตามลำดับชั้นตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๔ ต่อจากนั้นได้ทรงน้อมจิตที่บริสุทธิ์หวนระลึกดูชีวิตในหนหลัง ตั้งแต่ขณะปัจจุบันถอยหลังไปในอดีตชาติ ทรงเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อระลึกไปถึงขณะแรกที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกแล้วก็ทรงลองระลึกต่อไปอีก และพระองค์ก็ได้พบกับความมหัศจรรย์ของจิตคือได้ทรงเห็นอดีตชาติที่ผ่านมาพร้อมทั้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชาตินั้น พระองค์ทรงระลึกไปเรื่อย ๆ จนทรงได้เห็นอดีตชาติของพระองค์เองนับไม่ถ้วนที่เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ต่อจากนั้น พระองค์ได้ทรงลองหันเหความสามารถอันนั้นออกจากพระองค์เองไปพิจารณาดูกระแสชีวิตของผู้อื่นดูบ้าง ก็ได้ทรงเห็นความมหัศจรรย์ของชีวิต คือได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติจากชีวิตหนึ่งแล้วไปเกิดในชีวิตอื่นเต็มไปหมด ไปเกิดในภูมิสูงบ้าง ต่ำบ้างตามคุณภาพจิตหรือกรรมของตน ที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณ
จากการเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของพระองค์เองและของคนอื่นนี้เอง พระองค์ก็ได้ทรงเห็นแจ้งในสัจธรรมอีกหลายประการ คือ
๑.ทรงเห็นทุกข์ชัดเจนขึ้น และเป็นการเห็นในระดับความรู้แจ้งหรือระดับญาณ ไม่ใช่เห็นในระดับทิฏฐิเหมือนตอนแรก
๒.ทรงเห็นตัณหาอีก ๒ ประการ คือภวตัณหาและวิภวตัณหา
๓.นอกจากจะทรงเห็นทุกข์ชัดเจนแล้ว ยังทรงเห็นสามัญญลักษณะอีก ๒ ประการที่เหลือ คือ อนิจจัง ความไม่คงทนถาวรของกระแสชีวิต และอนัตตา ความไม่มีอะไรเป็นอมตะถาวรในกระแสชีวิตนี้
๔.ทรงเห็นกฎแห่งกรรมซึ่งควบคุมกระแสชีวิตตลอดเวลา
๕.ทรงเห็นว่าภพภูมิต่าง ๆ มีจริง
การเห็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ หมดความอาลัยยินดีในกระแสชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกข์ ต่อจากนั้นจิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้ง ๓ คือ อาสวะคือกาม อาสวะคือภพ และอาสวะคืออวิชชา ตอนนี้เรียกว่า อาสวักขยญาณ คือญาณที่ทำให้อาสวะหมดสิ้นไป ต่อจากนั้นก็ทรงรู้ชัดว่า ทุกข์ได้ทรงรอบรู้แล้ว สมุทัยทรงละได้เด็ดขาดแล้ว นิโรธทรงกระทำให้แจ้งแล้ว มรรคทรงบำเพ็ญให้เกิดมีในพระองค์แล้ว พอมาถึงจุดนี้ก็ถือได้ว่าได้ตรัสรู้แล้ว รู้จบแล้ว บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดแห่งการแสวงหาอันยาวนานแล้ว ทรงเปลี่ยนฐานะจากคนธรรมดา กลายมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีข้อควรทราบเกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ว่าทรงรู้ด้วยญาณนั้น มิใช่ส่งจิตออกไปรู้ หรือคิดเอา หรือว่าเป็นการเข้าใจด้วยการคิด แต่ความจริง หรือสิ่งที่ต้องการรู้ ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า “ธรรม” นั้นมาปรากฏต่อจิต ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายไว้ในบางพระสูตรว่า “สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ” ความว่า เมื่อจิตสงบความจริงย่อมปรากฏ หรือว่า ความจริงย่อมปรากฏในจิตที่สงบ

ตรัสรู้แล้วเป็นอย่างไร
หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งเห็น หยั่งทราบได้ตามจริงในอริยสัจ ๔ แล้วโดยชัดแจ้งเช่นนั้น จึงทรงน้อมเอาความรู้ที่ทรงหยั่งทราบมาเป็นเครื่องทำลายอาสวะ (กิเลสเครื่องหมักดองสัตว์มิให้รู้ธรรมตามจริง) ๓ ประการ คือ กามาสวะ เครื่องหมักดองคือกาม ภวาสวะ เครื่องหมักดองคือภพ และอวิชชาสวะ เครื่องหมักดองคืออวิชชา โดยทรงทราบอาสวะทั้ง ๓ นี้ อย่างแจ้งประจักษ์ว่า นี้คืออาสวกิเลสเครื่องหมักดองสัตว์ให้มึนเมา ให้ลุ่มหลง นี้คือาสวสมุทัย เหตุยังอาสวะให้เกด นี้คืออาสวนิโรธ คือธรรมอันเป็นเครื่องดับสนิทแห่งอสวะ และนี้คือ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติหรือทางดำเนินให้ถึงธรรมอันเป็นเครื่องดับสนิทแห่งอาสวะ เมื่อพระองค์ทรงทราบชัดได้เช่นนี้ จิตของพระองค์ก็ล่วงพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะบรรลุถึงวิมุตติ คือความหลุดพ้นจากทุกข์ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานอีกต่อไป ทรงบังเกิดญาณหยั่งทราบชัดว่า
ชาติ ความเกิดของเราสิ้นแล้ว ความเกิดของเราไม่มีอีกแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจอันพึงทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว จิตของเราถึงซึ่งวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว
จึงทรงบรรลุอาสวักขยญาณนั้น โดยทรงหยั่งรู้ชัดแจ้งแท้จริงอันเป็นเหตุให้สิ้นอาสวะกิเลสทั้งหลาย อันเป็นตติยวิชชาในปัจฉิยามแห่งราตรีนั้นเอง และด้วยการที่พระองค์ทรงบรรลุถึงซึ่งอาสวักขยญาณ โดยทรงกระทำให้แจ้งด้วยพระปัญญาของพระองค์ และทรงถึงความบริสุทธิ์เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลายอย่างแท้จริงดังเช่นนี้ อันเรียกว่า “ตรัสรู้” จึงได้พระนามตามที่ตรัสรู้แล้วนับแต่นั้นว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” แปลว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ” ทรงพ้นจากความเป็นพระมหาบุรุษ กลายมาเป็นพระบรมศาสดาของโลก หลังจากที่ได้เสด็จออกบรรพชา และทรงพยายามเสาะแสวงหาเพื่อให้บรรลุถึงซึ่งความสิ้นจากอาสวะกิเลส อันเป็นเหตุให้ดับสนิทจากความทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง เป็นเวลายาวนานนับได้ถึง ๖ ปี จึงทรงสามารถบรรลุได้สมดังที่ตั้งพระทัยปรารถนาเมื่อทรงมีพระชนมายุในปีที่ตรัสรู้ได้ ๓๕ พรรษา

ตรัสรู้แล้วทำอะไร
หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงเริ่มงานสอนธรรมประดิษฐานพระพุทธศาสนา คือทรงแสดงธรรมแก่ชาวโลกโดยอาศัยพระคุณทั้ง ๓ ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทรงช่วยโลกด้วยความกรุณา โดยมุ่งไปที่
๑.อตถาย คือเพื่อประโยชน์ พระธรรมที่ทรงแสดงจึงแบ่งออกเป็นประโยชน์ ๓ ระดับ คือ
ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือมุ่งไปที่ประโยชน์ปัจจุบัน อันอาจอำนวยความสุขให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งหลายตามสมควรแก่ ฐานะ หน้าที่ อาชีพของเขาเหล่านั้น
สัมปรายิกัตถะ ทรงมุ่งไปที่ประโยชน์ในกาลภายหน้าโดยเน้นไปที่ความสุขกายและสบายใจเป็นหลัก ประโยชน์ระดับนี้สามารถติดตามคนไปได้ในภพชาติต่าง ๆ
ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่งเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาได้แก่ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งคนสามารถสัมผัสได้ทั้งในโลกนี้และในโลกต่อไป
๒.หิตาย เพื่อเกื้อกูลแก่คนทั้งหลาย พระธรรมนั้นมีลักษณะเกื้อกูลตามสภาพ แต่ธรรมข้อใดจะเกื้อกูลแก่ใครนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องวิเคราะห์กันเป็นราย ๆ ไป เหมือนยาซึ่งตามปกติแล้วมีประโยชน์ในการรักษาโรค แต่การจะให้ยาอะไรจึงจะเกื้อกูลแก่คนไข้เป็นเรื่องของหมอที่จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ฉะนั้น
