พุทธทำนายกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

พุทธทำนายกับเหตุการณ์ปัจจุบัน

พุทธทำนายความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล
พุทธทำนายเป็นเรื่องราวพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ เมื่อประมาณสองพันกว่าปี เนื้อความดังปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถามหาสุปินชาดก ทรงปรารภต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล เหตุที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินแปลกประหลาดถึง ๑๖ เรื่องทรงหวั่นจะเกิดเหตุเภทภัยแก่ราชสมบัติ พระบรมวงศานุวงศ์ บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ เมื่อสดับรับฟังพุทธทำนายจากพระพุทธเจ้าแล้วก็คลายความวิตกที่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ไม่มีเหตุร้ายแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลและบรมวงศานุวงศ์ บ้านเมืองและราษฎรแต่อย่างใด ความฝันเหล่านั้นเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในยุคสมัยที่พระพุทธศาสนาได้เสื่อมลง ในยุคที่พุทธบริษัททั้ง ๔ ประพฤติปฏิบัติย่อหย่อนทางพระธรรมวินัย มีการบิดเบือนคำสอน ผู้ปกครองผู้นำและชนทุกหมู่เหล่าไม่ตั้งมั่นในธรรม ทำให้เกิดความแปรปรวนทางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติไม่สมดุลกัน ความเป็นอยู่ในหลาย ๆ ด้านได้รับความเดือนร้อนซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทยปัจจุบัน โดยแยกสภาพปัญหาเป็น ๔ ด้านดังต่อไปนี้


ด้านสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (ข้อที่ ๑ และ ข้อที่ ๑๐)
พุทธทำนายข้อที่ ๑
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นสุบินข้อ ๑ อย่างนี้ก่อนว่า โคผู้สีเหมือนดอกอัญชัน ๔ ตัว ต่างคิดว่าจักชนกัน พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจากทิศทั้ง ๔ เมื่อมหาชนประชุมกันคิดว่า พวกเราจักดูโคชนกัน ต่างแสดงท่าทางจะชนกัน บรรลือเสียงคำรามลั่น แล้วไม่ชนกัน ต่างถอยออกไป หม่อมฉันเห็นสุบินนี้เป็นปฐม อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินข้อนี้ จักไม่มีในชั่วรัชกาลของมหาบพิตร ในชั่วศาสนาของตถาคต แต่ในอนาคต เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้กำพร้า ผู้มิได้ครองราชย์โดยธรรม และในกาลของหมู่มนุษย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อกุศลธรรมลดน้อยถอยลง อกุศลธรรมหนาแน่นขึ้น ในกาลที่โลกเสื่อม ฝนจักแล้ง และตีนเมฆจักขาด ข้าวกล้าจักแห้ง ทุพภิกขภัยจักเกิด เมฆทั้งหลายตั้งขึ้นจากทิศทั้ง ๔ เหมือนจะย้อยเม็ด พอพวกผู้หญิงรีบเก็บข้าวเปลือก เป็นต้น ที่เอาออกผึ่งแดดไว้เข้าภายในร่ม เพราะกลัวจะเปียก เมื่อพวกผู้ชายต่างถือจอบถือตะกร้าพากันออกไป เพื่อจะก่อคันกั้นน้ำ ก็ตั้งเค้าจะตก ครางกระหึ่ม ฟ้าแลบ แล้วก็ไม่ตกเลย ลอยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แล้วไม่ชนกันฉะนั้น
นี้เป็นผลของสุบินนั้น แต่ไม่มีอันตรายไร ๆ แก่มหาบพิตร เพราะเรื่องนั้นเป็นปัจจัย มหาบพิตรเห็นสุบินนี้ ปรารภอนาคต ฝ่ายพวกพราหมณ์อาศัยการเลี้ยงชีวิตของตน จึงทำนายดังนี้
หมายเหตุ จะเห็นได้ว่าเรื่องการที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำท่าว่าจะตกแล้วไม่ตกนั้น ก็เริ่มมีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน

ในที่สุด เมื่อทั้งชนชั้นผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป พากันละเลยศีลธรรม ทำให้เกิดผลกระทบกับธรรมชาติ คือเกิดการวิปริตผิดธรรมชาติ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมฆฝนจะขาดหายไป ส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป พืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมทั้งผลหมากรากไม้เหี่ยวแห้งล้มตายไป ทำให้เกิดทุพภิกขภัย ขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำ เพื่อการบริโภคใช้สอย เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น การขาดแคลนน้ำ ทำให้ไม่สามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรได้ ระบบเศรษฐกิจทั่วไปตกต่ำ สินค้ามีราคาสูงขึ้น การค้าขายไม่รุ่งเรืองผู้คนต่างมีความเป็นอยู่ที่อดอยากแร้นแค้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของมนุษย์นั่นเอง หาใช่เกิดจากธรรมชาติไม่ จึงต้องใคร่ครวญให้ดี
นอกจากจะเกิดการวิปริตผิดธรรมชาติแล้ว ทำให้ระบบสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับประเทศ หรือระดับโลก ต่างก็ใช้อำนาจทางการเมือง ตลอดจนเทคโนโลยีที่ตนมีเหนือกว่าเข้าครอบงำผู้ที่อ่อนแอกว่า พยายามแสดงให้เห็นว่าตนมีอำนาจในการที่จะทำอะไรก็ได้ เพื่อให้ประเทศที่อ่อนแอกว่ายอมจำนน และยินยอมปฏิบัติตามความต้องการของประเทศมหาอำนาจ ทั้งนี้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจที่ใหญ่ ๆ และในอนาคตบางประเทศที่เป็นมหาอำนาจพยายามใช้สื่อโฆษณาว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรม ทำให้แต่ละประเทศมุ่งที่จะสร้างภาพพจน์ให้ตนเอง เพื่อหวังผลประโยชน์ในเชิงแอบแฝง ในการสร้างอาณาจักรความยิ่งใหญ่แผ่ไปทั่วทุกทิศ
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑ จักบังเกิดขึ้นในสมัยที่ผู้คนมีจิตใจตกต่ำห่างเหินจากศีลธรรม พากันละทิ้งหลักศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของมนุษย์ โดยเฉพาะชนชั้นผู้ปกครองที่เป็นใหญ่ในบ้านเมืองมักใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร และไม่ถูกหลักศีลธรรม แสดงอำนาจบาตรใหญ่ อาศัยความได้เปรียบ กดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบตักตวงเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องบริวารญาติมิตร โดยมิได้คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม และไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรมที่ถูกต้องแล้ว เป็นเหตุให้ประชาชนพากันเอาอย่าง มีความเห็นแก่ตัว ยึดผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เพื่อความอยู่รอดจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา แม้จะผิดหลักศีลธรรมก็ตาม จ้องแต่จะคิดทุจริตคอรัปชั่นคดโกง และปฏิบัติหน้าที่ไปในทางทุจริตคิดมิชอบ ความคิดที่จะเอาแต่ได้จะสั่งสมอยู่ในจิตสันดานของแต่ละคน ทำให้จิตใจเกิดความลุ่มหลงในอำนาจและวัตถุโดยไม่เห็นแก่ความเป็นมนุษย์ ต่างก็ยื้อแย่งคดโกงเอาตามใจชอบ
พุทธทำนายข้อที่ ๑๐
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นข้าวสุก ที่คนหุงในหม้อใบเดียวกันแท้ ๆ แต่หาสุกทั่วกันไม่ เป็นเหมือนผู้หุงตรวจดูแล้วว่าไม่สุก เลยแยกกันไว้เป็น ๓ อย่าง คือ ข้าวหนึ่งแฉะ ข้าวหนึ่งดิบ ข้าวหนึ่งสุกดี นี้เป็นสุบินที่ ๑๐ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลายจักไม่ดำรงในธรรม เมื่อพระราชาเหล่านั้นไม่ดำรงในธรรมแล้ว ข้าราชการก็ดี พราหมณ์และคฤหบดีก็ดี ชาวนิคม ชาวชนบทก็ดี รวมถึงมนุษย์ทั้งหมด นับแต่สมณะและพราหมณ์ จักพากันไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้เทวดาทั้งหลายก็จักไม่ทรงธรรม ในรัชกาลแห่งอธัมมิกราชทั้งหลาย ลมทั้งหลายจักพัดไม่สม่ำเสมอ พัดแรงจัด ทำให้วิมานในอากาศของเทวดาสั่นสะเทือน เมื่อวิมานเหล่านั้นถูกลมพัดสั่นสะเทือน ฝูงเทวดาก็พากันโกรธ แล้วจักไม่ให้ฝนตก ถึงจะตกก็จะไม่ตกกระหน่ำทั่วแว่นแคว้น มิฉะนั้น จักไม่ตกให้เป็นอุปการะแก่การใด การหว่านในที่ทั้งปวงจักไม่ตกกระหน่ำทั่วถึง แม้ในชนบท แม้ในบ้าน แม้ในตระพังแห่งหนึ่ง แม้ในสระลูกหนึ่ง เหมือนกันกับในแคว้นฉะนั้น เมื่อตกตอนเหนือของตระพัง ก็จักไม่ตกในตอนใต้ เมื่อตกในตอนใต้ จักไม่ตกในตอนเหนือ ข้าวกล้าในตอนหนึ่งจักเสียเพราะฝนชุก เมื่อฝนไม่ตกในส่วนหนึ่ง ข้าวกล้าจักเหี่ยวแห้ง เมื่อฝนตกดีในส่วนหนึ่ง ข้าวกล้าจักสมบูรณ์ ข้าวกล้าที่หว่านแล้วในขอบขัณฑสีมาของพระราชาพระองค์เดียวกัน จักเป็น ๓ สถาน ด้วยประการฉะนี้ เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวมีผลเป็น ๓ อย่างฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ จะยังไม่มีแก่มหาบพิตร
สภาพการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นเสมือนปรากฏการณ์แบบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องกัน เมื่อผู้ปกครองซึ่งมีหน้าที่ราชการบริหารบ้านเมืองขาดมโนสำนึกทางจริยธรรม ปราศจากหิริและโอตตัปปะคือความละอายใจในการทำความชั่วทุกอย่าง และความเกรงกลัวต่อการทุจริตคิดชั่วนั้น ตลอดถึงไม่คำนึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เอง ผู้คนต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มือใครยาวสาวได้สาวเอา ภาวะเสื่อมทรามทางศีลธรรมจริยธรรมได้แพร่หลายไปยังชนทุกหมู่เหล่า จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกลงไปไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปได้
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ได้ถูกทำลายลงทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว การเกิดสึนามิ ไฟป่าและน้ำท่วมทั้งในและนอกประเทศ จากความไม่สมดุลทางธรรมชาติ การแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตรเป็นวงกว้างได้รับความเดือดร้อนทั้งคนและสัตว์ ตามหลักพุทธทำนายได้กล่าวไว้สาเหตุการเกิดภัยทางธรรมชาติมาจากพุทธบริษัทไม่ตั้งในธรรม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีการทดแทนทรัพยากรที่สูญหายไป เป็นสังคมแข่งขันด้านวัตถุมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ ส่งผลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง พืชพันธุ์ไดรับความเสียหาย คนในสังคมอยู่อย่างฝืดเคืองและได้รับความเดือดร้อน
ปัจจุบันทัศนะโลกของเราในยุคปัจจุบัน (อนาคตด้วย) ธรรมชาติทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีความแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ลม ดิน ฟ้า อากาศหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่พร้อมจะเกิดขึ้นและสามารถนำภัยพิบัติต่าง ๆ มาสู่มนุษย์โดยไม่อาจเลี่ยงได้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่ทุกคนควรดูแลรักษาธรรมชาติ ไม่ทำลายธรรมชาติเพราะความอยากในรูปแบบต่าง ๆ
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๐ นั้น ในกาลภายหน้าพระราคาทั้งหลายจักไม่ตั้งอยู่ ในทศพิธราชธรรม กล่าวคือคุณธรรมของพระราชา ๑๐ ประการ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนแรก ๆ เมื่อพระราชาเหล่านั้นไม่ทรงดำรงอยู่ในธรรมแล้ว ข้าราชการก็ดี สมณพราหมณ์ก็ดี แม้กระทั่งชาวชนบทคามนิคมธรรมดาทั่ว ๆ ไปก็จักพากันละเลยหลักศีลธรรม คิดทำอะไรได้นึกถึงคุณธรรมและมนุษยธรรมที่มนุษย์พึงมีต่อกัน อาศัยพวกพ้องบริวาร หรืออำนาจบาตรใหญ่ ทำการบีบคั้นเบียดเบียนแย่งชิงเอาจากผู้ที่อ่อนแอกว่าทั้งทางด้านอำนาจ และกำลังทำให้ชนชั้นต่ำต้องถูกกดขี่ข่มเหงตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ตลอดเวลา
ด้านจริยธรรม (ข้อที่ ๒, ๓, ๖, ๗ และข้อที่ ๑๔)
พุทธทำนายข้อที่ ๒
