คุณเป็นชาวพุทธแบบไหน ?

         จริงหรือไม่ ที่กล่าวว่า  ศาสนาพุทธทุกวันนี้ “ไม่มี” พุทธบริษัท  “มี” แต่พุทธศาสนิกชน และพุทธมามกะ  แต่พุทธบริษัท “ขาด” ไปแล้ว การที่เราจะรู้ว่า คำพูดดังกล่าว จริงหรือไม่ เรามาลองทำความรู้จักกับคำว่า พุทธศานิกชน พุทธมามกะ และพุทธบริษัทกันดูก่อน แล้วค่อยตัดสินกันอีกครั้ง ดีรึเปล่าครับ ในความเป็นชาวพุทธ 3 แบบ 

 

คุณเป็นชาวพุทธแบบไหน ?

         1. พุทธศาสนิกชน
         พุทธศาสนิกชน แปลว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธ (พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), 2548)
ศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นเรื่องยากที่จะตอบได้ แต่ที่รับรู้กันได้ ก็คือ คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่เริ่มมีประเทศไทย นับถือกันทั้งตระกูล ตั้งแต่รุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ถ้าจะว่าไปแล้วคนไทยนี่เป็นคนที่โชคดี โชคดีที่มีพุทธศาสนาเป็นเสาหลัก เป็นที่พึ่งทางใจ คนไทยจึงเป็นคนที่มีเมตตา โอบอ้อมอารี รู้จักเกื้อกูลกัน ดูแลกัน ช่วยเหลือกัน สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่อบอุ่น แม้จะไม่ได้บัญญัติว่า “พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ” แต่คนไทยก็รักกัน สามัคคีกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า เรามี “พุทธศาสนา” อยู่ในส่วนลึกของจิตใจของคนไทยทุกคน
         เราเกิดมา เราก็ได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธแล้ว เป็นพุทธศาสนิกชนตามพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเรามาเป็นพุทธศาสนิกชนตามสำมะโนครัว
คำถามมีอยู่ว่า . . .
         วันนี้เรารู้เรื่องพุทธศาสนาดีแค่ไหน ?
         เราเคยหยิบยกนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติหรือไม่ ?
         ถ้าเราปฏิบัติ... ปฏิบัติแบบไหน... ปฏิบัติอย่างไร ?
         ปฏิบัติถูก หรือผิด ปฏิบัติแล้วได้ผลหรือไม่
         จึงเป็นเรื่องที่ยาก ยากส์...ที่เราจะรู้ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเราไม่มี “ผู้รู้” หรือ “สัตบุรุษ” ที่กล้าประกาศ หรือกล้ายืนยันความจริง ความถูกต้อง ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เราทราบ
         พอมีคนกล้าเกิดขึ้น และกล้าประกาศตนว่าเป็น “อริยะ”
ก็จะถูกกล่าวหาว่า . . .
ประพฤติตนวิปริต ผิดไปจากธรรมวินัย ทำธรรมวินัยให้วิปริต
ถูกทักท้วง ถูกท้วงติง ถูกตำหนิ และถูกกล่าวหาว่า เป็น “เดรัจฉาน”
เพราะในธรรมวินัยนั้น พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ว่า ผู้ใดที่อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริงในตน ต้องอาบัติปาราชิก
         จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงห้าม พระที่ไม่มีอุตริมนุสธรรมจริงในตน แล้วนำมาอวด เพราะถ้าไม่มีอริยคุณจริงแล้วนำมาอวด แสดงว่าอวดในสิ่งที่ไม่มีจริงในตน เมื่อนำสิ่งที่ไม่มีจริงในตนมาอวด แสดงว่าอวดความไม่จริง ความไม่มี ก็คือ การโกหก เป็นการโกหกคำโต คำใหญ่ เพราะโกหกในเรื่องอุตริมนุสธรรม เป็นการโกหกในเรื่องที่เป็นสาระ อันเป็นแก่นของพุทธศาสนา
         เมื่อเอาความ “ไม่มี” (อริยคุณ) แล้วมาหลอกคนอื่นว่า “มี” (อริยคุณ) จึงทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าสิ่งนี้ เรื่องนี้ (สิ่งที่ไม่มี ไม่จริง) เป็นหัวใจ เป็นแก่นของศาสนา แล้วก็พากันปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติกันมากคน ความผิดจากการปฏิบัติก็มากขึ้น คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว พอมาสัมผัส มาพบเห็นสิ่งที่เขาพากันปฏิบัติ ก็ปฏิบัติตาม ปฏิบัติตามในสิ่งที่ผิดๆ เพราะ “หลง” เข้าใจกันว่า สิ่งที่พากันปฏิบัตินั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ตรงตามพุทธบัญญัติ ทั้งๆที่ความจริง มันผิดเพี้ยน มันหลอกลวง มันไม่จริง
ความผิด ความหลง ก็ยิ่งแตกตัวและกระจายตัวอย่างรวดเร็ว
         คนที่ไม่มีอุตริมนุสธรรมจริง แล้วมาหลอกคนอื่น ว่าตนมีอุตริมนุสธรรม พระพุทธเจ้าถึงปรับอาบัติหนัก เป็นครุกาบัติ ต้องอาบัติปาราชิก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน
เมื่อคนหลงผิด ยึดถือเอาสิ่งที่เป็น “อสาระ” ว่าเป็น “สาระ” แล้วพากันยึดถือปฏิบัติ ย่อมเข้าถึงความเป็น “อสาระ” ผลที่ได้รับ คือ อบาย ทุคติ วินิบาต และนรก
ในประเทศไทย สังคมไทย จึงระมัดระวังเรื่องแบบนี้กันเป็นอย่างมาก
เพราะไม่อยากให้ “พระ” ตกนรก
เพราะไม่อยากให้พระกระทำ “อนันตริยกรรม”
แต่ถ้าใครมีทิฐิอันลามก มีจิตอกุศล แล้วกระทำลงไป
ย่อมประสบทุกข์เป็นอันมาก ย่อมต้องบ่ายหน้าไปสู่ “นรก” เป็นแน่แท้
         จากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฏก จะเห็นได้ว่า
มี “อริยบุคคล” เกิดขึ้นมากมาย ในสมัยพระพุทธเจ้า มีทั้งที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ถ้ามี “อริยคุณ” จริง ถึงขั้นเป็น “พระอริยะ” แล้วพูดไม่ได้ บอกไม่ได้ แสดงไม่ได้ เปิดเผยไม่ได้ ทำให้ปรากฏไม่ได้
คำถามมีอยู่ว่า . . .
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็น “พระอริยะ”
รับรองว่า “มืด – บอด” หา “อริยบุคคล” ไม่พบแน่นอน
         แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสมัยพุทธกาล คือ ถ้ามีอุตริมนุสธรรมจริง สามารถอวดได้ แสดงได้ แต่ต้องอวด หรือแสดงกับคนที่เป็น “อุปสัมบัน” อันได้แก่ ภิกษุ และภิกษุณี (โดยสมมติ)
         ถ้ามี “อริยคุณ” จริง เป็น “อริยบุคคล” จริง สามารถอวดอุตริมนุสธรรมได้ ไม่ผิดธรรมวินัย โดยอริยบุคคล 4 ที่ว่านี้ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์
คำถามมีอยู่ว่า . . .
วันนี้ กาละนี้ ถ้ามีอุตริมนุสธรรมจริง อวดกับอุปสัมบันได้หรือไม่
พอมาถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านคงต้องตอบตัวเองแล้วนะครับ
