บุญและประโยชน์ จากการเดินทางศึกษา นอกสถานที่ ณ ประเทศสปป.ลาว

        บุญที่ได้จากการเดินทางไปศึกษาปฏิบัติกรรมฐานนอกสถานที่ ณ ประเทศสปป.ลาว นั้นคือ ได้เข้าร่วมการบำเพ็ญพระศพน้อมถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชญาท่านใหญ่พระมหาผ่อง ปิยธีโร (สะมะฤกษ์) ดร., ป.ธ.6 (ศน.ด.)กิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ สปป.ลาว ซึ่งมีพระชนมพรรษาถึง 101 ปี พระพรรษา 81 พรรษา นับว่าเป็นวาระโอกาสที่สำคัญวาระหนึ่งสำหรับชาวเบญจขันธ์ และตนเองที่ได้ไป ถือว่าเป็นบุญใหญ่อย่างหนึ่ง ที่น้อยคนนักได้เข้ามาร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลน้อมถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชญา ท่านใหญ่พระมหาผ่อง ปิยธีโร (สะมะฤกษ์) ดร. ในครั้งนี้ ได้ร่วมฟังพระภิกษุสงฆ์สวดพระพุทธมนต์มาติกาบังสุกุล ตลอดจนน้อมถวายพระราชสาส์นแสดงธรรมสังเวช และสดุดีพระเกียรติคุณ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ชาวไทย และพระภิกษุสงฆ์ชาวลาว


        บุญ หมายถึง เครื่องชำระสันดาน ความดี กรรมดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ  การที่เราได้เดินทางจากประเทศไทย มาสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วยใจมุ่งมั่นจะได้เข้าร่วมการบำเพ็ญพระศพน้อมถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชญา ท่านใหญ่พระมหาผ่อง ปิยธีโร (สะมะฤกษ์) ดร. ถือได้ว่าเป็นการทำความดี กรรมดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ ประการหนึ่ง


  ในการครั้งนี้ที่เราได้เดินทางจากประเทศไทย มาสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีโอกาสเข้าไปพักที่วัดพระบาทแอวขันของยาท่านมะวงสา สาสนา วิโรโชติ ปาลเจ้า สังโฆวุจติ (สาคร จิตฺตสาโร (จิต)) เจ้าอาวาสวัดพระบาทแอวขัน บ้านนาคาย เมืองไชยธานี นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
      บุญ อีกอย่างหนึ่งสำหรับที่นี่  คือ ได้ปฏิบัติกรรมฐานเจริญสติจิตภาวนา การบำเพ็ญบุญ ก็คือ การสะสมหน่วยกิจในชีวิตของตนเอง เพื่อให้ชีวิตมีความสุข และวิธีบำเพ็ญบุญบารมีตามหลักพระพุทธศาสนา ท่านสอนเอาไว้ได้ชัดเจน ในเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา คือ มีการให้ มีการรักษา และมีการทำให้เจริญขึ้น รวมเป็น 3 ลำดับขั้น
        วัดพระบาทแอวขัน เป็นสถานที่ที่สัปปายะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม

