บุญขวัญข้าว ความกตัญญูที่สูงส่ง

          ข้าว เป็นอาหารหลักที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์และ มีค่าต่อการดำรงชีวิตวิถีของคนไทย ความอุดมสมบูรณ์ในประเทศไทย จนได้รับขนานนามว่า เป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีผู้ใดได้มาอาศัยยังแผ่นดินไทย จะไม่อดอยาก และข้าวถือว่าเป็นสินค้าส่งออกหลักที่สำคัญของประเทศไทย เป็นที่รู้จักอย่างแพร่ หลาย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ มีการจดสิทธิบัตรลิขสิทธิ์ขึ้นทะเบียน  นับตั้งแต่สมัยอดีต จนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่าคนไทยมีความผูกพันกับอาชีพการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวมาตลอด จากการศึกษาทางพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่า ต้นกำเนิดของศากยวงศ์มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรคือปลูกข้าว ในประเทศไทยเราช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีประเพณีหลวงคือ พิธีแรกนาขวัญ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำ ณ บริเวณท้องสนามหลวงของทุกปี


        ประเพณีนี้ได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน จากนั้นชาวบ้านจะมีการคัดเลือกพันธุ์ข้าวเพื่อนำมาปลูก ด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ การเตรียมแปลงดินทำเป็นคันนา ไถหว่าน ปลักต้นกล้า เมื่อข้าวเริ่มออกรวงก็จะมีการดูแลเป็นอย่างดี จนกระทั้งข้าวแก่เต็มจะเป็นที่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ชาวบ้านมีการลงแรงสามัคคีลงแขกเกี่ยวข้าว จากนั้นก็นำข้าวมานวดหรือตี ตากให้แห้ง ก่อนนำเก็บเข้ายุ้งฉางต่อไป ในช่วงนี้จะมีประเพณีการทำบุญขวัญข้าวและปรากฎในทุกภาคของประเทศไทย เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณที่ข้าวได้ล่อเลี้ยงมา ความกตัญญูที่มีต่อข้าวปัจจุบันประเพณีส่วนหนึ่งได้ถูก ความเจริญทางด้านวัตถุเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทำให้ประเพณีทำบุญขวัญข้าวบางพื้นที่ได้หายไป ข้าวจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเท่านั้นเพราะวัตถุนิยมอื่นไปเข้ามาแทนที่ การอนุรักษ์ประเพณีอันสูงส่งนี้จึงควรได้รับ การรักษาเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้ชนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญสืบทอดต่อไป

.png

 

ต้นกำเนิดและความสำคัญของข้าวที่ปรากฏในครั้งพุทธกาล
ในพระไตรปิฏก อัคคัญญสูตร ได้กล่าวถึงเรื่องการกำเนิดของโลกว่าด้วยการเกิดของข้าวสาลี ดั่งความว่า

“ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อเครือดินของสัตว์เหล่านั้นหายไปแล้วก็ปรากฏข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั้นนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าเขาพากันไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวชาเช้า ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็จะงอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นพวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง ในที่ที่ไม่ต้องไถ พากันรับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีเป็นอาหาร ดำรงมาได้นานแสนนาน” (สุ.ที. ๑๑/๑๒๔/๙๓-๙๔)”

แสดงให้เห็นว่าข้าวได้มีมาตั้งแต่การกำเนิดของมนุษย์คู่กันมานาน   ตระกูลแห่งศากยวงศ์ ของพระพุทธเจ้าของเรา จากการศึกษาพบว่ายังชีพด้วยเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นพระนามของเจ้านายในราชวงศ์โดยเฉพาะราชวงศ์ศากยะจะลงท้ายด้วยคำว่า “โอทนะ” เป็นส่วนใหญ่ เช่น สุทโธทนะ(ข้าวบริสุทธิ์) อมิโตทนะ(ข้าวนับไม่ถ้วน) โธโตทนะ(ข้าวขัดแล้ว) สุกโกทนะ(ข้าวขาว) www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?=50366. ในครั้งพุทธกาลมีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับข้าวเมื่อครั้งที่ฤดูทำนาพระเจ้าสุทโธทนะบิดาของ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้นำข้าราชบริพาร ทำพิธีแรกนา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เจ้าชายสิทธัตถะบรรลุฌานเป็นครั้งแรก เหตุการณ์ครั้งที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปรายาส ในข้าวมธุปรายาสนั้นประกอบด้วย การนำข้าวมากวนกับน้ำนมและเครื่องเทศถั่วงาเป็นต้น เป็นอาหารเมื่อแรกของมหาบุรุษ  พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่าการถวายอาหารมีอานิสงส์มากมีสองครั้งคือ ก่อนตรัสรู้จากนางสุชาดาและก่อนปรินิพานจากนายจุนทะ