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นสุบินข้อที่ ๒ อย่างนี้ว่า ต้นไม้เล็ก ๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิดอกออกผลไปตาม ๆ กัน นี้เป็นสุบินข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันได้เห็น อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ ก็จักมีในกาลที่โลกเสื่อม เวลามนุษย์มีอายุน้อย ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายในอนาคตจักมีราคะกล้า กุมารีมีวัยยังไม่สมบูรณ์ จักสมสู่กะบุรุษอื่น เป็นหญิงมีระดู มีครรภ์ พากันจำเริญด้วยบุตรและธิดา ความที่กุมารีเหล่านั้นมีระดู เปรียบเหมือนต้นไม้เล็ก ๆ มีดอก กุมารีเหล่านั้น จำเริญด้วยบุตรและธิดา ก็เหมือนต้นไม้เล็ก ๆ มีผล ภัยแม้มีนิมิตนี้เป็นเหตุ ไม่มีแก่มหาบพิตรดอก

พฤติกรรมในเรื่องเพศเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนติดใจหลงใหลในกามคุณโดยผ่านสิ่งยั่วยุตามสื่อต่าง ๆ มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป คอยกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดตัณหาความใคร่ กล่าวคือถ้าอยากได้อะไรก็จะมุ่งแสวงหาเอาให้ได้ ยิ่งในสังคมเมืองด้วยแล้ว สิ่งที่ยั่วยุกิเลสตัณหาและเป็นอันตรายต่อเยาวชนมีมากมายหลายสถาน ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อสังคม และศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์ เมื่อแต่ละคนในสังคมต่างละเลยศีลธรรมมีผลทำให้สภาพทางสังคมเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้าย เรียกได้ว่ายิ่งมีความเจริญ จิตใจก็ยิ่งเสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ ตามตัวบทที่กล่าวว่ามนุษย์ในอนาคตจักมีราคะกล้า กุมารีเด็กหญิงผู้ยังมีวัยโตไม่เต็มที่จักมีพฤติกรรมเสพสม อภิรมย์กับบุรุษอื่น เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ยังเล็ก ๆ แต่กลับผลิดอกออกผล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไป แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมยุคปัจจุบันนี้
ปัญหาที่เกิดขึ้นจนลุกลามไปถึงกลุ่มเยาวชนจึงเป็นผลมาจากเรื่อง การขาดศีลธรรม จริยธรรม และส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพราะผู้ใหญ่คือกระจกสะท้อนภาพที่เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน เมื่อผู้ใหญ่เป็นคนดี เยาวชนก็จะถือเอาเป็นแบบอย่าง
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๒ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมความประพฤติของมนุษย์ในการวางตัว ระวังใจในเรื่องรักใคร่หรือทางกามารมณ์ ในอนาคตกาล ภายภาคหน้า ผู้คนในสังคมจะถูกย้อมหรือกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดกามารมณ์ยินดีฝักใฝ่แต่ในเรื่องเกี่ยวกับเพศ โดยเฉพาะเยาวชนไม่ว่าหญิงหรือชาย ต่างก็ถูกอิทธิพลของสังคมที่มีแต่ความเสื่อมทราม สถานบันเทิงเริงรมย์ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และในท่ามกลางกระแสการนิยมหลงใหลในเรื่องวัฒนธรรมของต่างชาติตะวันตก ทำให้เยาวชนของชาติ ซึ่งเป็นความหวังของพ่อแม่และประเทศชาติ ไม่ทำตามหน้าที่ในการศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ ก็มีอิทธิพลต่อเยาวชนเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พลอยทำให้ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะเยาวชน มีพฤติกรรมหลงใหลในวัตถุนิยม ความมัวเมาและการรับรู้ทางสื่อต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องกระตุ้นในยุคปัจจุบัน ความฟุ้งเฟ้อในสิ่งแปลกใหม่ เต็มไปด้วยราคะจริตไร้ยางอาย ไม่มีความสำนึกในการเป็นเยาวชนที่ดี
พุทธทำนายข้อที่ ๓
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิดในวันนั้น นี้เป็นสุบินข้อที่ ๓ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินนั้น พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร แม้ผลของสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคตเหมือนกัน จักมีผลในเวลาที่มนุษย์ทั้งหลาย พากันละทิ้งเชษฐาปจายิกกรรม คือความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เพราะในอนาคต ฝูงสัตว์จักมิได้ตั้งไว้ซึ่งความยำเกรงในมารดาบิดา หรือในแม่ยายพ่อตา ต่างแสวงหาทรัพย์สินด้วยตนเองทั้งนั้น เมื่อปรารถนาจะให้ของกินของใช้แก่คนแก่ ๆ ก็ให้ ไม่ปรารถนาจะให้ก็ไม่ให้ คนแก่ๆ พากันหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนเองก็ไม่ได้ ต้องง้อพวกเด็กๆ เลี้ยงชีพ เป็นเหมือนแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมลูกโคที่เกิดในวันนั้น แม้ภัยมีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ไม่มีแก่มหาบพิตร
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนา ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของมวลมนุษย์ ส่งผลทำให้ผู้คนมีพฤติกรรมตอบสนองความคิดดังกล่าว เพื่อตอบสนองความต้องการเพื่อให้บรรลุอุดมคติบริโภคนิยม ที่สามารถตอบสนองความสุขและความปรารถนาของปัจเจกบุคคล ดังนั้นมนุษย์ทุกคนต่างพากันมุ่งแสวงหา พยายามทุกวิถีทางในอันที่จะให้ประสบกับความสุขและสมปรารถนาดังกล่าวได้ แม้จะลำบากยากเข็ญ หรือมีปัญหาอุปสรรค อะไรก็ตามแต่ ไม่ย่อท้อ พยายามไขว่ค้าหามาใส่ตัวจนสำเร็จในที่สุด ในการที่จะได้มานั้น เป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด ต่างถือเอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ถืออำนาจบาตรใหญ่ของตนกดขี่รีดนาทาเร้นเอากับคนที่ไม่มีทางสู้ ดังนั้นคนจนจึงตกเป็นเบี้ยล่างให้กับคนที่มียศตำแหน่งและฐานะสูงส่ง ผู้ที่มีกำลังอ่อนแอกว่าจะถูกมองข้ามและถูกทำลายไปด้วยกระบวนการดังกล่าว
เมื่อแนวความคิดดังกล่าวแพร่ขยายไปในสังคมไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใดก็ตามแต่ ย่อมทำให้ผลกระทบต่อสัมพันธภาพ ทางสังคมตลอดถึงระบบคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามของสังคม เช่น การศึกษาที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกชนมุ่งแสวงหาคุณค่าให้แก่ตัวเอง ต่างฉกฉวยแย่งชิงเอาผลประโยชน์ เพื่อตนเองและพวกพ้อง ทำให้มองข้ามคุณค่าแห่งความเป็นคนของคนอื่น ความหยิ่งผยองมั่นใจในตัวเอง จนละเลยผู้ที่ให้กำเนิดเรามา
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๓ นั้น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นทุกข์ประการหนึ่งของสังคม เป็นสภาพที่สังคมไม่พึงปรารถนา เพราะหลักพระพุทธศาสนาถือว่าความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีอุปการคุณ เป็นเครื่องหมายแห่งคนดี เป็นการแสดงถึงความเป็นคนที่สมบูรณ์ พ่อแม่เป็นผู้ที่ให้กำเนิดเรามา จากนั้นก็ฟูมฟักเลี้ยงดู ดูแลรักษาให้เราเจริญเติบโต และสั่งสอนบอกศิลปวิทยาการต่าง ๆ ให้แก่ลูก ๆ มีความรักใคร่เอ็นดูกับลูกทุกคน แม้เวลาที่ลูกถือปฏิสนธิในท้อง พ่อและแม่ก็เฝ้าทะนุถนอมอย่างดี ดังคำโบราณว่า ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าท่านมีบุญคุณกับเรามากมายแค่ไหน โดยเฉพาะคนเราในสมัยนี้ ไม่มีความสำนึกในพระคุณของท่าน และพ่อแม่ว่าลูกไม่ได้ เตือนก็ไม่ฟัง ถือว่าตัวเองเป็นคนสมัยใหม่ เห็นว่าพ่อแม่เป็นคนโบราณคร่ำครึ ในสมัยก่อนบรรดาลูก ๆ จะอยู่กับพ่อแม่ จนมีเหย้าเรือน แต่งงาน หรือได้ทำการทำงาน ก็จะแยกออกไปทำงานตามที่ได้เล่าเรียนมา ทำให้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกพากันลืมพ่อแม่
พุทธทำนายข้อที่ ๖
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นมหาชนขัดถูถาดทองราคาตั้งแสนกระษาปณ์ แล้วพากันนำไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง ด้วยคำว่า เชิญท่านเยี่ยวใส่ในถาดทองนี้เถิด หมาจิ้งจอกแก่นั้นก็ถ่ายปัสสาวะใส่ในถาดทองนั้น นี้เป็นสุบินข้อที่ ๖ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินนี้ก็จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่า ในกาลภายหน้า พวกพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงรังเกียจกุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเสีย แล้วไม่พระราชทานยศให้ จักพระราชทานให้แก่คนที่ไม่มีสกุลเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ สกุลใหญ่ๆ จักพากันตกยาก สกุลเลว ๆ จักพากันเป็นใหญ่ ก็เมื่อพวกมีสกุลเหล่านั้น ไม่อาจเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักคิดว่า เราต้องอาศัยพวกเหล่านี้เลี้ยงชีวิตสืบไป แล้วก็พากันยกธิดาให้แก่ผู้ไม่มีสกุล การอยู่ร่วมกับคนพวกไม่มีสกุลของกุลธิดาเหล่านั้น ก็จักเป็นเช่นเดียวกับถาดทองรองเยี่ยวหมาจิ้งจอก ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตร
เหตุการณ์ดังนี้เมื่อพวกคนพาลสันดานหยาบ มียศตำแหน่งแล้ว พวกนักปราชญ์ ราชบัณฑิต หรือผู้ที่เคยมีอำนาจวาสนาก็ตกอับไม่มีอำนาจในการปกครองบริหารบ้านเมือง จะถูกข่มเหงบังคับให้ทำตามที่ผู้มีอำนาจพึงพอใจ และประสบความลำบากในการดำรงชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คอยแต่ประจบประแจง งอนง้อพวกไม่มีชาติสกุลรุนชาติเหล่านั้น และถึงกับต้องยอมสละยกบุตรธิดาของตนให้สมสู่กับพวกเขาเหล่านั้น ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง การที่ทำเช่นนี้เอง เหมือนกับการขัดสีถาดทองให้สุนัขเยี่ยวราด เพราะบุตรธิดาถือว่าเป็นสมบัติที่มีคุณค่าแห่งตระกูล บ่งบอกถึงวรรณะแห่งชนชั้นได้เป็นอย่างดี กลับไปมอบให้แก่ผู้มีอำนาจซึ่งมีชาติกำเนิดต่ำต้อยเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๖ คือ ผู้ดีมีสกุลเหล่านั้นต้องตกระกำลำบาก ความเป็นอยู่ตกอับอัตคัดขัดสน แต่พวกที่ไม่มีตระกูลกลับมีความเป็นอยู่สุขสบายเสวยสุขแทน ทำให้ผู้ดีซึ่งเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตจำต้องงอนง้อ นอบน้อมต่อผู้ที่ไม่มีสกุลรุนชาติ จึงเป็นใหญ่ ต้องคอยประจบประแจงสอพลอ เพื่อให้คนเหล่านั้นเห็นใจ คนเหล่านั้น เมื่อถือว่า ตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ ก็ทำการบีบบังคับข่มเหง อยากได้อะไรก็ทำตามใจชอบ โดยไม่มีคุณธรรมในจิตใจ ส่วนพวกผู้ดีแม้กระทั่งทรัพย์สมบัติ หรือแม้กระทั่งบุตรธิดาของตนก็ยอมยกให้กับผู้ไม่มีตระกูล แต่มีอำนาจวาสนาเหล่านั้น
พุทธทำนายข้อที่ ๗
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นอย่างนี้ บุรุษผู้หนึ่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั่ง กัดกินเชือกนั้น เขาไม่ได้รู้เลยทีเดียว นี้เป็นสุบินข้อที่ ๗ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ ก็จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า หมู่สตรีจักพากันเหลาะแหละโลเลในบุรุษ ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว ชอบเที่ยวเตร่ตามถนนหนทาง เห็นแก่อามิส เป็นหญิงทุศีล มีความประพฤติชั่วช้า พวกนางจักกลุ้มรุมกันแย่งเอาทรัพย์ที่สามีทำงาน มีกสิกรรม และโครักขกรรมเป็นต้น สั่งสมไว้ด้วยยาก ลำบากลำเค็ญ เอาไปซื้อสุราดื่มกับชายชู้ ซื้อดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ มาแต่งตน คอยสอดส่องมองหาชู้ โดยส่วนบนของบ้านที่มิดชิดบ้าง โดยที่ซึ่งลับตาบ้าง แม้ข้าวเปลือกที่เตรียมไว้สำหรับหว่านในวันรุ่งขึ้น ก็เอาไปซ้อม จัดทำเป็นข้าวต้ม ข้าวสวย และของเคี้ยวเป็นต้น มากินกัน เป็นเหมือนนางหมาจิ้งจอกโซ ที่นอนใต้ตั่ง คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นแล้ว หย่อนลงไว้ใกล้ ๆ เท้าฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร
สตรีจะหลงลืมหน้าที่ของ “ภรรยา” ไม่รู้จักงานบ้านงานเรือน สิ่งไหนที่เป็นจารีตประเพณีที่เคยประพฤติปฏิบัติมาก็จะถูกลืมจนหมดสิ้น สตรีจะคบชู้สู่ชายและยึดถือค่านิยมผิด ๆ บุรุษเองก็ทำนองเดียวกัน จะหลงลืมหน้าที่ของสามี ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า ขาดหลักธรรมในการครองชีวิต ทรัพย์สมบัติที่หามาได้ก็จะนำไปปรนเปรอตนเองด้วยสุราและนารีอื่น ต่างฝ่ายต่างถูกกิเลสตัณหาเข้าครอบงำ คิดนอกใจกันและกันจนทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวแตกแยก ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอีกมากมาย
การที่พวกสตรีมีพฤติกรรมเช่นนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ความเสื่อมโทรมของวัฒนธรรมอันดี ที่บรรพบุรุษได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนานได้สูญหายไปแล้ว และโดยเฉพาะในตัวบทกล่าวถึงการที่พวกสตรีนำเอาทรัพย์สินของสามีที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงเล่ห์กลของสตรีที่เรียกกันว่า อิตถีมายา จะมีมากขึ้นจนทำให้ฝ่ายสามีหลงใหลไม่คิดหวาดระแวงในพฤติกรรมของภรรยา พยายามขวนขวายหาทรัพย์มาบำรุงบำเรอมิให้ขาดตกบกพร่อง และการที่ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้านเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามีทำให้มิสามารถล่วงรู้ถึงพฤติกรรมได้ตลอด ความซับซ้อนดังกล่าวอาจทำให้สามีไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีหรือชั่วได้ คิดอยู่อย่างเดียวคือจะมีช่องทางไหนที่จะหาทรัพย์มาได้
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๗ กล่าวไว้ว่าด้วยหลักในการประพฤติตนสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในตัวบทกล่าวถึงในอนาคตกาล บรรดาสตรีทั้งหลายจักมีจิตใจเหลาะแหละโลเลในเพศชาย ลุ่มหลงในอบายมุขไม่สนใจกิจการบ้านเรือนซึ่งเป็นหน้าที่ของภรรยาโดยตรง ชอบเข้าสังคมแสวงหาความสุขสำราญในที่ต่าง ๆ เห็นแก่วัตถุเงินทองเป็นใหญ่ ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปกรรม จักพากันนำเอาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ด้วยความยากลำบาก ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำกว่าจะได้มา นำไปใช้จ่ายในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น นำไปซื้อสุรายาเมาดื่มกินกับชายชู้ หรือหาซื้อเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายที่มีราคาแพงอย่างฟุ่มเฟือย สตรีเหล่านั้นพากันหลงในโลกามิส ยอมทำทุกอย่างที่จะให้ได้เงินมาเพื่อบำรุงบำเรอตนและชายชู้ แม้กระทั่งข้าวเปลือกซึ่งตระเตรียมไว้สำหรับหว่านในวันพรุ่งนี้ ก็จัดการนำมาหุงต้มกินเสียจนหมด
พุทธทำนายข้อที่ ๑๔
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นฝูงเขียดตัวเล็ก ๆ ขนาดดอกมะซาง วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ ๆ กัดเนื้อขาดเหมือนตัดก้านบัวแล้วกลืนกิน นี้เป็นสุบินข้อที่ ๑๔ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งแม้สุบินข้อนี้ ก็จักมีในอนาคต ในเมื่อโลกเสื่อมโทรมดุจกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พวกมนุษย์จะมีราคะจริตแรงกล้า ชาติชั่ว ปล่อยตัวปล่อยใจ ตามอำนาจของกิเลส จักต้องเป็นไปในอำนาจแห่งภรรยาเด็ก ๆ ของตน ผู้คนมีทาสและกรรมกรเป็นต้นก็ดี สัตว์พาหนะมีโคกระบือเป็นต้นก็ดี เงินทองก็ดี บรรดามีในเรือนทุกอย่าง จักต้องอยู่ในครอบครองของพวกนางทั้งนั้น เมื่อพวกสามีถามถึงเงินทองโน้น ๆ ว่าอยู่ที่ไหน หรือถามถึงจำนวนสิ่งของว่ามีที่ไหนก็ดี พวกนางจักพากันตอบว่า มันจะอยู่ที่ไหน ๆ ก็ช่างเถิด กงการอะไรที่ท่านจะตรวจตราเล่า ท่านเกิดอยากรู้สิ่งที่มีอยู่ และไม่มีอยู่ในเรือนของเราละหรือ แล้วจักด่าด้วยประการต่าง ๆ ทิ่มตำเอาด้วยหอกคือปาก กดไว้ในอำนาจดังทาสและคนรับใช้ ดำรงความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของตนไว้สืบไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นเหมือนเวลาที่ฝูงเขียดขนาดดอกมะซาง พากันขยอกกินฝูงงูเห่า ซึ่งมีพิษแล่นเร็วฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็จักไม่มีแก่มหาบพิตรดอก

โดยปกติ สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลูกฝังและสั่งสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว แต่สิ่งที่พบเห็นทุกวันนี้กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นหญิงไทยใจกล้าท้าโชว์ถึงเพียงนี้ ถ้าจะว่ากันในเชิงจิตวิทยา นักจิตวิทยา ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม เคยวิเคราะห์และแจกแจงไว้ว่า อาจมาจาก ๔ ปัจจัยคือ ปัจจัยที่ ๑ ผู้หญิงไทยมีโลกทัศน์กล้าขึ้น เปิดตัวสู่โลกมากขึ้น โดยมองว่าการแสดงออกในเรื่องเหล่านี้เป็นการหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ขุมเหงในเรื่องเพศจากผู้ชายที่เคยมีมาในอดีต ปัจจัยที่ ๒ ความต้องการอยากโชว์เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อหญิงไทยมีความกล้ามากขึ้น รูปแบบและวิธีการที่ใช้ก็ย่อมหลากหลายขึ้น เช่น ทำให้ใหญ่ขึ้น ก็มักจะเกิดค่านิยมว่าต้องโชว์ให้ผู้ชายรู้เห็น ปัจจัยที่ ๓ ลัทธิอยากเด่นอยากดัง เมื่อผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองมีของดีในร่างกายก็อยากอวดให้คนอื่นได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่าง จุดสงวน เพื่อกระตุ้นและเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะจากเพศชาย ปัจจัยที่ ๔ ผู้หญิงสมัยใหม่ฉลาดขึ้นในเรื่องเพศ รู้จุดอ่อนของเพศชายที่อารมณ์ทางเพศพุ่งเร็ว จึงสามารถนำเรือนร่างมาใช้หาผลประโยชน์หรือให้ต่อรองผลประโยชน์จากผู้ชายมากขึ้นกว่าเดิม
ในสมัยโบราณผู้ชายถือว่าเป็นช้างเท้าหน้า มีหน้าที่แสวงหาทรัพย์สินเงินทองมาเพื่อเจือจุนครอบครัว รวมทั้งบิดามารดาให้อยู่สุขสบาย แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ มีผู้หญิงเก่ง ๆ มากมาย ที่ทำการงานในหน้าที่ต่าง ๆ กัน บางครอบครัวภรรยามียศตำแหน่งใหญ่โตกว่าสามีมาก ทำให้บางคราวทำอะไรเกินหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่แยกแยะระหว่างเรื่องครอบครัวกับหน้าที่การงาน จึงทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัวขึ้นได้ เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากแต่ละฝ่ายมีความเข้าอกเข้าใจกัน แบ่งกันทำหน้าที่ในตามฐานะ ชีวิตครอบครัวก็จะมีความสุขด้วยประการทั้งปวง
สังคมไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะวิกฤติทางสังคม ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ ปัญหาการทำแท้ง การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของเด็กวัยรุ่น การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (เอดส์) เป็นต้น สืบเนื่องมาจากการรับเทคโนโลยีสมัยใหม่และวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาโดยไม่พิจารณาคำนึงถึงความเหมาะสมกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงามดั่งเดิมของไทย ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรหรือการเปลี่ยนชีวิตคู่กลายเป็นสังคมเสรีนิยมมองเป็นเรื่องปกติส่งผลให้เกิดการตั้งท้องในกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น เกิดปัญหาทางสถาบันครอบครัวคือการหย่าร้าง การถูกทอดทิ้งไม่ได้รับดูแลของบิดามารดา เป็นสภาพสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขจากการเกิดวิกฤติด้านศีลธรรม
ดังนั้นเมื่อสังคมมีลักษณะอย่างนี้ พลอยทำให้มนุษย์มีจิตใจฝักใฝ่ในกามราคะมีจิตใจแรงกล้า ไม่สำรวมระวังในเรื่องกามกิเลสปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาอันเปรียบด้วยงูพิษ จ้องจะทำร้ายผู้คนได้ทุกเมื่อ ฝ่ายบุรุษจักมีใจหมกมุ่นกับเรื่องรักใคร่หรือกามารมณ์ เรียกว่าหลงหัวปักหัวปำจนถอนตัวไม่ขึ้น และจักตกอยู่ในอำนาจของภรรยาที่มีอายุน้อยคราวลูก
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ก็ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๔ ได้ กล่าวคือเวลาที่โลกมนุษย์ มีแต่ความเสื่อมโทรม สภาพสังคมไร้ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ผู้คนในสังคมพากันละเลยหลักศีลธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติตามที่บรรพบุรุษคนโบราณยึดถือปฏิบัติ เทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับดอกเห็ด พลังแห่งแสงสีเสียงสามารถสร้างความเร้าใจให้ติดใจได้ มีพลานุภาพในการมอมเมาให้ผู้คนหลงใหลเคลิบเคลิ้มได้ง่าย จนยากที่จะถอนขึ้นได้เหมือนช้างติดหล่ม
ด้านการเมืองการปกครอง (ข้อที่ ๔ ,๕, ๘, ๙, ๑๕ และข้อที่ ๑๖)
พุทธทำนายข้อที่ ๔
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นฝูงชนไม่เทียมโคใหญ่ๆ ที่เคยพาแอกไป ซึ่งสมบูรณ์ด้วยร่างกายและเรี่ยวแรง เข้าในระเบียบแห่งแอก กลับไปเทียมโครุ่นๆ ที่กำลังฝึกเข้าในแอก โครุ่น ๆ เหล่านั้นไม่อาจพาแอกไปได้ ก็พากันสลัดแอกยืนเฉยเสีย เกวียนทั้งหลายก็ไปไม่ได้ นี้เป็นสุบินข้อที่ ๔ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินแม้ข้อนี้ ก็จักมีในรัชสมัยของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในภายหน้า พระราชาผู้มีบุญน้อย มิได้ดำรงในธรรม จักไม่พระราชทานยศแก่มหาอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในประเพณี สามารถที่จะยังสรรพกิจให้ลุล่วงไปได้ จักไม่ทรงแต่งตั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในโวหารไว้ในที่วินิจฉัยคดีในโรงศาล แต่พระราชทานยศแก่คนหนุ่มๆ ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้วนั้น แต่งตั้งบุคคลเช่นนั้นไว้ในตำแหน่งผู้วินิจฉัยอรรถคดี คนหนุ่มพวกนั้น ไม่รู้ทั่วถึงราชกิจ และการอันควรไม่ควร ไม่อาจดำรงยศนั้นไว้ได้ ทั้งไม่อาจจัดทำราชกิจให้ลุล่วงไปได้ เมื่อไม่อาจก็จักพากันทอดทิ้งธุรการงานเสีย ฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นบัณฑิตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไม่ได้ยศ ถึงจะสามารถที่จะให้กิจทั้งหลายลุล่วงไป ก็จักพากันกล่าวว่า พวกเราต้องการอะไรด้วยเรื่องเหล่านี้ พวกเรากลายเป็นคนภายนอกไปแล้ว พวกเด็กหนุ่มเขาเป็นพวกอยู่วงใน เขาคงรู้ดี แล้วไม่รักษาการงานที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสื่อมเท่านั้นจักมีแก่พระราชาเหล่านั้น ด้วยประการทั้งปวง เป็นเสมือนเวลาที่คนจับโครุ่น ๆ กำลังฝึก ยังไม่สามารถจะพาแอกไปได้ เทียมไว้ในแอก และเป็นเวลาที่ไม่จับเอาโคใหญ่ ๆ ผู้เคยพาแอกไปได้ มาเทียมแอกฉะนั้น แม้ภัยมีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตร
เมื่อชนผู้เป็นปราชญ์ราชบัณฑิต ไม่สนใจใยดี ละเลยในการบริหารบ้านเมืองเสียแล้ว พลอยทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย ไม่สามารถดำเนินไปด้วยดีได้ บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย โจรผู้ร้ายชุกชุม เกิดอาชญากรรมทุกประเภท ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดระแวงอยู่ไม่เป็นปกติสุข ดังเช่นที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำการทุจริตคดโกง และคอรัปชั่นในทุกรูปแบบ อาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานฉกฉวยเอาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่สนใจความเดือดร้อนยากจนของคนผู้ไม่มีอันจะกิน เป็นเสมือนการทำนาบนหลังคนกินสินบาทคาดสินบน