       สัปปายะ หมายถึง วัตถุสิ่งของ สถานที่ หรือบุคคล อันเป็นที่สบาย เหมาะสมกันในอันที่จะเกื้อกูล หรือเอื้ออำนวยต่อการประคับประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในวิเวก รวมทั้งสิ้นมี 7 อย่าง ได้แก่
        1. อาวาส หมายถึง ที่อยู่อาศัย หากสงบสงัด ตั้งอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเงียบเชียบ ก็จะปรุงแต่งจิตให้โน้มไป หรือเอนเอียงไปทางวิเวก แม้อยู่ไม่ได้ถาวร ก็อยู่ให้ได้สักช่วงที่น้อมใจเพียรปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ฯลฯ
        2. โคจร หมายถึง ที่บิณฑบาตหรือเส้นทางหาแหล่งอาหาร หากสะดวกก็นับเป็นสัปปายะโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระหว่างทางมีธรรมชาติโน้มน้าว ให้ใฝ่สงบรู้สติก็ยิ่งดีเพราะจะกลายเป็นลู่ทางเดินจงกรมไปโดยปริยายต่าง จากลู่จงกรมปกติก็เพียงไร้จุดหมุนกลับ กลายเป็นความท้าทายกำลังสติให้รู้เท้ากระทบต่อเนื่องยืดยาวแทน
         3. ภัสสะ หมายถึง เรื่องพูดคุยที่เสริมการปฏิบัติ ซึ่งก็คือ หัวข้อ และเนื้อหา ของการสนทนาอันเหนี่ยวนำให้ใฝ่สงบเกิดแรงบันดาลใจอยากทำความเพียร จะอยู่ในสังคมบรรพชิตหรือฆราวาสก็ตามที หากทุกคนมีแต่สามัคคีกัน เข้าเรื่องของสติ แม้แต่คนเหม่อเก่งก็ถูกชักนำเข้ามาคิด เข้ามาพิจารณาในเรื่องภาวนาได้ การพูดคุยกันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เมื่อคนในสังคมหนึ่ง หยิบยกหัวข้อใดมาเสวนากันบ่อย คนในสังคมย่อมตรึกถึงเรื่องนั้นโดยมากบรรยากาศของสังคมก็จะคล้อยไปในทางนั้น ต่อให้สถานที่ดูวิเวกสงบสงัดเพียงใด ขอเพียงจับประเด็นร้อนมาคุยกันแม้ด้วยเสียงเบาก็จะทำให้หัวของคนในสังคมอึง อวลไปด้วยเสียงฟุ้งไม่ขาดระยะ
        4. บุคคล หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วช่วยให้จิตผ่องใสสงบมั่นคงหากอยู่ใกล้คนที่มีนิสัย ทางความคิด ทางคำพูด และทางกิริยาท่าทีกระทำการอันไม่เป็นมงคล ก็โน้มเอียงที่จะทำจิตเราให้แกว่งมา เหมือนซึมซับเอาส่วนเสียของเขามาไว้ในตัว ถ้าเราจำเป็นต้องโต้ตอบกับบุคคลเช่นไรบ่อย ๆ ความเป็นบุคคลนั้น ๆ ย่อมถูกยัดเหยียดเข้ามาเก็บไว้ในเราบ้างไม่มากก็น้อย
        5. โภชนะ หมายถึง อาหารซึ่งมีคุณสมบัติและปริมาณเพียงพอจะทำให้เกิดกำลังวังชา ไม่มีปัญหาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเมื่อถึงเวลาปฏิบัติ
    6. อุตุ หมายถึง สภาพแวดล้อม และอุณหภูมิ ระดับความร้อน ความเย็น ที่พอดีแก่การเสริมให้รู้สึกอยากปฏิบัติ ของแต่ละคนนั้นอาจต่างกัน แต่คงไม่ถึงกับผิดแผกมาก กล่าวคือส่วนใหญ่คงชอบชนิดที่เย็น หรือกระเดียดไปทางเย็น จึงจะนับว่าบรรยากาศเอื้ออำนวยให้ปฏิบัตินาน ปฏิบัติทน
        7. อิริยาบถ หมายถึง กิริยาท่าทีของเราเอง ถ้าหากไม่สังเกตก็จะไม่ทราบว่ามีส่วนปรุงแต่งจิตให้กระวนกระวายได้มากถึงมาก ที่สุด ความจริงอิริยาบถเป็นผลสะท้อนเป็นปลายทางการแสดงออกของจิต แต่เราก็สามารถควบคุมปลายทางนั้นให้ส่งผลย้อนกลับไปหาต้นแหล่ง
 

 

 