ประเพณีทำบุญขวัญข้าวความกตัญญูที่สูงส่งของชาวไทยในฮีตสิบสองครองสิบสี่
ฮีตสิบสองฮีตสิบสองมาจากคำ ๒ คำ คือ ฮีต กับ สิบสองฮีตมาจากคำว่า จารีต หมายถึงสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีที่ดีงามชาวอีสาน เรียกว่า จาฮีต หรือฮีต สิบสอง หมายถึง เดือนทั้ง ๑๒ เดือนในหนึ่งปีฮีตสิบสอง จึงหมายถึงประเพณีที่ประชาชนชาวอีสานได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาในโอกาสต่างๆ ทั้งสิบสองเดือนในแต่ละปีประเพณีทั้งสิบสองเดือนที่ชาวอีสานถือปฏิบัติกันมานั้นล้วนเป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนในชุมชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กันเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงและเพื่อความสมานสามัคคีมีความรักใคร่กัน ของคนในท้องถิ่นซึ่งเป็นการสืบทอดสิ่งที่ดีงามมาจวบจนปัจจุบัน


ประเพณี - ฮีตสิบสอง ได้แก่
เดือนอ้าย(เดือนเจียง)-บุญเข้ากรรม บุญเข้ากรรมเป็นกิจกรรมของสงฆ์ เมื่อถึงเดือนอ้ายพระสงฆ์จะต้องเข้ากรรม ซึ่งเป็น พิธีที่เรียกว่าเข้าปริวาสกรรม" โดยให้พระภิกษุผู้ต้องอาบัติ(กระทำผิด) ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เพื่อเป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตนเอง และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระวินัย
เดือนยี่-บุญคูณลาน วิถีชีวิตในการยังชีพของคนไทยนั้น ต้องบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ดังนั้น ข้าวจึงผูกพันกับชีวิตคนไทยมานานนับหลายศตวรรษ ดั่งคำว่า “ข้าวคือชีวิต” คนไทยเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณ มีจิตวิญญาณ มีเทพธิดาชื่อว่า “แม่โพสพ” ประจำอยู่ในต้นข้าว แม่โพสพเป็นผู้คอยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ถ้าผู้ใดได้ทำพิธีตามคติความเชื่อและบูชากราบไหว้แม่โพสพแล้วจะทำให้ผู้นั้นร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ และข้าวสามารถให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ได้มนุษย์เราเป็นหนี้บุญคุณแม่โพสพ
เดือนสาม-บุญข้าวจี่ บุญข้าวจี่เป็นการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ
เดือนสี่-บุญผะเหวด (บุญพระเวสสันดรหรือบุญมหาชาติ) คำว่าผะเหวด เป็นสำเนียงของชาวอีสาน ที่มาแผลงมาจากคำว่า พระเวส ซึ่งหมายถึง พระเวสสันดร การทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญและฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรชาดกหรือเทศน์ มหาชาติซึ่งมีจำนวน ๑๓ กัณฑ์
เดือนห้า-บุญสงกรานต์ เป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมทำในเดือนห้าเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายนถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรก่อพระเจดีย์ทราย และมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานตลอดทั้ง๓วัน
เดือนหก-บุญบั้งไฟ เป็นงานสำคัญของชาวอีสานโดยจัดกันก่อนฤดูทำนา ด้วยความเชื่อว่าเป็นการขอฝนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าในนาข้าวอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข
เดือนเจ็ด-บุญซำฮะ ซำฮะ เป็นภาษาอีสานหมายถึง การทำความสะอาด เหมือนกับคำภาษาไทยกลางว่า ชำระ ประเพณีนี้เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีเป็นเสนียด
เดือนแปด-บุญเข้าพรรษา การเข้าพรรษาเป็นกิจของพระภิกษุสามเณรที่จะต้องอยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งตลอด๓เดือน ห้ามไปพักแรมคืนที่อื่น เนื่องจากฤดูนี้เป็นฤดูแห่งการเกษตรกรรม เพื่อไม่ต้องการให้พระภิกษุสามเณรไปเยียบย่ำพืชผลที่ชาวบ้านได้เพาะปลูกไว้
เดือนเก้า-บุญข้าวประดับดิน บุญข้าวประดับดินเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นวันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ ชาวบ้านจะพากันทำข้าวปลาอาหารคาวหวาน และข้าวต้มมัดพร้อมหมากพลูที่ห่อใส่ใบตองแล้ว นำไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ในบริเวณวัดและรอบๆบ้าน
เดือนสิบ-บุญข้าวสาก เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เป็นการทำบุญที่ต่อเนื่องจากพิธีบุญข้าวประดับดินในเดือน ๙ ชาวบ้านจะนำข้าวปลาและสิ่งของไปทำบุญที่วัดในตอนเช้า โดยนำห่อข้าวสาก(เหมือนกับห่อข้าวประดับดิน) ไปวางไว้บริเวณวัดพร้อมจุดเทียนและบอกให้ญาติมิตรผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มารับอาหารและผลบุญที่อุทิศ
เดือนสิบเอ็ด-บุญออกพรรษา บุญออกพรรษาจัดทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นการทำบุญที่สืบเนื่องมาจากบุญเข้าพรรษาในเดือน ๘ ที่พระภิกษุสามเณรได้เข้าพรรษา เป็นเวลานานถึง ๓  
เดือนสิบสอง-บุญกฐิน บุญกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาแล้ว เริ่มตั้งแต่ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน๑๒ ก่อนการทำบุญกฐินเจ้าภาพจะต้องจองวัดและกำหนดวันทอดกฐินล่วงหน้า มีการเตรียมผ้าไตรจีวรพร้อมเครื่องอัฐบริขารและเครื่องไทยทาน