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาในพุทธทำนายข้อนี้ เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในอนาคตผู้ปกครองไม่มีคุณธรรม สำหรับการปกครองดังได้กล่าวมาแล้ว อาศัยอำนาจบาตรใหญ่ จะแต่งตั้งข้าราชการ หรือผู้พิพากษาคดีความโดยข้ามหัวผู้สูงอายุ ซึ่งมีความซื่อสัตย์ยุติธรรมในใจไม่คำนึงระบบคุณธรรม จนเป็นเหตุให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างหมดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พากันละเลยในการบริหารกิจการบ้านเมือง
การแต่งตั้งเด็กที่ไม่มีประสบการณ์มาดำรงตำแหน่งที่สำคัญด้วยเห็นแก่พวกพ้อง จึงทำให้บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย ประสบกับยุคเข็ญด้วยความทะนงตัวของเขาเหล่านั้น ซึ่งเปรียบเสมือนการจับเอาลูกโคตัวเล็ก ๆ มาเทียมเกวียน เทียมแอกและไถ โดยไม่นำโคใหญ่ที่เคยใช้งานเข้าเทียมเกวียน แอกและไถ และสุดท้ายลูกโคเหล่านั้นไม่สามารถพาเกวียนแอกไถไปได้ พากันสลัดเกวียนแอกและไถไปเสียสิ้น
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๔ กล่าวคือ ในอนาคตพระราชามหากษัตริย์ ผู้ไม่ทรงธรรม คือไม่บำเพ็ญตามหลักทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นธรรมสำหรับพระราชาหรือผู้นำ ผู้ปกครองในระดับต่าง ๆ พากันละเลยศีลธรรมอันดีงาม ประกอบด้วยอวิชชาและโมหะ ปิดบังสติปัญญาทำให้ขาดเสถียรภาพในการบริหารการปกครองบ้านเมือง
พุทธทำนายข้อที่ ๕
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนพากันให้หญ้าที่ปากทั้งสองข้างของมัน มันเคี้ยวกินด้วยปากทั้งสองข้าง นี้เป็นสุบินที่ ๕ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินแม้นี้ ก็จักมีในรัชกาลของพระราชาผู้ไม่ดำรงในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า พวกพระราชาโง่เขลา ไม่ดำรงธรรม จักทรงแต่งตั้งมนุษย์โลเล ไม่ประกอบด้วยธรรม ไว้ในตำแหน่งวินิจฉัยคดี คนเหล่านั้นเป็นพาล ไม่เอื้อเฟื้อในบาปบุญ พากันนั่งในโรงศาล เมื่อให้คำตัดสิน ก็จักรับสินบนจากมือของคู่คดีทั้งสองฝ่ายมากิน เป็นเหมือนม้ากินหญ้าด้วยปากทั้งสองฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตรดอก
ความยุติธรรม เที่ยงธรรม เป็นแขนงที่สำคัญแขนงหนึ่งที่สังคมมนุษย์ปรารถนา แต่เพราะอคติ ความลำเอียงอันเป็นสมบัติส่วนหนึ่งของมนุษย์ ความปรารถนานั้นจึงสำเร็จผลได้น้อยนี่เองเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมพิการ ความจริงนั้น ทุกคนรักความยุติธรรม เที่ยงธรรมประสงค์ให้คนอื่นให้ความยุติธรรมแก่ตน แต่ว่าตนเองไม่ค่อยให้แก่ผู้อื่น
จากระบบกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวได้ถูกทำลายไป ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นโจทก์ จำเลย หรือผู้พิพากษาเมื่อตัดสินคดีความจะเสนอสนองผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้กระบวนการทางด้านยุติธรรมไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายและความเป็นจริง เพราะอำนาจที่แท้จริงจะอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะผู้มีอันจะกินทั้งหลายจะติดสินบนเพื่อหวังให้ฝ่ายตนเป็นผู้ชนะ และผู้ที่ถูกแต่งตั้งในกระบวนการตัดสินคดีความไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความถูกต้องที่แท้จริง มีจิตใจโลภมากโมโหโทสัน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ คือ เงินทอง จึงตัดสินคดีความโน้มเอียงไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจหรือผู้ที่มั่งคั่ง โดยมีผลประโยชน์เป็นสิ่งจูงใจ
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๕ ล้วนเกิดมาจากการที่ผู้นำหรือผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม แต่งตั้งพวกพร้องบริวารในตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ระบบการปกครองโดยเฉพาะในด้านกระบวนการยุติธรรม การตัดสินพิจารณาคดีความต่าง ๆ ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง หรือผิดถูกอะไรทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่งผู้ที่ถูกแต่งตั้งก็ถือว่าตัวเองเส้นใหญ่เส้นโต ไม่คำนึงถึงหลักการความถูกต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกความโลภเข้าครอบงำ และมีผลประโยชน์ลงตัวร่วมกัน จึงไม่สามารถที่จะวินิจฉัย หรือตัดสินคดีความโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ มีพฤติกรรมการรับสินบนจากทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย แล้วตัดสินไม่ตรงกับความเป็นจริง บิดเบือนคดีความปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องกลับกลายเป็นแพะรับบาป ส่วนผู้ผิดกลับลอยนวล ทำอะไรได้ตามใจชอบ แถมยังลอยหน้าลอยตามีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม โดยไม่หวั่นต่อใคร อย่างไรก็ตามความฝันในข้อนี้จักเกิดในสมัยที่ผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในคุณธรรมเท่านั้น
พุทธทำนายข้อที่ ๘
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมลูกใหญ่ใบหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ประตูวัง ล้อมด้วยตุ่มเป็นอันมาก วรรณะทั้ง ๔ เอาหม้อตักน้ำมาจากทิศทั้ง ๔ และทิศน้อยทั้งหลาย เอามาใส่ลงตุ่มที่เต็มแล้วนั่นแหละ น้ำก็เต็มแล้วเต็มอีก จนไหลล้นไป แม้คนเหล่านั้นก็ยังเทน้ำลงในตุ่มนั้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่มีผู้ที่จะเหลียวแลดูตุ่มที่ว่าง ๆ เลย นี้เป็นสุบินข้อที่ ๘ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า โลกจักเสื่อม แว่นแคว้นจักหมดความหมาย พระราชาทั้งหลายจักตกยาก เป็นกำพร้า องค์ใดเป็นใหญ่ องค์นั้นจักมีพระราชทรัพย์เพียงแสนกระษาปณ์ในท้องพระคลัง พระราชาเหล่านั้นตกยากถึงอย่างนี้ จักเกณฑ์ให้ชาวชนบททุกคน ทำการเพาะปลูกให้แก่ตน พวกมนุษย์ถูกเบียดเบียน ต้องละทิ้งการงานของตน พากันเพาะปลูกปุพพันพืช (อาหาร มีข้าวสาลี เป็นต้น) แลอปรันพืช (ของว่างหลังอาหาร มีถั่ว งา เป็นต้น) ให้แก่พระราชาทั้งหลายเท่านั้น ต้องช่วยกันเฝ้า ช่วยกันเก็บเกี่ยว ช่วยกันนวด ช่วยกันขน ช่วยกันเคี่ยวน้ำอ้อย เป็นต้น และช่วยกันทำสวนดอกไม้ สวนผลไม้ พากันขนปุพพันพืช เป็นต้น ที่เสร็จแล้ว ในที่นั้น ๆ มาบรรจุไว้ในยุ้งฉางของพระราชาเท่านั้น แม้ผู้ที่จะมองดูยุ้งฉางเปล่า ๆ ในเรือนทั้งหลายของตน จักไม่มีเลย จักเป็นเช่นกับการเติมน้ำใส่ตุ่มที่เต็มแล้ว ไม่เหลียวแลตุ่มเปล่า ๆ บ้างเลยนั่นแล ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ จะยังไม่มีแก่มหาบพิตร
เมื่อผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขาดศีลธรรม จริยธรรมจะเข้มงวดกดขี่ข่มเหงประชาชน ด้วยการเรียกเก็บภาษีจากประชาชนไม่ส่งเสริมสวัสดิการหรือคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน เอารัดเอาเปรียบจนทำให้ได้รับความเดือนร้อนไปทั่ว ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนคงจะหนีไม่พ้นประชาชนทั้งหลาย เพราะต้องคอยแบกรับภาระอันใหญ่ยิ่ง ต้องคอยสนองนโยบายต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองกำหนดมา จะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างใหญ่หลวง เกิดข้าวยากหมากแพง และปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย ส่วนผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ หรือชนชั้นศักดินาทั้งหลาย จะมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย เป็นกุล่มชนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้น้อยที่สุด เพราะสามารถใช้อุบายพลิกแพลงหลบเลี่ยงการเสียภาษีจากการทำธุรกิจของตนอย่างชาญฉลาด โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นเป็นใจด้วย
การแย่งชิงเอาทรัพยากรต่าง ๆ มักจะทำแบบมีแบบแผน โดยอาศัยชาวบ้านในชนบทซึ่งไม่ค่อยรู้หลักกฎหมายเป็นเครื่องมือ และการสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน ทำให้พวกชาวชนบทเมื่อ มีผู้หนุนหลังก็ได้ใจ ทำลายทรัพยากรบุกป่าโค่นต้นไม้ ตัดไม้ทำลายป่า เพื่อทำให้มีสินค้า ทำให้พ่อค้านายทุนต่างร่ำรวยขึ้น แต่ผู้ที่ใช้แรงงานกลับมีแต่พอกินเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ฝ่ายชาวชนบทเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบมาโดยตลอด
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๘ กล่าวว่า ในคราวที่โลกเสื่อมดินแดนที่เคยเจริญรุ่งเรือง สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีความสำคัญในด้านต่าง ๆ ของประเทศ กลับกลายเป็นแว่นแคว้นดินแดนไร้ความหมาย หมดทรัพยากรธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรถูกนำมาใช้จนหมดสิ้น เมื่อทรัพยากรหรือแร่ธาตุสำคัญในเมืองนั้น หมดลงแล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ก็หมดความสำคัญ แต่ก่อนเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย และผู้ปกครองในแว่นแคว้นดินแดนต่าง ๆ เมื่อรู้ว่าทรัพยากรที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเครื่องดำรงชีพได้เริ่มหมดไป แทนที่จะมีความสำนึกฟื้นฟู กลับไม่สนใจคิดแต่จะขยายเขตแดนแย่งชิงทรัพยากรไปยังดินแดนอื่น ๆ ทั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อต้องการปัจจัยเครื่องอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่เป็นการขยายอำนาจครอบคลุมประเทศนั้น ๆ ด้วย และจะทำอะไรก็มักอ้างเสียงส่วนใหญ่อาศัยประชาชนเป็นฐาน
พุทธทำนายข้อที่ ๙
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นโบกขรณีสระหนึ่ง ดารดาดไปด้วยปทุม ๕ สี ลึก มีท่าขึ้นลงรอบด้าน ฝูงสัตว์ สองเท้า สี่เท้า พากันลงดื่มน้ำในสระนั้นโดยรอบ น้ำที่อยู่ในที่ลึกกลางสระนั้นขุ่นมัว ในที่ซึ่งสัตว์ สองเท้า สี่เท้า พากันย่ำเหยียบ กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หม่อมฉันได้เห็นอย่างนี้ นี้เป็นสุบินข้อที่ ๙ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลาย จักไม่ตั้งอยู่ในธรรม ลุอคติ (มีความลำเอียง) ด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น เสวยราชสมบัติ จักไม่ประทานการวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรม มีพระหฤทัยมุ่งแต่สินบน โลเลในทรัพย์ ขึ้นชื่อว่าคุณธรรมคือความอดทน ความเมตตา และความเอ็นดูของพระราชาเหล่านั้น จักไม่มีในหมู่ชาวแว่นแคว้น จักเป็นผู้กักขฬะ หยาบคาย คอยแต่เบียดเบียนหมู่มนุษย์ เหมือนหีบอ้อยด้วยหีบยนต์ จักกำหนดให้ส่วยต่าง ๆ บังเกิดขึ้น เก็บเอาทรัพย์ พวกมนุษย์ถูกรีดส่วยอากรหนักเข้า ไม่สามารถจะให้อะไร ๆ ได้ พากันทิ้งคามนิคมเป็นต้นเสีย อพยพไปสู่ปลายแดน ตั้งหลักฐาน ณ ที่นั้น ชนบทศูนย์กลางจักว่างเปล่า ชนบทชายแดนจักเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เหมือนน้ำกลางสระโบกขรณีขุ่น น้ำที่ฝั่งรอบ ๆ ใส ฉันใด ก็ฉันนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตร
เมืองหลวงประเทศใด ที่มีการสุขาภิบาลไม่ดี รัฐบาลไม่เข้มแข็งพอ เมืองหลวงนั้นกลายเป็นเมืองที่มีภัยร้อยแปดพันเก้านับตั้งแต่โจรภัย อัคคีภัย และภัยอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นเมืองที่สกปรก ไร้ระเบียบศีลธรรม วัฒนธรรมอันดีไม่มีความหมาย เงินเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้ทำอะไร ๆ ก็ได้ในนครหลวง โดยไม่คำนึงว่า ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมหรือไม่ แต่ชนบทแม้จะใช้เงินเหมือนกัน ก็ไม่มีอิทธิพลเหมือนในนครหลวง มนุษยธรรม ศีลธรรมอันดี ยังมีอิทธิพลอยู่เป็นอันมากในชนบท แม้เขาเหล่านั้นจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งไม่เหมือนกับในนครหลวง
ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมเช่น เมตตา เป็นต้น ไม่มีในจิตใจมนุษย์ คุณธรรมที่เป็นเครื่องค้ำจุนโลกให้มวลมนุษย์อยู่กันด้วยสันติสุขไม่มีความหมาย ทั้งนี้เกิดจากการที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดติดในวัตถุหลงใหลในลาภยศและมุ่งผลประโยชน์ต่าง ๆ การที่จะทำอะไรต่าง ๆ ก็เพียงเพื่อต้องการปัจจัยสำหรับเลี้ยงชีพเท่านั้น เป็นสังคมที่เห็นแก่ตัว ต่างคนต่างอยู่ และที่สำคัญทำให้สังคมในเมืองหลวงไร้คุณค่า จนผู้คนต้องอพยพพากันไปอยู่ ณ ชนบทปลายแดน เปรียบเหมือนสระโบกขรณีตรงกลางขุ่นมัว แต่รอบ ๆ กลับใส ฉะนั้น
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๙ กล่าวคือ พระราชาทั้งหลายจักไม่ตั้งอยู่ในธรรม ลุอคติด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น เสวยราชสมบัติ จักไม่ประทานการวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรม มีพระทัยมุ่งแต่สินบนโลเลในทรัพย์ ขึ้นชื่อว่าคุณธรรมคือความอดทน ความเมตตา และความเอ็นดูของพระราชาเหล่านั้น จักไม่มีในหมู่ชาวแว่นแคว้น จักเป็นผู้กักขฬะ หยาบคาย คอยแต่เบียดเบียนหมู่มนุษย์ เหมือนหีบอ้อยด้วยหีบยนต์ จักกำหนดให้ส่วยต่าง ๆ บังเกิดขึ้น เก็บเอาทรัพย์ พวกมนุษย์ถูกรีดส่วยอาการหนักแท้ ไม่สามารถจะให้อะไร ๆ ได้ พากันละทิ้งคามนิคมเป็นต้นเสีย อพยพไปสู่ปลายแดน ตั้งหลักปักฐาน ณ ที่นั้น ชนบทศูนย์กลางจักว่างเปล่า ชนบทชายแดนจักเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เหมือนน้ำกลางสระโบกขรณีขุ่น น้ำที่ฝั่งรอบ ๆ ใส ฉันใดก็ฉันนั้น

พุทธทำนายข้อที่ ๑๕
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นฝูงหญาหงส์ทอง ที่ได้นามว่าทองเพราะมีขนเป็นสีทอง พากันแวดล้อมกา ผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ เที่ยวหากินตามบ้าน อะไรเป็นผลแห่งพระสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคต ในรัชกาลของพระราชาผู้ทุรพลนั่นแหละ ด้วยว่าในภายหน้าพระราชาทั้งหลาย จักไม่ฉลาดในศิลปะ มีหัสดีศิลปะเป็นต้น ไม่แกล้วกล้าในการยุทธ์ ท้าวเธอจักไม่พระราชทานความเป็นใหญ่ ให้แก่พวกกุลบุตรที่มีชาติเสมอกัน ผู้รังเกียจความวิบัติแห่งราชสมบัติของพระองค์อยู่ จักพระราชทานแก่พวกพนักงานเครื่องสรงและพวกกัลบกเป็นต้น ซึ่งอยู่ใกล้บาทมูลของพระองค์ พวกกุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติและโคตร เมื่อไม่ได้ที่พึ่งในราชสกุล ก็ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักพากันปรนนิบัติบำรุงฝูงชนที่ไม่มีสกุล มีชาติและโคตรทราม ผู้ดำรงอิสริยยศ จักเป็นเหมือนฝูงพญาหงส์ทองแวดล้อมเป็นบริวารกา ฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร
เมื่อมวลมนุษย์ขาดศีลธรรม จริยธรรม โลกก็จะเข้าสู่ยุคเสื่อม มนุษย์ส่วนมากจะเห็นผิดเป็นถูก และเห็นถูกเป็นผิด เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต คนดีมีคุณธรรมที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย รวมถึงประชาชนทั่วไป จะหลงผิดหันมาคบค้าสมาคม ยอมจำนนสวามิภักดิ์สนับสนุนส่งเสริม ให้ความเคารพนับถือหรือยอมเป็นบริวารของคนชั่วคนพาล ทำให้คนชั่วคนพาลได้มาซึ่งอำนาจการบริหารจัดการทุก ๆ อย่าง
หรือจักมีในสมัยหนึ่ง พระราชาจักไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติตามโบราณราชประเพณีอันดีงาม ทั้งจะไม่แต่งตั้งคนดี มีสกุลเพียบพร้อมด้วยความรู้ในศิลปวิทยาการต่าง ๆ ในตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารบ้านเมือง แต่กลับไปตั้งคนพาลสันดานหยาบไม่มีสกุลรุนชาติในให้ปกครอง เป็นเหตุให้สภาพบ้านเมืองต้องอยู่ในสภาพ ที่ผู้ดีจะอยู่ไม่ได้ไร้ยศศักดิ์ ผิดกับคนไร้ชาติตระกูลมีอำนาจวาสนา ในตอนนี้ท่านเปรียบเหมือนพญาหงส์ที่เข้าแวดล้อมเป็นบริวารกา กล่าวถึงกา ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสัตว์ชั้นต่ำ แสนสกปรกไม่มีความดีอยู่ในตัวมันเลย เปรียบเหมือนคนพาล หากหลงไปคบเข้าก็พลอยเสียหายไปด้วย คอยรับใช้ดุจทาสรับใช้ ฉะนั้น
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๕ กล่าวคือ อนาคตกาลคือ ในเวลาที่โลกใกล้เสื่อมสูญ โดยในสมัยนั้น ราชสำนักจะอ่อนแอ พระราชามหากษัตริย์จะขาดความรู้ความสามารถในหลักการปกครอง ไม่ตั้งมั่นดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ไม่มีความเชี่ยวชาญในการยุทธ์ ทั้งยังไม่ฉลาดในการเลือกสรรจัดแจงแต่งตั้งผู้คนที่มีสกุลรุนชาติ มีความรอบรู้ในศิลปวิทยาการต้านต่าง ๆ มาเป็นผู้บริหารประเทศชาติ ต่างพระเนตรพระกรรณเพื่อดูแลทุกข์สุขของปวงประชาอาณาราษฎร์ ไพร่ไปสมคบกับพวกยาจกเข็ญใจไร้ซึ่งตระกูลให้เข้าเป็นพวกและแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งหน้าที่การงานสำคัญ ๆ ให้ทำหน้าที่บริหารราชการบ้านเมือง จึงทำให้คนที่ไม่มีตระกูลไร้การศึกษากอบโกยเอาแต่ประโยชน์ละเลยการทำนุบำรุงบ้านเมือง ทุจริตคิดคดคอรัปชั่นต่าง ๆ นานา ผู้ปกครองเห็นว่าเป็นพวกของตัวก็ไม่ว่ากล่าวอะไร กลับเป็นใจให้โดยไม่ลงโทษทัณฑ์
พุทธทำนายข้อที่ ๑๖
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อน ๆ เสือเหลืองพากันกัดกินฝูงแกะ แต่หม่อมฉันได้เห็นฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง กัดกินอยู่มุ่มหม่ำ ๆ ทีนั้นเสืออื่น ๆ คือเสือดาว เสือโคร่ง เห็นฝูงแกะอยู่ห่าง ๆ ก็สะดุ้งกลัว ถึงความสยดสยองพากันวิ่งหนี หลบเข้าพุ่มไม้และป่ารก ซุกซ่อนเพราะกลัวฝูงแกะ หม่อมฉันได้เห็นอย่างนี้ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินแม้นี้ ก็จักมีในรัชกาลแห่งพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พวกไม่มีสกุลจักเป็นราชวัลลภ เป็นใหญ่เป็นโต พวกคนมีสกุลจักอับเฉาตกยาก ราชวัลลภเหล่านั้นพากันยังพระราชาให้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของตน มีกำลังในสถานที่ราชการ มีโรงศาลเป็นต้น ก็พากันรุกเอาที่ดินไร่นาเรือกสวนเป็นต้น อันตกทอดสืบมาของพวกมีสกุลทั้งหลายว่า ที่เหล่านี้เป็นของพวกเรา เมื่อพวกผู้มีสกุลเหล่านั้นโต้เถียงว่า ไม่ใช่ของพวกท่าน เป็นของพวกเรา แล้วพากันมาฟ้องร้องยังโรงศาลเป็นต้น พวกราชวัลลภก็พากันบอกให้เฆี่ยนตีด้วยหวายเป็นต้น จับคอไสออกไป พร้อมกับข่มขู่คุกคามว่า พ่อเจ้าไม่รู้ประมาณตน มาหาเรื่องกับพวกเรา เดี๋ยวจักไปทูลพระราชา ให้ลงพระราชอาญาต่าง ๆ มีตัดตีน ตัดมือ เป็นต้น พวกผู้มีสกุลกลัวเกรงพวกราชวัลลภ ต่างก็ยินยอมให้ที่ทางที่เป็นของตน ว่า ที่ทางเหล่านี้ ถ้าเป็นของท่าน ก็เชิญครอบครองเถิด แล้วพากันกลับบ้านเรือนของตนนอนหวาดผวาไปตาม ๆ กัน แม้ภิกษุผู้ชั่วช้าทั้งหลายเล่า ก็จักพากันเบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักตามชอบใจ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ไม่ได้ที่พำนัก ก็พากันเข้าป่า แอบแฝงอยู่ในที่รก ๆ ข้อที่กุลบุตรผู้มีชาติสกุลทั้งหลาย และภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักทั้งหลาย ถูกคนชาติชั่ว และถูกภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย เข้าไปประทุษร้ายอย่างนี้ จักเป็นเหมือนกาลที่พวกเสือดาว และเสือโคร่งทั้งหลาย พากันหลบหนีเพราะกลัวฝูงแกะฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร ด้วยสุบินนี้ที่มหาบพิตรเห็นแล้ว ปรารภอนาคตทั้งนั้น แต่พวกพราหมณ์มิได้ทำนายสุบินนั้นด้วยความจงรักภักดีในพระองค์โดยถูกต้องเท่าที่ถูกที่ควร ทำนายไปเพราะอาศัยการเลี้ยงชีพ เพราะเห็นแก่อามิสว่า พวกเราจักได้ทรัพย์กันมาก ๆ
การเมืองการปกครองในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรงแบ่งเป็นพรรคเป็นฝ่ายและมีความต้องการแบ่งแยกดินแดนการปกครองอย่างเห็นได้ชัดเจน ระบบการเมืองในสังคมไทยจากการมองจากภายในและภายนอกปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนคือการคอรัปชั่น อิทธิพลทางการเมือง โดยไม่มองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมการเมือง ด้านการวินิจฉัยคดีความ บ่อยครั้งที่เกิดเรื่องการลงโทษผู้บริสุทธิ์ในการตัดสินคดีความ และผู้ทำกระทำผิดได้รับการปล่อยตัวหรือเจ้าทุกข์ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ชอบธรรมทางด้านกฎหมาย
หลาย ๆ ประเทศมีระบบการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หลาย ๆ ประเทศสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกยุบถูกยึดอำนาจเปลี่ยนระบบการปกครองเสียใหม่ บางประเทศแม้จะยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ แต่พระมหากษัตริย์กลับต้องหลบลี้หนีภัยภายในประเทศไปอาศัยอยู่ในประเทศอื่น เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นไปตามพุทธพยากรณ์ทั้งสิ้น เหตุการณ์ดังกล่าว ในตัวบทกล่าวว่า จักเกิดขึ้นในสมัยนั้น ผู้นำผู้ปกครอง ผู้บริหารประเทศจะไม่มีศีลธรรม มีจิตใจละโมบ ถูกความอยากได้อยากมีอยากเป็นครอบงำ และจิตใจอิจฉาริษยากัน แล้วไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๖ กล่าวไว้นั่นคือ จักเกิดขึ้นในยุคสมัยที่โลกเสื่อมโทรม ด้วยผู้คนตั้งแต่ระดับสูง คือพระราชามหากษัตริย์ ผู้ปกครองบริหารบ้านเมืองไร้ศีลธรรม มีจิตคิดละโมบโลภมาก โลเลในทรัพย์สมบัติ ไม่ทรงบำเพ็ญราชกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร เป็นยุคที่สังคมมีความสับสนยุ่งยาก วุ่นวายไปหมด การบริหารบ้านเมือง เมื่อผู้บริหารขาดคุณธรรม มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกคอยแต่แย่งชิงผลประโยชน์ หากผลประโยชน์ลงตัวก็ดีไป แต่หากคราวใดที่การแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็พยายามกำจัดผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์ผู้คนที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นเหล่านี้ อาศัยยศตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ด้วยการเข้าไปครอบครองทรัพย์สมบัติ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของสกุลต่าง ๆ โดยวิธีการต่าง ๆ นานา เมื่อไม่ยินยอมให้ แต่โดยดี ก็จัดการใช้กำลังเข้าข่มขู่คุกคาม พยายามบีบบังคับอย่างทารุณโหดร้าย ทำให้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติเกิดความหวาดกลัว ด้วยเกรงต่อภัยอันตรายอันจะมาถึง จำต้องยินยอมให้ผู้ที่มีอำนาจแต่ขาดคุณธรรมกดขี่ทำการตามอำเภอใจ ด้วยการครอบครองทรัพย์สมบัติยึดเอาไปเป็นของตนเสีย เหตุการณ์ทำนองนี้ เป็นผลทำให้คนดีมีศีลธรรมต้องลำบากเดือดร้อนอยู่ไม่เป็นสุข แม้มรดกที่ได้รับมาจากบุรุษไม่ก็สามารถรักษาไว้ได้
๒ด้านสถาบันสงฆ์ (ข้อที่ ๑๑, ๑๒ และข้อที่ ๑๓)
พุทธทำนายข้อที่ ๑๑