ว่า “ได้” หรือ “ไม่ได้”
แล้วถ้ามีจริง “อวดอุตริมนุสธรรมกับอนุปสัมบัน” (อุบาสกและอุบาสิกา) ได้หรือไม่
พระองค์ทรงกล่าวไว้ว่า เป็นเรื่องที่ควรตำหนิ ผู้ใดล่วงละเมิด ต้องอาบัติ
แม้จะมีจริง ถ้าอวด พระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติ “ปาจิตตีย์” (วินย. 2/305/308)
คงจะชัดเจนเพิ่มมากขึ้นแล้วนะครับว่า “อวดได้” หรือ “ไม่ได้”
         มีสิ่งหนึ่งที่มีคนถามกันมาก ก็คือ ชาวพุทธทุกวันนี้ รู้จัก “พระอริยะ” บ้างหรือไม่ แล้วมีใครบ้างหรือไม่ ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จนมี “อริยคุณ” ถึงขั้นเป็น “อริยบุคคล”
ถ้าไม่พบ “สัตบุรุษ” ไม่พบ “พระอริยะ” ก็คงจะยากที่จะ เข้าถึง “ความจริง” ที่พระพุทธเจ้าทรง “ตรัสรู้” เมื่อความจริงไม่ปรากฏ ความไม่จริงหรือความเสื่อม ย่อมคืบคลานเข้ามา
         ด้วยเหตุนี้ คุณธรรม จริยธรรม ของชาวพุทธจึงเสื่อมลงและตกต่ำอย่างน่าใจหาย นับวันจะเสื่อมมากยิ่งขึ้น “ธรรมะ” หรือ“สัจธรรม” เป็นสิ่งที่ถูกละเลย หาคนที่สนใจหรือใส่ใจ ได้น้อยมาก ส่วนใหญ่หันไปพึ่งพาวัตถุนิยม และบริโภคนิยม
แต่เดิมคนไทยนิยมเข้าวัด ฟังธรรม เมื่อเกิดศรัทธา ก็พากันปฏิบัติ และได้ดีกันทุกคน แต่วันนี้กลายเป็นเทวนิยม เป็นพวกนอกรีตไปแล้ว มีแต่เดรัจฉานวิชา เดรัจฉานกถา เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เช่น ทำพิธีบูชาไฟ เป็นหมอดู ดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์ พยากรณ์ว่าจะมีนั่นมีนี่ จะเป็นนั่นเป็นนี่ ให้ฤกษ์ ดูฤกษ์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวง พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ นับถือผี นับถือเทวดา ปนกันมั่วไปหมด เป็นเรื่องเหลวไหล เลอะๆ เทอะๆ เสมือนว่าเป็นพุทธศาสนา ต่างก็พากันเชื่อถือ และนับถือในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ใน “มหาศีล”
สิ่งที่พระพุทธเจ้า“ห้าม”ไว้ ไม่ให้ทำ ก็พากันทำ
         เดี๋ยวนี้พากัน “ละเมิด” จนหมด
         จึงกลายเป็น “พุทธ” แต่ “ชื่อ”
         แต่พฤติกรรมที่แท้จริง คือ การแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ
         อาจกล่าวได้ว่า พุทธศาสนิกชน คือ คนที่เกิดมาแล้ว ได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธ นับถือศาสนาพุทธ แต่เขาจะพาให้เป็นไปอย่างไร ก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้สนใจ ที่จะศึกษาเรียนรู้ ปฏิบัติให้เข้าถึงสาระของชีวิต พากันไปหาเดรัจฉานวิชา ไปหาไสยศาสตร์ ไปตามประเพณี ตามจารีต ตามสังคม แล้วแต่ว่าเขาจะพาให้เป็นไป คนส่วนใหญ่ไม่เอาสาระ ไม่เอาศีล ไม่เอาธรรม แม้จะถือศีล ปฏิบัติศีล ก็เป็นศีลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้ว ไม่เกิดมรรคผลอะไร สักแต่ว่าทำ ทำตามๆกันไป ดีหรือชั่ว ไม่รู้ ถูกหรือผิด ไม่รู้ ไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่ว่าทำ ทำ ทำ