ประโยชน์ของการเจริญกรรมฐาน
        การเจริญกรรมฐานนั้นมีคุณค่าต่อชีวิตมาก เพราะทำตนให้เป็นผู้ประเสริฐขึ้น ในที่นี้จะนำประโยชน์ของกรรมฐานมากล่าวดังนี้
        1. สามารถเรียนหนังสือได้ผลดี ได้คะแนนสูง เพราะมีความจำแม่นยำ และจำดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
        2. ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ไม่ค่อยผิดพลาด เพราะมีสติสมบูรณ์ขึ้น
        3. สามารถทำงานได้มาก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
        4. ให้โรคภัยบางอย่างหายไปได้
        5. ให้เป็นคนมีอารมณ์เยือกเย็น มีความสุขใจได้มาก และมีผิวพรรณผ่องใส
        6. ให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เช่น ถ้าอยู่ในโรงเรียนก็ทำให้เพื่อน ๆ และครูพลอยได้รับความสุข ถ้าอยู่ในบ้านก็ทำให้บ้านพ่อแม่ พี่น้องมีความสุขได้ด้วย
        7. สามารถแก้ไขความยุ่งยาก และความเดือดร้อนวุ่นวายในชีวิตได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
        ทั้ง 7 ข้อตามที่กล่าวมานี้ เป็นผลเบื้องต้นของการเจริญกรรมฐานเท่านั้น ถ้าเจริญกรรมฐานให้สูงขึ้นไปก็จะได้รับผลมากกว่านี้ คือ ได้รับผลตามขั้นตอนของการปฏิบัติ เช่น ขั้นได้ฌาน ได้ฤทธิ์เดชต่าง ๆ หรือขั้นตัดกิเลสได้ เป็นต้น
        กรรมฐาน 40 มีความแตกต่างกันไปโดยความเหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะสม กับลักษณะนิสัย ความโน้มเอียงของแต่ละบุคคลที่ เรียกว่า จริต (จริยา) ต่าง ๆ ถ้าเลือกได้ถูกกันเหมาะสมกัน ก็ปฏิบัติได้ผลรวดเร็ว ถ้าเลือกผิดอาจทำให้การปฏิบัติได้ล่าช้าหรือไม่สำเร็จผล จริยา แปลว่า ความประพฤติปกติ หมายถึง พื้นเพของจิต พื้นเพนิสัย ลักษณะความประพฤติที่หนักไปทางใด ทางหนึ่ง ตามสภาพจิตที่เป็นปกติของบุคคลนั้น ๆ ตัวความประพฤติหรือลักษณะนิสัยนั้น เรียกว่า จริย บุคคลผู้มีลักษณะนิสัยและความประพฤติอย่างนั้น ๆ เรียกว่า จริต เช่นคนมีราคจริย เรียกว่า ราคจริต เป็นต้น รายละเอียดของจริตได้ปรากฏในพุทธพจน์ว่า
        พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทราบว่า บุคคลนี้มีราคจริต โทสจริต โมหาจริต วิตกจริตศรัทธาจริต พุทธิจริต ย่อมตรัสบอกอสุภแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต เมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต ทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ในการเรียน การไต่ถาม ในการฟังธรรมตามกาลอันสมควร ในการสนทนาธรรมตามกาลอันสมควร ในการอยู่ร่วมกับครู ตรัสบอกอานาปานสติแก่บุคคลผู้เป็นวิตกจริต ตรัสบอกพระสูตรอันเป็นนิมิตดีความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ และศีลทั้งหลายแห่งตน อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสแก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต และบอกธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนาซึ่งมีอาการไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แก่บุคคลผู้เป็นพุทธิจริต  