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นคนทั้งหลายเอาแก่นจันทน์ มีราคาตั้งแสนกษาปณ์ ขายแลกกับเปรียงเน่า นี้เป็นสุบินข้อที่ ๑๑ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้เล่า พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร แม้ผลแห่งสุบินนี้ก็จักมีในอนาคต ในเมื่อศาสนาของตถาคตเสื่อมโทรมนั่นแล ด้วยว่าในกาลภายหน้า พวกภิกษุอลัชชีเห็นแก่ปัจจัย จักมีมาก พวกเหล่านั้น จักพากันแสดงธรรมเทศนา ที่ตถาคตกล่าวติเตียนความละโมบในปัจจัยไว้ แก่ชนเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น จักไม่สามารถแสดงให้พ้นจากปัจจัยทั้งหลาย แล้วตั้งอยู่ในฝ่ายธรรมนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ มุ่งตรงสู่พระนิพพาน (ภิกษุจะแสดงธรรมเพราะความอยากได้ลาภจากผู้ฟัง แทนที่จะแสดงธรรมเพราะปรารถนา ให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง คือความพ้นทุกข์ บรรลุมรรคผลนิพพาน และธรรมที่แสดงนั้น ก็จะเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน เช่น ความมักน้อย สันโดษ การให้ทาน เป็นต้น ไม่ใช่ธรรมขั้นสูงที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน) ชนทั้งหลายก็จะฟังความสมบูรณ์แห่งบทและพยัญชนะ และสำเนียงอันไพเราะอย่างเดียวเท่านั้น แล้วจักถวายเอง และยังชนเหล่าอื่นให้ถวายซึ่งปัจจัยทั้งหลาย มีจีวรเป็นต้น อันมีค่ามาก ภิกษุทั้งหลายอีกบางพวก จักพากันนั่งในที่ต่างๆ มีท้องถนน สี่แยก และประตูวังเป็นต้น แล้วแสดงธรรมแลกรูปิยะ มีเหรียญกษาปณ์ ครึ่งกษาปณ์ เหรียญบาท เหรียญมาสก เป็นต้น โดยประการฉะนี้ ก็เป็นเอาธรรมที่ตถาคตแสดงไว้ มีมูลค่าควรแก่พระนิพพาน ไปแสดงแลกปัจจัย ๔ และรูปิยะ มีเหรียญกษาปณ์และเหรียญครึ่งกษาปณ์เป็นต้น จักเป็นเหมือนฝูงคนเอาแก่นจันทน์มีราคาตั้งแสน ไปขายแลกเปรียงเน่าฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร
ความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ทางสังคมย่อมกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเพียงด้านหนึ่งของสังคมแม้ว่าภายในวัดจะเปลี่ยนแปลงช้า มีธรรมวินัยเป็นหลักดำเนินอย่างสำคัญ ขาดการปรับปรุงที่เหมาะสมแล้ว พระพุทธศาสนาก็อับเฉาลงอย่างไม่มีปัญหาเพราะต้านทานมรสุมที่เปลี่ยนแปลงของสังคมด้านอื่น ๆ ไม่ไหว
หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติสำหรับพระภิกษุและภิกษุณีสงฆ์แล้ว โดยถือตามอาทิกัมมิกะหรือต้นบัญญัติที่เกิดขึ้นหรือที่เรียก “อาสวัฏฐานิยธรรม” เป็นหลัก เมื่อพิจารณาดูตามต้นบัญญัติพบว่า มีเรื่องเสียหายให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยมากมาย นั่นแสดงถึงความย่อหย่อนในธรรมในวินัยของพระสงฆ์สาวกที่บวชเข้ามาภายหลังซึ่งอยู่ตอนปลายพุทธกาล ที่มิใช่บวชเข้ามาเพื่อจุดประสงค์แห่งการบรรลุธรรมเพียงอย่างเดียว แต่บวชเข้ามาด้วยหลายเหตุผลทั้งที่เพื่อลาภสักการะและเพื่อความเป็นอยู่สะดวกสบาย เป็นต้น
ที่สำคัญพระสงฆ์จักพากันละเลยหลักศีล สมาธิ ปัญญา มุ่งแสดงธรรม โดยหวังลาภสักการะ จึงบิดเบือนพระธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้า ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ด้วยการใช้ถ้อยคำไพเราะพูดด้วยทำนองให้หลงใหลการเทศนา การแสดงธรรมก็เป็นไปในลักษณะหวังผลประโยชน์เสียมากกว่าที่จะมุ่งให้คนมีธรรมในจิตใจ ตามหลักหรือหัวใจของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ได้แก่ การละเว้นจากบาปอกุศลทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้ผ่องใสทั้ง ๓ ประการนี้ ถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด ถ้าหากภิกษุอลัชชีพากันละเลย ไม่พร่ำสอนให้พุทธบริษัทเห็นโทษของการไม่ประพฤติตามธรรมสังคมโดยทั่วไปก็จะไม่สงบสุข ผู้คนต่างก็พากันแสวงหาภิกษุที่แสดงธรรมได้ไพเราะจับใจ แม้ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลก็ดั้นด้นไปจนถึงเกี่ยวกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น คนทั่วไปน้อยคนเท่านั้นที่ใส่ใจศึกษาหลักธรรม และน้อมนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
สรุปได้ว่าปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๑ กล่าวคือ จักมีในสมัยหนึ่ง คือในสมัยที่พระศาสนาเสื่อมลง ภิกษุในพระศาสนาของพระองค์จักมีจิตใจโลเลเห็นแก่อามิสสินจ้าง ถูกกระแสโลกครอบงำ ลุ่มหลงในลาภยศสุขสรรเสริญ แล้วจักพากันละโมบโลภหลงใหลในวัตถุ หวังแต่ลาภผลมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วสังฆมณฑล อลัชชีภิกษุเหล่านี้จักพากันละเลยหลักคำสอน ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม และยังนำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาดัดแปลงบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์อย่างชาวโลกด้วยวิธีการต่าง ๆ อาศัยความเจริญทางด้านวัตถุเป็นสิ่งสำคัญในการแสวงหาลาภผล
พุทธทำนายข้อที่ ๑๒
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นกะโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้ก็จักมีในอนาคตกาล เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ด้วยว่าในครั้งนั้นพระราชาทั้งหลาย จักไม่พระราชทานยศแก่กุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ จักพระราชทานแก่ผู้ไม่มีสกุลเท่านั้น พวกนั้นจักเป็นใหญ่ อีกฝ่ายหนึ่งจักยากจน ถ้อยคำของพวกไม่มีสกุล ดุจกะโหลกน้ำเต้า ดูประหนึ่งหยั่งรากลงแน่นในที่เฉพาะพระภักตร์พระราชาก็ดี ที่ประตูวังก็ดี ที่ประชุมอำมาตย์ก็ดี ที่โรงศาลก็ดี จักเป็นคำไม่โยกโคลง มีหลักฐานแน่นหนาดี แม้ในสังฆสันนิบาต (ที่ประชุมสงฆ์) เล่า ในกิจกรรมที่สงฆ์พึงทำและคณะพึงทำก็ดี ทั้งในสถานที่ดำเนินอธิกรณ์เกี่ยวกับบาตร จีวร และบริเวณเป็นต้นก็ดี ถ้อยคำของคนชั่วทุศีลเท่านั้น จักเป็นคำนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ มิใช่ถ้อยคำของภิกษุผู้ลัชชี (ผู้มีความละอายที่จะทำชั่ว คือผู้ไม่กล้าทำชั่วเพราะมีความละอายใจ ที่จะทำเช่นนั้น คือภิกษุที่ดีนั่นเอง) เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นเหมือนกาลเป็นที่จมลงแห่งกะโหลกน้ำเต้า แม้ด้วยประการทั้งปวง ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถ้อยคำของผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติที่ควรจะได้รับความเชื่อถือ (ซึ่งถ้อยคำเหล่านั้นควรมีน้ำหนักเบาประดุจผลน้ำเต้า ซึ่งควรจะเบาจนลอยน้ำได้) กลับได้รับการยอมรับจากผู้เป็นใหญ่ ประดุจว่าเป็นถ้อยคำที่มีน้ำหนักมากน่าเชื่อถือ เหมือนผลน้ำเต้าที่ควรจะลอยน้ำ แต่กลับถูกมองเหมือนกับว่ามีน้ำหนักมากจนจมน้ำได้
การแสดงธรรมเครื่องออกจากทุกข์ได้ ก็จักไม่ใช่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าแสดงอีกต่อไป แต่จักถือเอาถ้อยคำของอลัชชี ซึ่งมุ่งหวังในลาภสักการะเท่านั้น ทำให้มนุษย์ในสังคมที่หมดหวัง จากอำนาจภายนอก ถูกกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบ ทำให้อดอยาก อัตคัดขัดสนไม่สามารถคุ้มครองให้ได้รับความสุขอยู่ดีกินดีได้ ต้องคิดหาที่พึ่งทางจิตใจให้แก่พวกตน แต่แล้วก็ถูกพวกที่มุ่งแต่ลาภสักการะพูดจาหว่านล้อมเอาทรัพย์โดยสัทธรรมปฏิรูป มาทำการหลอกลวงว่าทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจะไปขึ้นสวรรค์ หรือแม้กระทั่งการแปลความหมายของธรรม ให้ผิดไปจากหลักแบบแผนดั้งเดิม จนทำให้คำสอนซึ่งถูกดัดแปลงเป็นที่เชื่อถือของมหาชน ถึงกับเคารพนับถือพวกทุศีลเหล่านั้นแทน
การนำเอาพระธรรมวินัยขายแลกกับเงินทองนี้ ในปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนหลายกรณี อย่างเช่น อลัชชีภิกษุบางรูป บวชได้ไม่นานยังไม่รู้พระธรรมวินัยอย่างแจ่มแจ้ง ก็ทำตัวเป็นเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาอาคม ทำเป็นเคร่งครัดในศีลจารวัตร บางรูปก็ออกเดินป่าฝ่าดง (เพื่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อว่ามีอาคมแก่กล้า) ปักกลดในป่าช้าบ้าง ในที่อื่น ๆ บ้าง เพื่อใบ้หวยให้เบอร์แลกกับลาภสักการะและสรรเสริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากมหาโจรที่คอยปล้นบ้านปล้นเมืองกิน การกระทำของอลัชชีภิกษุเช่นนี้ นับว่าเป็นการ “ขายพระธรรมกิน” พฤติกรรมที่เข้าข่ายการขายพระธรรมกินยังมีอีกหลายรูปแบบ ในปัจจุบันนี้เห็นได้ทั่วไป
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๒ กล่าวคือ ผู้มีความละอายมีศีล ตั้งมั่นในธรรม จะไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป กลับกลายเป็นคำพูดที่ดูไร้ค่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของระบบสังคม ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในสังคมทางโลกเท่านั้น แม้ในทางคณะสงฆ์ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือไม่ให้ความเคารพระหว่างพระสงฆ์ด้วยกัน อาศัยพวกมากลากไป ไม่ดำรงความบริสุทธิ์ความถูกต้องเอาไว้ได้ และที่สำคัญคือคำพูดที่ไม่เป็นธรรมจะได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนทั่วไป ชี้ให้เห็นว่าคำพูดหรือการแสดงคำสอนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงของพระสงฆ์เอง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความศรัทธา วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุเพราะความเห็นผิดเป็นชอบ
พุทธทำนายข้อที่ ๑๓
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระสุบินถวายพระพุทธเจ้าต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นศิลาแท่งทึบใหญ่ขนาดเรือนยอด ลอยน้ำเหมือนดังเรือ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินแม้นี้ ก็จักมีในกาลเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลาย จักพระราชทานยศแก่คนไม่มีสกุล พวกนั้นจักเป็นใหญ่ พวกมีสกุลจักตกยาก ใคร ๆ จักไม่ทำความเคารพในพวกมีสกุลนั้น จักกระทำความเคารพในพวกที่เป็นใหญ่ฝ่ายเดียว ถ้อยคำของกุลบุตรผู้ฉลาดในการวินิจฉัย ผู้หนักแน่น เช่นกับศิลาทึบ จักไม่หยั่งลงดำรงมั่นในที่เฉพาะพระภักตร์ของพระราชา หรือในที่ประชุมอำมาตย์ หรือในโรงศาล เมื่อพวกนั้นกำลังกล่าว พวกนอกนี้จักคอยเยาะเย้ยว่า พวกนี้พูดทำไม แม้ในที่ประชุมภิกษุ พวกภิกษุก็จักไม่เห็นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ผู้ควรทำความเคารพว่าเป็นสำคัญ ในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ทั้งถ้อยคำของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ก็จักไม่หนักแน่นมั่นคง จักเป็นเหมือนเวลาเป็นที่เลื่อนลอยแห่งศิลาทั้งหลายฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถ้อยคำของผู้ที่มีคุณสมบัติที่ควรจะได้รับความเชื่อถือ (ซึ่งถ้อยคำเหล่านั้นควรมีน้ำหนักมากประดุจแท่งหินใหญ่ ซึ่งควรจะจมน้ำ) กลับไม่ได้รับการยอมรับเชื่อถือจากผู้เป็นใหญ่ ประดุจว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่น่าเชื่อถือ เหมือนแท่งหินใหญ่ที่ควรจะจมน้ำ แต่กลับถูกมองเหมือนกับว่าไม่มีน้ำหนัก จนลอยน้ำได้เป็นที่รักทั้งหลาย ถูกคนชาติชั่ว และถูกภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย เข้าไปประทุษร้ายอย่างนี้ จักเป็นเหมือนกาลที่พวกเสือดาว และเสือโคร่งทั้งหลาย พากันหลบหนีเพราะกลัวฝูงแกะฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร ด้วยสุบินนี้ที่มหาบพิตรเห็นแล้ว ปรารภอนาคตทั้งนั้น แต่พวกพราหมณ์มิได้ทำนายสุบินนั้นด้วยความจงรักภักดีในพระองค์โดยถูกต้องเท่าที่ถูกที่ควร ทำนายไปเพราะอาศัยการเลี้ยงชีพ เพราะเห็นแก่อามิสว่า พวกเราจักได้ทรัพย์กันมาก ๆ
ศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง แต่ในตัวบทได้กล่าวไว้ว่า แม้ในที่ประชุมภิกษุสงฆ์ พวกภิกษุจักไม่เห็นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักผู้ควรทำความเคารพ ว่าเป็นสำคัญในฐานะต่าง ๆทั้งถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นก็จักไม่หนักแน่นมั่นคง สิ่งที่งามในสังคมจักไม่ได้รับการยอมรับ เช่นเดียวกันกับผู้ที่มีสติปัญญาไหวพริบชาญฉลาด ก็ยิ่งไม่มีความเคารพนับถือ จะพูดอะไรออกไปก็ไร้ซึ่งน้ำหนักและในการตัดสินคดีความต่าง ๆ ก็เช่นกัน ผู้ทำผิดคิดมิชอบสมควรแก่การลงโทษ ก็อาศัยอำนาจวาสนาบารมี ทำให้หลุดพ้นจากการลงโทษด้วยการติดสินบทคาดสินบนแก่ผู้พิพากษาคดี เพื่อให้เป็นพวกพ้องของตน โดยวิธีการต่าง ๆ เมื่อขัดขืนก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง พระสงฆ์ก็จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แบ่งพรรคแบ่งพวก คอยจ้องแต่ผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีศีลาจารวัตรงดงามตามพระธรรมวินัย ก็จะถูกมองว่าเป็น พระป่าหรือพระบ้านนอก หรือยิ่งกว่านั้นก็จะกล่าวดูถูกว่า พระหัวโบราณ พระดี ๆ พระที่อยู่ในศีลในวินัย จะไม่ได้รับการยกย่อง ไม่ได้รับการแต่งตั้งหน้าที่ ตำแหน่งที่สำคัญ แม้ในที่ประชุม คำพูดของท่านก็จะไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครเคารพยำเกรง ไม่มีน้ำหนัก ส่วนพระภิกษุไม่มีความละอาย ไม่ยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักปฏิบัติ ก็จะแสดงธรรมนอกธรรนอกวินัย เพื่อลาภสักการะ ทั้งยังเป็นผู้มีพวกมาก มีหน้าที่ในการบริหารปกครองคณะสงฆ์อีกด้วย
ปัจจุบันในสังคมไทยโดยเฉพาะสถาบันสงฆ์ได้รับผลกระทบทั้งภายในและภายนอก ภายในเกิดจากความแตกสามัคคีของหมู่คณะสงฆ์เอง มีแนวทางการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันหรือไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย การขัดแย้งในหมู่คณะสงฆ์ด้วยกันคือขาดสาราณียธรรม และเกิดจากพฤติกรรมของพระสงฆ์เองคือการย่อหย่อนพระธรรมวินัยจึงมักปรากฏข่าวตามสื่อต่าง ๆ ด้านลบเพิ่มมากขึ้น วิถีการประพฤติปฏิบัติที่ผิดไปจากพระธรรมวินัยเช่น การประกอบพิธีกรรมที่เน้นทางด้านไสยศาสน์ เครื่องรางของขลังหรือการปลูกสร้างสนสถาน ศาสนวัตถุมากเกินความจำเป็น ภัยภายนอกเกิดจากบุคคลนอกศาสนาได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการบริหารงานของคณะสงฆ์ มีการวางกฎระเบียบที่ทำให้คณะสงฆ์ประพฤติปฏิบัติได้ยากยิ่งขึ้น
สรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ตามพุทธทำนายข้อที่ ๑๓ คือ ในสมัยที่สังคมวิปริตแปรปรวน ผู้คนขาดศีลขาดธรรม พระสงฆ์ผู้ทรงศีลทรงวินัยไม่ประพฤติตนอยู่ในพระวินัย ทำให้สังคมระส่ำระสาย สับสนวุ่นวายบรรดาผู้ที่ถือกำเนิดมีชาติตระกูลดี ถึงพร้อมวิชาความรู้ความสามารถเพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิและชาติวุฒิ มีความสามารถในสรรพวิชาการต่าง ๆ จะไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป แม้จะพยายามอธิบายอย่างไรก็ตาม ผู้คนจะเชื่อฟังเฉพาะแต่ถ้อยคำของพวกที่มีชาติตระกูลต่ำ แต่มีอำนาจวาสนาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพราะอาศัยการประจบประแจงสอพลอ เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น จักมีแต่คนเคารพยำเกรง และคำพูดของผู้ทรงศีลก็จะไม่ได้รับการยอมรับ แม้ในที่ประชุมสงฆ์ก็จักเลื่อนลอยเหมือนดั่งหินลอยน้ำ
มาตรฐานในการตัดสินปัญหาทางจริยธรรมในมหาสุบินชาดกทั้ง ๑๖ ข้อ
มาตรฐานในการตัดสินปัญหาทางจริยธรรม เมื่อกล่าวในทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอนให้ถือการพิจารณาเกี่ยวกับกุศล(ความดี)และอกุศล(ความชั่ว) เป็นหลักแกนกลาง แล้วขยายลดลงตามาลำดับ ให้ยึดความดีความชั่วของตนผู้ใช้เกณฑ์นั้นด้วยที่เรียกว่า “มโนธรรม” และยึดมติของผู้รู้เป็นเครื่องประกอบด้วย เพราะทั้งสองประการเป็นฐานของหิริและโอตตัปปะ นอกจากนั้นให้พิจารณาถึงผลของการกระทำที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เช่นนี้เพราะคนบางคนอาจจะมีสติปัญญาไม่กว้างขวาง ลึกซึ้งเพียงพอ อาจจะเห็นสภาวะที่เป็นกุศลและอกุศลไม่แจ่มชัด จึงทำให้ถือมติของท่านผู้รู้เป็นเกณฑ์ด้วยและถ้ามองไม่ชัดแจ้งให้พิจารณาไปถึงผลของการกระทำด้วย การพิจารณาในแง่ของกุศลมูลและอกุศลมูล ถ้าว่าโดยสาระก็คือให้พิจารณาความเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูลต่อคุณภาพของชีวิตจิตใจดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
กรรมใดทำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้นเหตุ เป็นตัวก่อกำเนิด กรรมนั้นเป็นอกุศล กรรมนั้นมีโทษ กรรมนั้นมีทุกข์เป็นผล กรรมนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป ไม่เป็นไปเพื่อดับกรรมกรรมใดทำด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นต้นเหตุ เป็นตัวก่อกำเนิด กรรมนั้นเป็นกุศลกรรม กรรมนั้นไม่มีโทษ กรรมนั้นมีสุขเป็นผล ย่อมเป็นไปเพื่อความดับกรรม ไม่เป็นไปเพื่อความเกิดกรรมอีกต่อไป
สำหรับพุทธทำนาย หรือทำนายปัตเถวน (ปัด-ถะ-เหวน) ซึ่งมาจากชื่อเต็มว่าพุทธทำนายมหาสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่มีทั้งหมด ๑๖ ข้อ ได้อธิบายปรากฏการณ์ในส่วนของบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เป็นผลสืบเนื่องจากพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล ซึ่งมาจากอกุศลมูล รากเหง้าแห่งความชั่วได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ โลภะหรือความโลภคือ ความต้องการที่อยากจะได้มาเป็นของตนเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า
ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน ? ได้แก่ อกุศลมูล ๓ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่ประกอบด้วยอกุศลมูลนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน เหล่านี้คือธรรม

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าการกระทำแต่ละอย่างของมนุษย์ย่อมมีเจตนา ซึ่งในทัศนะของพระพุทธศาสนาแล้วเจตจำนงหรือจิตของมนุษย์ปรุงแต่งตัวมนุษย์เอง และเมื่อมีเจจำนงแล้วก็ถือว่าเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแม้ว่าการกระทำจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เจตนาหํ ภิกฺเว กมฺมํ วทามิ” ดังนั้นเมื่อมนุษย์ตั้งเจตจำนงโดยมี กามะ ราคะหรือตัณหาเป็นองค์ประกอบก่อให้เกิดสภาวะแห่ง โลภะ โทสะ และโมหะ ผลที่ตามมาก็ย่อมปราศจากซึ่งผลดีที่มีต่อผู้กระทำกรรมเองและผู้รับผลของการกระทำนั้น เปรียบเสมือนกับสภาพจิตที่เป็นโรค ขาดสุขภาพที่ดี มีโทษ มีตำหนิ มีข้อเสียหาย หากกล่าวอีกนัยหนึ่งตามทัศนะของพระธรรมปิฎกคือ จิตเสียคุณภาพและเสื่อมสมรรถภาพ
ความต้องการที่ไม่รู้จักประมาณ เช่นต้องการทรัพย์สินของคนอื่น เป็นต้น โทสะคือความไม่พอใจ แสดงอาการขุ่นเคืองและจะแสดงออกมาทางวาจา กล่าวร้ายจนกระทั้งทำร้ายให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น โมหะคือความลุ่มหลงมีความยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งชอบด้วยจริตของตนเอง ดังนั้น การที่จะช่วยกันระงับยับยั้งปัญหาหรือต้นเหตุแห่งการเกิดปัญหาทั้งมวลไว้ ก่อนที่ตนเอง สังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติไม่อยู่ในภาวะที่อยู่เป็นปกติสุข ความฝันทั้ง ๑๖ ข้อ ดังกล่าว ซึ่งจัดเป็นปัญหาได้ ๔ กลุ่ม โดยรวมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีโลภะ โทสะ และโมหะ ในจิตใจคน ที่ข้องอยู่กับโลกธรรม ๘ ประการ อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกก็หมุนไปตามโลกธรรม ๘ ได้แก่ ความมีลาภ ความเสื่อมลาภ ความได้ยศ ความเสื่อยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ธรรมดาในหมู่มนุษย์เหล่านี้คือ มีลาภ ความเสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่มีความปรวนแปรเป็นธรรมดา แต่ท่านผู้เป็นปราชญ์ มีสติ รู้จักธรรมเหล่านี้แล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อารมณ์ที่น่าปรารถนาย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาก็ทำให้ท่านคุคั่งไม่ได้ ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนสูญหายหมดสิ้น ไม่มีเหลือ อนึ่ง ท่านทราบชัดถ่องแท้ถึงทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ลุถึงฝั่งแห่งภพ

จากวงจรปรากฏการณ์ในมหาสุบินชาดกนี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งเป็นแกนกลางก่อให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้นได้แก่ อกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ และลักษณะการเกิดขึ้นเป็นแบบวัฏจักรสืบเนื่องเป็นปัจจัยของกันและกันไม่สามารถระบุได้ว่าข้อใดเป็นปรากฏการณ์แรกที่ก่อให้เกิดสภาพอันไม่พึงปรารถนาแก่มนุษย์และสังคมเช่นนี้ แต่สามารถระบุได้ว่า ทุกปรากฏการณ์ส่งผลถึงกันเกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกัน
อกุศลมูลในฐานะแก่นกลางแห่งวงจรปรากฏการณ์ในมหาสุบินชาดก ดังได้กล่าวแล้วว่า การพิจารณาวงจรของปรากฏการณ์ในมหาสุบินชาดกในแง่ที่สัมพันธ์กันในลักษณะของปฏิจจสมุปบาทนั้น ไม่อาจจะกล่าวชัดเจนว่าข้อใดเป็นปฐมเหตุที่แท้จริงได้ แนวคิดพุทธจริยศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า อกุศลมูล เป็นรากเหง้าของสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในมหาสุบินชาดกเป็นสิ่งสะท้อนออกมาแห่งความหนาแน่นของอกุศลมูล
ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้สิ่งที่นอนเนื่องในสันดาน บางทีไม่ปรากฏให้เห็นหรือแสดงอาการใด ๆ แต่เมื่อมีอารมณ์มายั่วยุสิ่งกระทบภายนอกก็เกิดขึ้นในทันใดที่เรียกว่า “อนุสัย” ที่เป็นเหตุให้เกิดขึ้นของอกุศลมูลทั้งสามได้ประกอบด้วย
๑) กามราคะ (กามราคานุสัย) ได้แก่ ความกำหนัดในกาม
๒) ปฏิฆะ (ปฏิฆานุสัย) ได้แก่ ความหงุดหงิด กล่าวโดยในความได้แก่โทสะ
๓) ทิฏฐิ (ทิฏฐานุสัย) ได้แก่ ความเห็นผิด
๔) วิจิกิจฉา (วิจิกิจฉานุสัย) ได้แก่ ความลังเล สงสัย
๕) มานะ (มานานุสัย) ได้แก่ ความถือตัว
๖) ภวราคะ (ภวราคานุสัย) ได้แก่ ความกำหนัดในภพหรือความอยากเป็น
๗) อวิชชา (อวิชชานุสัย) ได้แก่ ความเขลาไม่รู้จริงกล่าวโดยความได้แก่โมหะ
นอกจากนี้หลักธรรมที่เรียกว่า อุปกิเลส คือโทษเครื่องเศร้าหมองหรือเครื่องกั้นใน
การทำความดี ต่อการประพฤติปฏิบัติ อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่บริสุทธิ์ ทำให้เกิดความเสียหายมี ๑๖ ประการคือ (ฝ่ายอกุศลธรรม) อันเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นประกอบด้วย
๑) อภิชฌาวิสมะโลภะ คือความละโมบไม่สม่ำเสมอ เพ่งเล็งอยากได้ไม่มีประมาณ
๒)โทสะ คือ ร้ายกาจ ปิดบังไม่ไหว แสดงออกมาทั้งทางกายและทางวาจา
๓)โกธะ คือ โกรธ แสดงความขุ่นเคืองออกมาทางสีหน้าและแววตา
๔) อุปนาหะ คือ ผู้โกรธไว้ไม่หายโกรธ ผูกพยาบาทไว้ในใจ
๕) มักขะ คือ ลบหลู่คุณท่านไม่มีกตเวที
๖) ปลาสะ คือ ตีเสมอ ยกตนข่มท่านโดยไม่คำนึงถึงความเป็นอาวุโสกว่า