 

 

 

2. พุทธมามกะ
         พุทธมามกะ แปลว่า ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน หมายถึง ผู้ประกาศตนว่า ขอถือพระพุทธเจ้าว่า เป็น “สรณะ” หรือผู้ประกาศตนว่า เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา (พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), 2548)
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การแสดงตน ประกาศตนให้ปรากฏ ให้ผู้อื่นรับรู้ว่า ตนเป็นผู้ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของตน พิธีพุทธมามกะเกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศคำสอนของพระองค์แก่ประชาชน ผู้ใดก็ตาม ที่ได้ฟังคำสอน แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส พร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ด้วยการรักษาศีล ศึกษาไตรสิกขา ศึกษาศิลปะให้เหมาะสมกับตน ปฏิบัติศีลให้ขัดเกลาจิต จนเกิดปัญญา เห็นกิเลสลดละจางคลายด้วยปัญญาอันยิ่งของตน มีจิตน้อมไปเพื่อการเรียนรู้ทุกข์ และแสวงหาความหลุดพ้น และเห็นว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของตน จึงได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ บางคนก็ออกบวชในพระพุทธศาสนา บางคนก็เป็นคฤหัสถ์ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด สำหรับผู้ที่เป็น “พุทธมามกะ” แล้ว จะเป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงตลอดไป
         พุทธมามกะ จึงคือ ผู้ที่ใส่ใจ ตั้งใจ มีความเพียรพยายามที่จะปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ เข้าถึงความหลุดพ้น เป็นอริยบุคคล ผู้ใดที่ยังไม่บรรลุอริยธรรม ยังไม่มีอริยคุณจริง อันเป็นเนื้อแท้ของพุทธ ยังไม่เรียกว่า สงฆ์ หรือ สาวะกะสังโฆ อันได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ เป็นได้เพียงแค่ “สมมติสงฆ์” จะเป็นพระอริยสงฆ์จริงๆ แท้ๆ ในเบื้องต้นต้องละสังโยชน์ 3 อันได้แก่ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ให้ได้เสียก่อน เมื่อพ้นสังโยชน์ 3 ได้ จึงจะชื่อว่า เป็นโสดาบัน
ถ้าบวชเป็น “พระ” มาอยู่ในโคตรของนักบวช เป็นพระโยคาวจร จะต้องสละทรัพย์สินศฤงคารออกให้หมด (โภคขันธา ปหายะ) จะต้องลดละความผูกพัน ความติดยึดในความเป็นญาติ (ญาติปริวัตตัง ปหายะ) ให้ได้ ตั้งใจเพียรบำเพ็ญ มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งจริงๆ มีศีลพรต มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้บรรลุธรรม แม้จะทุกข์ยากลำบากหรือน้ำตานองหน้า ก็ยังเพียรไม่หยุด ถึงจะไม่มีอริยคุณ ไม่มีมรรคผล ก็ยังถือว่า ท่านเป็นทักขิเนยบุคคล เป็นคนควรได้รับของทาน ควรอนุเคราะห์เลี้ยงดูส่งเสริมไว้ เป็นปาหุเนยยบุคคล เป็นคนควรเคารพกราบไหว้ และท่านก็ปฏิบัติไม่ให้ผิดศีล ผิดธรรม ผิดวินัย เราชาวพุทธก็ควรดูแลไม่ให้ท่านผิดวินัย ตามที่คนเคารพกราบไหว้ เป็นอาหุเนยยบุคคล เป็นโคตรภูบุคคล
อาจกล่าวได้ว่า พุทธมามกะ คือ ผู้พยายามขวนขวายศึกษาเล่าเรียนปริยัติ เพื่อจะได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ แต่เมื่ออาจารย์ผู้สอน ไม่ใช่พระอริยะ ย่อมจะสอนผิด สอนเพี้ยน ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงสัมมาทิฐิ “อริยคุณ” อันเป็นผลจากการประพฤติดีปฏิบัติชอบ จึงไม่มี
เมื่อเรายึดศีลพรตอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามศีลพรตที่ยึดอย่างจริงๆจังๆ ที่ทำตามๆกันมา เป็นจารีตประเพณี แต่ปฏิบัติแล้วไม่ได้มรรคผล ศีลพรตที่เรายึดถือ และนำพากันปฏิบัติ จึงเป็นได้แค่ “สีลลัพพตุปาทาน” ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ผู้สอนไม่มีอริยคุณ ไม่ใช่อริยสงฆ์ จึงทำให้ปฏิบัติแล้วไม่ได้มรรคผล