ความกตัญญูและสำนึกในบุญคุณข้าว
ความกตัญญูและสำนึกในผู้มีคุณคือ ข้าวที่เราได้นำมาหล่อเลี้ยงร่างกาย จนสามารถทำกิจการหลาย ๆ อย่างในชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม บุญคุณที่ข้าวได้ให้มีต่อมนุษย์ทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนัก ควรกตัญญูกตเวทีตอบ สิ่งที่ควรแก่ความกตัญญูได้กล่าวในมงคลสูตรมี ๕ ประการได้แก่
๑. กตัญญูต่อบุคคล คือ ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงไร จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ้งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองที่ทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนัก ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเป็นพุทธมามกะสมชื่อ  ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ ๘๘ ได้กล่าวถึงความกตัญญูต่อบิดามารดาอันกุลบุตรพึงประพฤติปฏิบัติกล่าวคือ

[๑๙๙]  ดูก่อนคฤหบดีบุตร   มารดาบิดา  เป็นทิศเบื้องหน้า  อันบุตรธิดาพึงบำรุงด้วยสถาน ๕   คือ   ด้วยตั้งใจว่า   ท่านเลี้ยงเรามา   เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑      จักรับทำกิจของท่าน ๑  จักดำรงวงศ์ตระกูล ๑   จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑    เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว   ทำบุญอุทิศให้ท่าน ๑.

๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความกรุณาปรานี ไม่เฆี่ยนตีมันจนเหลือเกิน
๓. กตัญญูต่อสิ่งของ คือ ของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่นหนังสือ ธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่าไม้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ
๔. กตัญญูต่อบุญ คือ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ จะไปสวรรค์หรือกระทั่งไปพระนิพพานได้ก็ด้วยบุญ
๕. กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้ว่าร่างกายของเรานี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เราจะได้อาศัยใช้ในการทำความดีใช้ในการสร้างบุญกุศนานาประการเพื่อความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองต่อไปจึงทะนุถนอมดูแลร่างกายรักษาสุขภาพเป็นอย่างให้ดี   https://th.wikipedia.org/wiki  http://www.dhammajak.net/book-dhammaraksa/-13.html   ความกตัญญููในหลักทิศ ๖ เป็นต้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า  "บุคคลนั่งหรือนอนที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่ควรหักกิ่งต้นไม้นั้น ผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทราม"(พระไตรปิฏก ขุททกนิกาย ชาดก. ๒๘/๒๖)  พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระภิกษุตระหนักในความ กตัญญูรู้คุณว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้กตัญญูกตเวที และอุปการะแม้เพียงเล็กน้อยที่บุคคล อื่นกระทำในเราทั้งหลาย จักไม่เสื่อมสูญไปเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้” (พระไตรปิฎกไทย เล่มที่1๑๖ข้อที่๒๓๔ หน้าที่๓๒๔) “ภิกษุทั้งหลาย คุณธรรมข้อนี้คือกตัญญูกตเวทิตา การรู้จักตอบแทนคุณเป็นภูมิธรรมของคนดี” (พระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๓๓ หน้า ๖๑)

คุณแห่งข้าวเปรียบเสมือนผู้ให้ร่มเงา ได้อาศัยหล่อเลี้ยงกายมา การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี “บุญขวัญข้าว” จึงเป็นการระลึกถึงคุณแห่งข้าว ด้วยการตอบแทนคือ รู้จักอุปโภคบริโภค พอประมาณ รู้จักการเอื้อเฟื้อต่อกันด้วยการแบ่งปันข้าว ปลาอาหารที่มีอยู่ ด้วยการประพฤติปฏิบัติต่อผู้มีคุณทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ทำให้เราได้รับความสุขสบาย ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที เมื่ออู่ข้าวอู่น้ำให้เรามาก็ควรเป็นผู้ให้ต่อ ๆ ไป เพื่อประโยชน์สุขต่อตนเองและสังคมสืบไป

 

รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล
นักศึกษาปริญญาเอก พุทธศาสน์ศึกษา
รหัส ๕๘๓๐๑๕๐๑๓๒๐๑๓

แหล่งที่มาของข้อมูล
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒  หน้าที่ ๘๘
พระไตรปิฏก ขุททกนิกาย ชาดก. ๒๘/๒๖ /.  อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต  ปุตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา ๒๕๓๐ (สุ.ที. ๑๑/๑๒๔/๙๓-๙๔)
พระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๑๖ข้อที่๒๓๔ หน้าที่๓๒๔.
พระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๓๓ หน้า ๖๑
อินเตอร์เน็ต
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?=50366.
http://www.dhammajak.net/book-dhammaraksa/-13.html
https://th.wikipedia.org/wiki