๗) อิสสา คือ เห็นคนอื่นดีกว่าทนอยู่ไม่ได้ พยายามหวังทำลายเพื่อตนมีความสุข
๘) มัจฉริยะ คือ ตระหนี่ หวงแหน ไม่ยินดีช่วยเหลือผู้อื่นแม้ควรจะช่วยเหลือ
๙) มายา คือ เจ้าเล่ห์ พูดจาหรือทำกิริยาใดๆ ลวงคนอื่น
๑๐) สาเถยยะ คือ โอ้อวด มักพูดเกินความเป็นจริง ชอบยกตนข่มผู้อื่น
๑๑) ถัมภะ คือ หัวดื้อ บอกยากสอนยาก
๑๒) สารัมภะ คือ แข่งดี ทำดีเกินหน้าโดยไม่สุจริตใจ
๑๓) มานะ คือ ถือตัว ทะนงตัวว่าเสมอเขาหรือดีกว่าเขา
๑๔) อติมานะ คือ ดูหมิ่น ล่วงเกินด้วยกายวาจา ให้คนอื่นขายหน้าอับอาย
๑๕) มทะ คือ มัวเมา เช่นเมาลาภยศ เมา เมาทรัพย์และเมากามารมณ์
๑๖) ปมาทะ คือ เลินเล่อ เช่น ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย
อกุศลมูลเหล่านี้ เป็นมูลเหตุอกุศลอื่น ๆ กล่าวคืออกุศลมูลเหล่านี้ทั้งสามอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมีอยู่แล้ว ก็จะทำให้ส่วนอื่นเกิดขึ้นด้วย เช่น เมื่อราคะอันเกิดจากโมหะเกิดขึ้นก็จะประกอบด้วยโลภะมีความต้องการเป็นของตนเอง เมื่อโลภะเกิดขึ้นไม่ได้ตามปรารถนา ก็จะเกิดโทสะ เกิดความไม่พอใจ จึงกล่าวได้ว่ากิเลสทั้งสามไม่สามารถระบุได้ว่าตัวใดจะเกิดขึ้นก่อนหลัง ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น บางครั้งอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะส่วนเดียวก็เป็นได้
โลภะ คือ ความต้องการอยากได้ ความคิดอยากได้ รวมทั้งความตั้งใจเอาให้ได้ (โลภ เจตนา) เมื่อพิจารณาในแง่ของโลภะ จะเห็นได้ว่าความต้องการในสิ่งที่เกินความจำเป็นและความทะยานอยากหรือความอยากได้มาเพื่อสนองความอยากเท่านั้น เป็นแรงผลักดันภายในที่มีพลังมากพอที่จะทำให้มนุษย์แสดงออกมาในรูปของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้เช่น เมื่ออยากครอบครองวัตถุมากหรือในยุคสมัยใหม่ คืออยากครอบครองเทคโนโลยีมาก จะทำให้มนุษย์นึกถึงแต่เป้าหมายที่จะให้ได้มาเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่นำไปสู่เป้าหมายจึงปราศจากจริยธรรม นอกจากนี้โลภะยังถูกสนับสนุนด้วยโมหะ และโทสะ โมหะจะทำให้มนุษย์หลงใหลอยากครอบครองในสิ่งเดียวกันโดยแนวคิดความเชื่อแบบเดียวกันและโทสะก็จะเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการกระทำที่รุนแรง โลภะจะแสดงออกชัดเจนในบางปรากฏการณ์ในขณะที่โทสะและโมหะก็ปรากฏชัดเจนในปรากฏการณ์ ทั้งนี้ในแต่ละปรากฏการณ์นั้นมีทั้งโลภะและโมหะประกอบด้วยเสมอ โลภะเป็นอกุศลประเภทเดียวกันกับ ราคะคือความติดใจกระสันอยากได้เป็นกิเลสที่เปรียบเหมือนไฟเพราะทำให้จิตใจของมนุษย์เร่าร้อน ฉะนั้นปรากฏการณ์ที่บ่งถึงความหนาแน่นของโลภะในจิตใจของมนุษย์ในอนาคต ในมหาสุบินชาดกคือ ข้อที่ ๒ ว่าด้วย เด็ก ๆ จะมีราคะความกำหนัดเร็วกว่าปกติ เด็กหญิงจะมีระดู มีครรภ์เร็วกว่าปกติ ข้อที่ ๕ ว่าด้วยผู้มีอำนาจในการตัดสินคดีความผิดถูก จะรับสินบนจากคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย ด้วยความโลภ ข้อที่ ๗ ว่าด้วยสตรีจะโลเลในบุรุษ ภรรยาจะนอกใจสามีและใช้ทรัพย์ของสามีอย่างฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อสนองตัณหาเท่านั้น ข้อที่ ๘ ว่าด้วย ในอนาคตภิกษุจะถูกลาภสักการะครอบงำ นำเอาพระธรรมวินัยซึ่งมีค่ามากเป็นโลกุตตระมาแลกกับเงิน ซึ่งมีค่าเพียงโลกิยะโดยอุบายต่าง ๆ อย่างไม่ละอาย นอกจากนี้ข้อที่ ๑๔ ที่ว่าด้วยมนุษย์จะมีราคะหนาแน่นฝ่ายบุรุษจะตกในอำนาจของหญิงสาวรุ่น ก็แสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นแห่งอกุศลมูลข้อแรกคือ โลภะ อย่างชัดเจนด้วย
โทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย ซึ่งมาจากพื้นฐานในจิตใจ หรืออุปนิสัยหนักไปทางโทสะ โกรธง่าย เมื่อมีโทสะจริตเป็นพื้นฐานในจิตใจแล้วทำให้ปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างขาดเมตตาไม่มองเห็นค่าของความเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ร่วมสุขและทุกข์ในวัฏสงสารอันไม่มีที่สิ้นสุด โทสะเป็นสาเหตุสำคัญที่บั่นทอนความสัมพันธ์อันดี เมื่อเราถูกขัดขวาง ความโกรธ และความชังก็จะเกิดขึ้น และเราจะเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนเลว นั้นคือโทสะ คำนี้ไม่ได้หมายถึงความโกรธล้วน ๆ แต่เป็นทัศนคติที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมความเข้าใจและการแสวงหาทางออกของเรา การตัดสินใจเรื่องใด ๆ ในขณะที่จิตใจมีโทสะ ผู้ตัดสินจะเกิดความลำเอียงคือไม่ชอบหรือชังอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า โทสาคติ
ปรากฏการณ์จากการตีความในมหาสุบินชาดกที่แสดงให้เห็นในอนาคตหนาแน่นไปด้วยโทสะ คือ ข้อที่ ๔,๕ และ ๖ ซึ่งกล่าวถึงการแต่งตั้งผู้ที่ไม่มีความสามารถในตำแหน่งสำคัญและผู้ที่ได้รับตำแหน่งในการตัดสินชี้ความผิดถูกของมนุษย์จะรับสินบนแล้วตัดสินไปตามอำเภอใจรวมทั้งปรากฏการณ์ที่ผู้ไม่มีคุณธรรมจะได้รับการยกย่องและแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญ จนถึงกับต้องยกสมบัติทุกอย่างแม้กระทั่งบุตรสาวให้แก่ผู้มีอำนาจแต่เป็นพาล เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ทั้ง ๓ ข้อตามลำดับสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไม่ถูกต้อง เพราะมีโทสาคติอยู่ในจิตใจนอกจากนี้ข้อที่ ๑๕ และ ๑๖ ที่กล่าวถึงคนดีมีคุณธรรมจะเป็นบริวารและหวาดกลัว ต่อคนไม่ดีแต่มีอำนาจ ก็สะท้อนให้เห็นการที่ผู้มีอำนาจถึงโทสะครอบงำ มุ่งทำลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการครองอำนาจของตน โดยอุบายต่าง ๆ คนส่วนมากจึงยอมสยบอยู่ในอำนาจแห่งโทสะของผู้ปกครองตนเอง
โมหะ คือ ความหลงไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง เมื่อพิจารณาโดยใช้หลักอกุศลธรรมข้อนี้จะเห็นว่า ปรากฏการณ์ทุกข้อในมหาสุบินชาดกนั้น มีรากฐานมาจากความหลง และเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นส่วนสนับสนุนให้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็ล้วนมาจากความหลงของมนุษย์ทั้งสิ้น ในที่นี้ผู้วิจัยมุ่งกล่าวถึงความหลงผิดหรือมิจฉาทิฐิที่จะเกิดในจิตใจของมนุษย์เป็นสำคัญเพราะการตีความในมหาสุบินชาดกแสดงให้เห็นว่ามนุษย์จะหลงผิดเห็นสิ่งที่มีคุณค่าว่าไร้ค่า ทั้งนี้เพราะมิจฉาทิฐิครอบงำ ปรากฏการณ์ที่บ่งถึงความหลงผิดอย่างชัดเจนได้แก่ ข้อที่ ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตมิจฉาทิฐิที่เกิดขึ้นในพุทธบริษัทนั้น เกิดจากกลุ่มภิกษุบริษัทก่อน คือพากันเห็นคุณค่าของโลกามิสมากกว่าคุณค่าของธรรมะซึ่งเป็นโลกุตตระและนำเอานิพพานมาแสดงดุจเป็นสิ่งจับต้องได้เพื่อแลกอามิส (เครื่องล่อใจให้ติดในโลก) ส่งผลให้คนส่วนมากให้ความเชื่อถือยอมรับและนำไปปฏิบัติ (ข้อ ๑๒) และละทิ้งคุณค่าที่แท้จริงของธรรมะอันอยู่เหนือโลกียะ (ข้อ ๑๓) การหลงผิดขั้นรากฐานเช่นนี้ จะเป็นเหตุให้กระทำผิดหลักจริยธรรมข้ออื่นได้ง่ายเมื่อพิจารณาโดยมีโมหะเป็นแกนกลางจึงกล่าวได้ทุกข้อเกิดจากโมหะ และทุกปรากฏการณ์ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานของมนุษย์ตามหลักพุทธจริยศาสตร์
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการวิเคราะห์การตีความในมหาสุบินชาดกคือ การพยายามกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดโทษ หรือทุกข์ ซึ่งเป็นการพยายามชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคม หากมนุษย์ไม่ตระหนักถึงศีลธรรมอันดีงาม ความเสื่อมที่ก่อให้เกิดทุกข์ในสังคมตามการตีความมหาสุบินชาดกนั้นครอบคลุมไปยังทุกหน่วยของสังคมไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับประเทศ และระดับชาติ ถ้ามองในแง่ของสถาบันจะเห็นได้ว่าทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการเมืองการปกครอง และแม้สถาบันทางศาสนาก็เกิดความเสื่อมด้วย นอกจากนั้นจากการตีความในบางข้อยังแสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็แปรปรวนไปไม่เอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ต่าง ๆ
การวิเคราะห์ในแง่ของปฏิจจสมุปบาท นอกจากจะทำให้เห็นความสัมพันธ์กันของปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยภาพรวมแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าข้อย่อยบางข้อมีวงจรเกิดขึ้นในตัวเองแล้วส่งผลกระทบต่อข้ออื่นด้วย (ในฐานะเป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน) การวิเคราะห์ในแง่ของปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่อาจจะระบุลงไปว่ามีปรากฏการณ์ใดบ้างเป็นปรากฏการเบื้องต้น และปรากฏการณ์ใดบ้างเป็นปรากฏการณ์สุดท้ายในสังคม เพราะทุกข้อมีความสำคัญเท่ากันเพราะเมื่อปรากฏการณ์ในข้อหนึ่งเกิดขึ้นสามารถเป็นแรงผลักดันให้เกิดข้ออื่นตามได้เหมือนกัน ดังปรากฏในวงจรของปรากฏการณ์ในมหาสุบินชาดกที่เสนอไว้ข้างต้น
สรุปได้ว่า อกุศลมูลเป็นเหตุแห่งการเกิดปัญหาต่าง ๆ ที่ปรากฏในพุทธทำนายโดยอยู่ในส่วนลึกจิตใจของคนคือ กิเลสสิ่งเร้าร้อนภายในจิตใจอันประกอบด้วย โลภะ คือ ความอยากได้คิดอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนเองหรือเพียงต้องการสนองตอบความต้องการของตนเองเท่านั้น โทสะ คือ ความคิดประทุษร้ายต่อผู้อื่นเกิดจากความไม่พอใจที่เก็บแน่นอยู่ภายในจิตใจ เมื่อไม่สามารถยับยั้งจิตใจได้ก็จะทำร้ายผู้อื่นหรือทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นได้รับความเดือดร้น โมหะ คือ ความลุ่มหลงไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงเป็นความหลงผิดหรือมิจฉาทิฐิ กิเลสทั้งสามนี้ทำให้คนติดข้องที่มีโลกธรรมทั้ง ๘ ได้แก่ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญ เป็นตัวเหนี่ยวรั้งเอาไว้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพุทธทำนายจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันและกันหรือเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทโดยไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อนหลัง แต่เมื่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก็จะนำไปสู่เหตุการณ์ต่อ ๆ ไปทั้ง ๑๖ ข้อ

บรรณานุกรม
เอกสารชั้นปฐมภูมิ
๑) พระไตรปิฎก
มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปิฎกภาษาไทยพร้อมอรรถกถา เล่มที่ ๒๗. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

เอกสารชั้นทุติยภูมิ
๑) หนังสือทั่วไป
ดร. สุวิญ รักสัตย์, พระพุทธศาสนามหายาน, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
ปรัชญ์ บัณณกร, มิคสัญญีแห่งกลียุค, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บ้านหนังสือโกสินทร์, ๒๕๕๑.
เทพพร มังธานี, “การวิเคราะห์พุทธจริยศาสตร์เถรวาทในมหาสุบินชาดก”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล), ๒๕๔๒.
พ.รัตรลักษ์, มหาศาสดาชี้มหันตภัยล้างโลก, (นนทบุรี : ซีแอนด์เอ็น, ๒๕๕๕).
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
สรเมธี วชิรปราการ, พระพุทธเจ้าพยากรณ์นอสตราดามุสทำนาย, พิมพ์ครั้งที่ ๔,(นนทบุรี : ซีแอนด์เอ็น, ๒๕๕๔),
สุภาพ หอมจิตร, พุทธทำนาย พุทธพยากรณ์สะท้อนความจริงของสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๖).
อารยัน, วิจารณ์พุทธทำนาย, (กรุงเทพมหานคร : อำนายสาส์น, ๒๕๒๐).
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.