๓.สุขาย คือเพื่อความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย ธรรมที่เป็นประโยชน์อันมีลักษณะเกื้อกูลนั้น จะต้องออกผลมาในรูปของความสุขชั้นต่าง ๆ เป็นสำคัญ พระธรรมที่ทรงแสดงสั่งสอนจึงอำนวยความสุขให้เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ
นี้เป็นผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้เริ่มต้นงานสั่งสอนพุทธธรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคมของชาวโลกอย่างหนักแน่นจริงจัง และทรงดำเนินงานนี้จนตลอด ๔๕ ปี
พระพุทธเจ้าเป็นผู้กอปรด้วยพระมหากรุณา ทรงพระเมตตาแก่ทวยนิกรทุกหมู่เหล่า ไม่จำกัดเพศ ฐานะ วรรณะ และตระกูลใด หากทรงเห็นว่าเป็นผู้มีจิตควรแก่การรับพระธรรมคำสอน ก็ทรงแจกแจงธรรมแก่บุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ไม่จำกัดกาลเทศะใด ทรงกำหนดหน้าที่อันพระองค์จะพึงปฏิบัติเป็นกิจวัตรเพื่อความสุขของบุคคลทั้งหลาย ตามลักษณะแห่งพระผู้มีอัชฌาศัยใหญ่ เช่น ผู้รู้ทั้งหลายได้ปฏิบัติมาแล้วในอดีตกาล
พุทธกิจที่ทรงปฏิบัตินั้น ทรงกำหนดเป็นเวลาและหน้าที่ประจำวันวัน นับกาลตั้งแต่ประกาศหลักศาสนามาแล้ว ตลอด ๔๕ พรรษา จวบจนกาลเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
พุทธกิจประจำวันของพระพุทธเจ้า แบ่งเป็น ๕ เวลา เป็นประจำดังนี้
๑. ทรงแสดงธรรมก่อนเที่ยงวัน นับเวลาเริ่มพุทธกิจตั้งแต่เวลาเช้า เสด็จออกรับอาหารบิณฑบาต
(โปรดสัตว์) โดยพระบาทเปล่าตามลำดับแห่งตรอก ระหว่างเสด็จหากจะทรงช่วยเหลือผู้ใดให้ได้รับความสุขทางธรรมได้ ก็ทรงช่วยเหลือมิได้เว้น เสด็จกลับมาเสวยพระกระยาหารก่อนเวลาเที่ยงวัน เสด็จออกรับผู้เข้าเฝ้าฟังธรรม ผู้ใดมีจริตควรแก่ธรรมชั้นใด ทรงประทานธรรมตามควรแก่จริตนั้น ด้วยการยังบุคคลทั้งหลายให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก
๒. ทรงแสดงธรรมหลังเที่ยงวัน กำหนดเป็นเวลาเย็น ก่อนถึงเวลาแสดงธรรม พระพุทธเจ้าทรง
พักผ่อนพระอิริยาบถ หาเวลาสงบสงัดแห่งพระทัยอยู่โดยลำพังในพระคันธกุฏี พอควรแก่พระอัธยาศัยแล้ว เสด็จออกทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่มาเฝ้าเป็นประจำทุกวัน
๓. ทรงแสดงธรรมเวลาหัวค่ำ กำหนดก่อนเที่ยงคืน (ระหว่าง ๒๒-๒๔ นาฬิกา) เป็นเวลาฟังธรรม
ของภิกษุผู้มาเฝ้าจากต่างถิ่น ไกลบ้าง ใกล้บ้าง ประมาณ ๒ ชั่วโมง
๔. ทรงแสดงธรรมหลังเที่ยงคืน กำหนดตั้งแต่เที่ยงคืนไปแล้ว (ประมาณ ๒ นาฬิกา) ทรงแสดง
ธรรมแก้ปัญหา ซึ่งเทวดาและเหล่าทิพยบุคคลผู้อันบุคคลธรรมดาไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตามตำนานพุทธจริยาอธิบายว่า ทรงโปรดให้ผู้เป็นเทวดาเข้าเฝ้าได้ในเวลานั้น
๕. ทรงตรวจโลก กำหนดใกล้รุ่งค่อนสว่าง พระพุทธองค์ประทับอยู่ในฌานสมาบัติ ทรงตรวจดู
ความเป็นไปของสัตว์โลก ผู้ใดในที่ใดมีจริตควรแก่การได้รับอริยสัจจธรรมได้ ก็จักเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในเวลาอันสมควร
พระพุทธเจ้า ทรงมีพุทธกิจประจำวันอยู่ตลอดพระชนมชีพด้วยอาการดังนี้ จะได้เวลาประทับเพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถนั้นน้อยนัก ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโดยพระมหากรุณาแก่สรรพสัตว์โดยไม่เลือกหน้า ทรงยังพระชนชีพอยู่ด้วยอาหารอันมีผู้ศรัทธานำมาถวาย เสด็จจากคามหนึ่งสู่คามหนึ่ง จากนิคมจากชนบท จากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่งมิได้หยุดอยู่กับที่ เว้นแต่การอันเป็นฤดูพรรษา เพื่อความสุขของทวยนิกรทั่วหน้า จวบจนพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา อันเป็นเวลาเสด็จดับขันธปรินิพพาน