3. พุทธบริษัท
พุทธบริษัท คือ กลุ่มชนที่นับถือพระพุทธศาสนา, คนที่นับถือพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม เรียกว่า บริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา
คนทั้ง 4 กลุ่ม จะนับว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงได้ จะต้องมี “อริยคุณ” เป็น “อริยบุคคล” คือ เป็นผู้ที่บรรลุธรรม บรรลุมรรค บรรลุผล บรรลุนิพพาน
อริยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้ประเสริฐ, ผู้ไกลจากข้าศึก, ผู้หักกงล้อสังสารวัฏได้แล้ว
อริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษาอยู่ คือ ยังต้องศึกษาไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า พระเสขะ หรือ เสขบุคคล (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2558)
เสขะ คือ อริยบุคคลที่ยังไม่ได้บรรลุ อรหัตตผล หรือยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ส่วนเสขบุคคล หากได้บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นอันพ้นจากความเป็นเสขะ ได้ชื่อว่า อเสขะ แปลว่า ผู้ไม่ต้องศึกษาอีก คือ เป็นผู้ที่จบกิจแล้ว เสร็จกิจแล้ว ไม่มีกิจที่จะต้องบำเพ็ญเพื่อละกิเลสอีกแล้ว
อริยบุคคล 4 ประเภท คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2558)
อริยบุคคล 8 ประเภท คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค และอรหัตตผล
คนที่จะชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท จะต้องเป็นบุคคลผู้มีอริยคุณ อริยธรรม จริงๆ แท้ๆ อยู่ในตน ผู้ที่เริ่มมี “อริยคุณ” ในเบื้องต้น คือ เริ่มรู้จักทางที่จะเดินไปสู่โลกุตตระ เริ่มก้าวเดินออกจากทุกข์ ไปสู่หนทางที่พาให้ตนเจริญ พาไปสู่ความหลุดพ้น เริ่มนับ 1 เป็นเบื้องต้นที่จะก้าวไปสู่โสดาปัตติมรรค
โสดาบัน แปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสธรรม ผู้แรกถึงกระแสธรรม (คืออริยมรรค) เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลประเภทแรกใน ๔ ประเภท คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการ คือ สักกายะทิฐิ วิจิกิจฉา และสีลลัพพตปรามาสได้ เรียกว่า โสดาปัตติผล ส่วนผู้ที่รู้ทางเดินแล้ว ปฏิบัติแล้ว มีผลจากการปฏิบัติเกิดขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว มีความเพียรปฏิบัติอยู่ แต่ยังไม่พ้นสังโยชน์ 3 ก็ชื่อว่า โสดาปัตติมรรค
คนที่จะปฏิบัติเข้าถึงความเป็น “อริยบุคคล” จะต้องศึกษาขอบเขตของการปฏิบัติให้ชัดเจน ขอบเขตเบื้องต้น ก็คือ “ศีล” ปฏิบัติศีลให้ถูกต้อง ตรงตามฐานะของตนเอง โดยเริ่มจาก “ศีล 5” ก่อน ประพฤติตามขอบเขตที่เราจะทำได้ เรียกว่า ปริตตัง
เริ่มต้นเราต้องรู้ก่อนว่า . . . ราคะ คืออะไร? กาม คืออะไร? โทสะ คืออะไร?
เราต้องกำหนดว่า กิเลสราคะ โทสะ เราจะเอาแค่ไหน ปฏิบัติแค่ไหน ในขอบเขตของโสดาบัน เมื่อกำหนดชัดเจนแล้ว เราก็เริ่มปฏิบัติ
ปฏิบัติที่ไหน ปฏิบัติอย่างไร?
ถ้าไม่รู้ ก็เริ่มไม่ถูก ก็ทำไม่ได้ มรรคผลก็ไม่มี
วิธีปฏิบัติ ก็คือ ปฏิบัติตามที่เรากำหนด กำหนดอย่างไร ก็ให้ทำตามนั้น
ปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่กับปัจจุบัน ปฏิบัติให้เป็นปัจจุบันธรรม
เมื่อใดที่มี “ผัสสะ” เกิดขึ้น ให้รู้เท่าทันผัสสะที่เกิดนั้น ที่ “ใจ” ของเรา
รู้ “เวทนา” ที่เกิดขึ้นที่ “ใจ” ของเรา
รู้ “อาการ” ที่เคลื่อนไหว ที่แปรเปลี่ยน ที่เกิดขึ้นที่ “ใจ” ของเรา
รู้ความเคลื่อนไหวของ “อาการที่แตกต่างกัน” (ลิงค) ที่เกิดขึ้นที่ “ใจ” ของเรา