        จากข้อความที่ยกมานี้ แสดงให้เห็นว่าจริตของแต่ละบุคคล สามารถแยกออกได้เป็น 6 ประเภท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
        1. ราคจริต หมายถึง ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยหนักไปทางราคะ เช่น รักสวยรักงาม ชอบดูวิวสวย ๆ ฟังเพลงรัก รู้สึกเกลียดชังต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าเช่น ดอกไม้เหี่ยวเฉา โครงกระดูก สิ่งปรักหักพัง พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ใช้ อสุภ 10 หรือกายคตาสติ 10 (กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ อสุภะ 10 และกายคตาสติ)
        2. โทสจริต หมายถึง ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติมีลักษณะนิสัยหนักไปทางโทสะ ประพฤติหนักไปทางใจร้อน รุนแรง พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ใช้เมตตาพรหมวิหาร(กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ พรหมวิหาร 4 อัปปมัญญา 4 และกสิณ 4 โดยเฉพาะวัณณกสิณ)
        3. โมหจริต หมายถึง ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติมีลักษณะนิสัยหนักในทางโมหะ ประพฤติหนักไปในทางเขลา งมงาย ใครว่าอย่างไรก็คอยเห็นคล้อยตามไป พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้แก้ไขด้วยการเรียน ไต่ถาม ฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครู(กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ อานาปานสติ หรือ กสิณวงกว้าง)
        4. ศรัทธาจริต หมายถึง ศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยมากด้วยศรัทธาประพฤติหนักไปทางมีจิตซาบซึ้ง ชื่นบานน้อมใจเลื่อมใสโดยง่าย พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ชักนำไปในสิ่งที่ควรแก่ความเลื่อมใส และความเชื่อที่มีเหตุผล เช่น ความตรัสรู้รู้ดีของพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม ความปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ และศีลของตน(กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ อนุสสติ 6)
        5. พุทธิจริต หรือ ญาณจริต หมายถึง ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยความประพฤติหนักไปในทางใช้ความคิดพิจารณา และมองไปตามความเป็นจริง พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ใช้ความคิดพิจารณาสภาวะธรรม และสิ่งที่ดีงามที่ให้เจริญปัญญา เช่น พิจารณาในไตรลักษณ์ เป็นต้น หรือใช้นิมิตแห่งวิปัสสนา ได้แก่ พิจารณาสิ่งทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ มรณสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา)
        6. วิตกจริต หมายถึง ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัยความประพฤติหนักไปทางชอบครุ่นคิดวกวน นึกคิดจับจนฟุ้งซ่าน พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้แก้ด้วยสิ่งที่สะกดอารมณ์ เช่น เจริญอานาปานสติ หรือเพ่งกสิณ เป็นต้น (กัมมัฏฐานที่เหมาะ คือ อานาปานสติ หรือ กสิณวงเล็ก)
        การที่จะทราบว่าคนไหนมีจริตอย่างไรนั้น ท่านว่าให้สังเกตจากพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้
        1. จากการเคลื่อนไหวทางกายที่ เรียกว่า อิริยาบถ
        2. จากการทำงาน เช่น กวาดบ้าน ได้เรียบร้อย ไม่รีบร้อน ก็คือ คนราคจริต เป็นต้น
        3. จากการบริโภค
        4. จากอาการติดใจในอารมณ์ภายนอก หรือทัศนะในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น
        5. จากกิเลส และมโนธรรมในใจ เช่น
                - คนราคจริต มักชอบอวด ถือตัว ต้องการได้มาก ไม่สันโดษ
                - คนโทสจริต มักโกรธ ริษยา ตระหนี่
                - คนโมหจริต ชอบท้อแท้ ฟุ้งซ่าน ยึดมั่นถือมั่น
                - คนศรัทธาจริต มีความเลื่อมใสมาก อยากฟังพระธรรม อย่างเห็นพระอริยเจ้า
                - คนพุทธิจริต ชอบมีกัลยาณมิตร รู้จักประมาณตน
                - คนวิตกจริต ชอบคุยมาก ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
        เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่แน่นัก ถือว่าเป็นเรื่องตายตัวไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้อาศัยคุณธรรมชำระล้างได้
        ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติควรละเว้นสถานที่ หรือที่อยู่อันไม่เหมาะสมเสียด้วย เพราะการปฏิบัติกรรมฐานนั้น ถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดี ย่อมมีผลทำให้ประโยชน์ หรืออานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย หรือความปรารถนาของบุคคลนั้น
        สรุปได้ว่า การเจริญกรรมฐานนั้น มีรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตที่ เรียกว่า จริต ของผู้ปฏิบัติกรรมฐานเอง แต่จุดมุ่งหมายก็คือ ต้องการความหลุดพ้น การปฏิบัติกรรมฐานจึงเป็นอุบายที่จะทำสมาธิให้เกิดขึ้น และกำหนดอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น เช่น การกำหนดลมหายใจเข้า – ออก เป็นต้น
        ส่วนประโยชน์ของการที่เราได้เดินทางจากประเทศไทย มาสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ
        1. ได้เห็นบรรยากาศบ้านพี่เมืองน้องของไทย วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่
        2. ได้เห็นการแต่งกายของประชาชนชาวลาวที่นุ่งห่มผ้าซิ่นอันสวยงาม เรียบร้อย
        3. ได้เห็นการสื่อสารที่ใช้ภาษาลาวในการสื่อสารอันไพเราะอ่อนหวาน
    4. ได้เข้าชมสถานที่สำคัญทางประวัติของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร และวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พระธาตุหลวง หอพระแท่นพระแก้วมรกต เป็นต้น
 

นางสาวณัตธนาภรณ์  เข็มทอง

 

               
บรรณานุกรม
มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปิกฎภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525.
พระไตรปิฏกพร้อมอรรถกถาแปล. คัมภีร์อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร :     มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2534.
พระ พรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 23.     กรุงเทพมหานคร : เอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์, 2551.
พระเทพวิสุทธิกวี. คู่มือการบำเพ็ญกรรมฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย,     2542.
วศิน  อินทสระ. สาระสำคัญแห่งวิสุทธิมรรค. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : บรรณาคาร, 2544.
***************************************************