รู้เครื่องหมาย รู้ลักษณะของอาการ (นิมิต) ที่เกิดขึ้นที่ “ใจ” ของเรา
รู้องค์ประชุมของรูปนาม อ่านกายออก แยกกายกับจิตออก
เช่น ศีลข้อที่ 1 กำหนดไว้ว่า ให้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เราก็มาดูตัวเราว่า เมื่อเรากำหนด “ศีล” ขึ้นมาแล้ว “อาการโทสะ” ที่อยู่ในจิตของเราเป็นอย่างไร
โดยปกติของคนที่เคยฆ่าสัตว์ มันจะเคยชินกับการฆ่า เห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้รู้สึกว่ามันผิด มันบาป มันก็เป็นอย่างเนี่ยะ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เมื่อเรากำหนดว่า เราจะไม่ “ฆ่า” เราก็ไม่ควรไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับการการฆ่า เมื่อเราไม่ได้ “ฆ่า” แล้ว “อาการ” ของจิตที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เราต้องเรียนรู้เวทนาที่เกิดขึ้น แล้วดูอาการของจิตที่เกิดขึ้น อาการหนักหรือเบา อาการหยาบหรือละเอียด รู้มันให้ได้ จับมันให้ได้
อาการที่เรากำหนด “รู้” อาการที่เรา “เห็น”
นั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่า “กิเลส”, “ตัวตนของกิเลส” หรือ “สักกายะ” (สังโยชน์ข้อ 1)
เมื่อเราเห็น “สักกายะ” เห็นตัวตนของกิเลส แสดงว่า เราเริ่มมี “ปัญญา”
เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจว่า เราจะจัดการกับกิเลสของเราอย่างไร ?
กิเลสไม่มี รูปร่าง ไม่มี สีสัน แต่มี “อาการ”
เช่น อาการโลภ อาการราคะ อาการโทสะ
กิเลส คือ “มาร” คือ “ผี”
คือ อาการที่มีชีวะ มีชีวิตินทรีย์ มีการเกิด การเคลื่อน และการตาย
ปัญญาที่เข้าไปรู้อาการ เห็นอาการของกิเลส ชื่อว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิในเบื้องต้น
เราจะใช้สมถะ หรือวิปัสสนา ก็ขึ้นอยู่กับอุบายวิธีของเราที่จะดำเนินการ
“สมถะ” เป็นเพียงอุบายวิธี ที่ใช้เพื่อกดข่มกิเลสเอาไว้ สามารถระงับกิเลสได้ชั่วคราว พอหมดแรงกดข่ม กิเลสที่เคยมี ก็จะกลับมาทำหน้าที่ของมันเหมือนเดิม
แต่ถ้าเป็น “วิปัสสนา” เราก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาถึงกิเลสที่เราตั้งใจจะกำจัดให้มาก ทำใจในใจให้แยบคาย (โยนิโสมนสิการ) หมั่นเจริญเมตตา รู้จักพรหมวิหาร 4 เจริญให้มาก ทำให้มาก ทำแล้วทำอีก ทวนไปทวนมา ทำซ้ำไปซ้ำมา (พหุลี กมฺมํ) จนเราแน่ใจว่ามันตาย มันดับ มันขาด มันสูญ ก็เป็นอันว่าจบกิจ ไม่ต้องทำอีก
เราจะต้องรู้อาการของจิตให้ชัด แล้วแยกแยะให้ออก ว่ามันลดละจางคลายลงหรือไม่
เช่น ปกติเห็นสัตว์แล้วต้องฆ่า ไม่ฆ่าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ คราวนี้เจอแล้วอยากฆ่า แต่ไม่ฆ่า เพราะเห็นโทษภัยของการฆ่า จึงหยุดฆ่า แสดงว่า จิตของเราเกิดความเมตตาเพิ่มมากขึ้น
อาการของจิตที่จากเดิม มีโทสะแรงๆ แล้วลดลง จางคลายลงได้ จนเหลือเบาบางลง
แสดงว่า การปฏิบัติของเรามีมรรคมีผล
ลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า กำลังเดินมรรค กำลังเดินทางเข้าสู่ความหลุดพ้น
ยิ่งถ้าเราทำได้จนถึงที่สุด ทำจนกิเลสในเรื่องที่เรากำหนด (เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์)
ถูกกำจัดจนหมดสิ้น จนขาด จนสูญ
ก็แสดงว่า เราเข้าถึงความจริง (อริยสัจ) ในเรื่องนั้นๆ
พ้นความลังเลสงสัย พ้นวิจิกิจฉา (สังโยชน์ข้อ 2)
และเป็นการปฏิบัติที่พ้นสีลลัพพตปรามาส (สังโยชน์ข้อ 3)
เป็นการปฏิบัติที่มีมรรคผล
เมื่อปฏิบัติจนพ้นสังโยชน์ 3 ได้ ก็ชื่อว่า เป็น “พระโสดาบัน”
แต่ถ้ายังทำยังเล่นๆ หัวๆ เหยาะๆ แหยะๆ ไม่ได้มรรคได้ผล
ก็ยังชื่อว่า ไม่พ้นสีลลัพพตปรามาส
แต่ถ้าเราปฏิบัติได้บางเรื่อง บางส่วน ยังไม่หลุดพ้น แต่เราก็ยังมีความเพียรอยู่
แม้ว่ายังไม่พ้นวิจิกิจฉา (สังโยชน์ข้อ 2)
แต่เรายังเดินมรรคอยู่ ปฏิบัติอยู่บนมรรคาของสัมมาอริยมรรค
เราก็ยังชื่อว่า เดินอยู่บนเส้นทางของ “พระอริยะ”
“ศีล” แต่ละข้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้น ก็คือ กรอบที่กำหนดขึ้นเพื่อให้บุคคลผู้หวังความเจริญ หวังความประเสริฐ และปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ ประพฤติปฏิบัติ
พระองค์ให้อิสระ ให้เสรีภาพกับมนุษย์ทุกคน
พระองค์ไม่ได้บังคับ หรือไม่ได้กำหนดว่า ทุกคนจะต้องทำ
ผู้ใดยินดีที่จะปล่อยให้ตนเองเสื่อม หรือตกต่ำลง ก็เป็นเรื่องของคนๆนั้น
แต่ถ้าเราปรารถนาจะพ้นทุกข์ เราก็ควรปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอน
เมื่อใดก็ตามที่เรากำหนด “ศีล” ที่จะปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท เอาจริงเอาจังกับ การปฏิบัติ จึงจะได้มรรคผล เป็นอริยบุคคลที่แท้จริงไปตามลำดับ ตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหันต์
เมื่อเราถือศีล ปฏิบัติศีล เข้าถึงศีล จนเป็น “ศีลบุคคล” คือ มีศีลอันเป็น “กุศล” อยู่กับตนจนเป็น “ปกติ” ย่อมมีอานิสงส์ที่สูงยิ่งเกิดขึ้นใน “จิต” (อํ.ทสก. 24/208/288-289) มีผลให้เกิด . . .
1. อวิปฏิสาร คือ ความไม่เดือดร้อนใจ
2. ปามุชชะ คือ ความปราโมทย์ ความยินดี
3. ปีติ คือ ความอิ่มเอมใจ
4. ปัสสัทธิ คือ สงบระงับจากกิเลส
5. สุข คือ เป็นความสุขแบบไม่บำเรอตน เป็นวูปสมสุข
6. สมาธิ คือ จิตมั่นคง
7. ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ ความรู้ยิ่งในความจริง
8. นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย
9. วิราคะ คือ ความคลายกิเลส
10. วิมุติญาณทัสสนะ คือ ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน
ผู้มี “โลกุตตระ” จะมีปัญญา เข้าใจความจริงของชีวิต และรู้ว่า . . .
ชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร?
ผู้ใดปฏิบัติได้มรรคผล จะมีอริยคุณของพุทธอยู่ในตน มีการบรรลุธรรมไปตามลำดับ คือ เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
เป็นพุทธศาสนา ที่มีพุทธบริษัทที่แท้จริง
แต่ถ้าไม่มี ผู้ “บรรลุธรรม” จริงๆ
พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นพุทธศาสนา
ยังคงมีพุทธบริษัท 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เหมือนเดิม
เพียงแต่ว่า ไม่มี “อริยคุณ” ที่ทำให้คนเป็น “อริยบุคคล” เท่านั้นเอง
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า พุทธบริษัทที่แท้จริงของพุทธ คือ ผู้ที่บรรลุธรรม คือ เนื้อแท้ของพุทธศาสนา อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ตอบได้หรือยังว่า . . .
คุณ เป็น ชาว พุทธ แบบ ไหน ?!?

 

ทิวเมฆ  นาวาบุญนิยม


บรรณานุกรม

มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปิฎกสยามรัฐ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535.
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำวัด. กรุงเทพมหานคร : วัดราชโอรสาราม, 2548.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2558. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ผลิธัมม์ ในเครือบริษัท สำนักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮม จำกัด, 2558.