ฆ่าความโกรธเสียได้ จึงอยู่เป็นสุข

         ตามปกติในประเทศไทยเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี ยิ่งปีนี้นับได้ว่าร้อนที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ร้อนเกินกว่า 40 องศา ความร้อนระดับนี้ ทำให้หลาย ๆ คน เกิดอาการไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว จนพาลจะเป็นไข้เอาได้ง่ายๆ  จนหลายๆ คนไม่อยากจะออกนอกบ้านในเวลากลางวัน ทำงานในออฟฟิซก็ไม่อยากจะออกไปข้างนอก อากาศที่ร้อนจัดจนเรียกได้ว่า ร้อนจนตับแลบนี้ อย่างไรเสียก็ยังเป็นเพียงความร้อนทางกาย อาบน้ำดับร้อน ดื่มน้ำดับกระหาย เข้าบ้านเปิดพัดลมเปิดแอร์ ก็หายร้อน และเมื่อฤดูร้อนผ่านพ้นไป ก็เป็นอันหมดร้อน

 

         แต่ความร้อนทางใจ ไม่มีฤดู ไม่มีกาล อาบน้ำก็ไม่หาย ดื่มน้ำก็ไม่หาย เปิดพัดลมเปิดแอร์ก็ไม่หาย ความร้อนทางใจนี้ จะสร้างความหงุดหงิดใจ ความกระวนกระวายใจ ยิ่งกว่าอากาศร้อนมากมายนัก พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือราคะ ร้อนเพราะไฟคือโทสะ ร้อนเพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ร้อนเพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะความเศร้าโศก ความพิไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้น”

         ในความร้อนทางใจเหล่านี้ ความร้อนเพราะโทสะ จัดว่าสร้างความร้อนแก่จิตใจมากที่สุด เผารนจิตใจมากที่สุด หากไม่หาทางระบายออก หากไม่หาทางดับ ก็จะเกิดความอัดอั้นตันใจ จนเจ็บป่วย จนตายได้ในที่สุด ที่เขาเรียกว่า “อกแตกตาย”

         ในครั้งพุทธกาล มีเทวดาทูลถามพระพุทธองค์ ว่า “ฆ่าอะไรเสียได้จึงอยู่เป็นสุข   ฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่เศร้าโศก พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าอะไรว่าเป็นธรรมอันเอก” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า“ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข  ฆ่าความโกรธเสียได้ไม่ต้องเศร้าโศก  พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษมียอดหวาน   บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก”

         ทำไมพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความโกรธ   มีรากเป็นพิษ  มียอดหวานนั้น (ธนัญชานีสูตร 15/626) อธิบายว่าความโกรธมีรากมาจาก(โมหะ)ความหลง  (อรติ)ความไม่พอใจ  (ปฏิฆะ)ความหงุดหงิดรำคาญ   สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิษแก่จิตใจทั้งสิ้น  แม้ตัวความโกรธเองก็เป็นพิษแก่ร่างกาย  และจิตใจของผู้โกรธอย่างมาก   ทำให้โรคหัวใจกำเริบ  ทำให้ประสาทตึงเครียด  กระเพาะและลำไส้ผิดปกติ  จิตใจเร่าร้อน    กระวนกระวาย   อยากทำลายข้าวของทำร้ายคน   เมื่อได้ทำลายหรือทำร้ายแล้ว    ความโกรธจะสงบลง  เพราะได้ระบายความร้อนภายในออกแล้วสบายใจขึ้น เหมือนน้ำเดือดที่มีทางระบาย  อาการอย่างนี้แหละเรียกว่ามียอดหวาน  แต่ในที่สุดก็นำไปสู่ทุกข์อีก  และเป็นทุกข์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนคนดื่มน้ำหวานที่ผสมยาพิษ  ทีแรกหวานแต่พอยาพิษออกฤทธิ์เท่านั้น  ก็ได้เห็นโทษของยาพิษว่ามีอย่างไร   ต้องเศร้าโศกเสียใจไปตลอดชีวิตก็มี  การทำอะไรลงไปเพราะความโกรธนั้นเป็นการทำลายตนเองทำลายผู้อื่น  มีความทุกข์  ความโศกเป็นผล    เพราะฉะนั้น   พระพุทธองค์จึงตรัสว่า  บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก (ธนัญชานีสูตร 15/629)

         มีผู้ถามพระอาจารย์สายกรรมฐานว่า "หลวงปู่ครับ ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้" ฯ หลวงปู่ตอบว่า "ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง" การจะรู้ทันความโกรธ เราจะต้องรู้จักต้วโกรธก่อน โทสะความโกรธ นั้น เป็นอารมณ์ที่รุนแรง สังเกตง่ายที่สุด สะท้อนชัดออกมาทางกายมากที่สุด เช่นเมื่อมีบุคคลหรือเหตุการณ์กระตุ้นให้โกรธ เราจะอยากทำตาวาวโรจน์ อยากก่นด่า อยากทุบตี หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีอาการตึงขมับ เพราะคิดอยู่เงียบๆว่าจะทำให้ศัตรูเดือดเนื้อร้อนใจสาสมกับที่ทำให้เราโกรธได้อย่างไร จิตที่มีโทสะจะมีลักษณะอยากขับไส คือผลักออกไป ทางรูปธรรมคืออยากกระแทกให้เกิดความแตกพังหรือเกิดความเจ็บปวด ทางนามธรรมคือมีพลังอัดกระแทกออกมาจากความคิดในหัวหรือความรู้สึกในอก แม้โทสะจะมีลักษณะเหมือนๆกันในแต่ละคน ทว่าพื้นหลังและโครงสร้างนิสัยของมนุษย์เราทำให้ผลที่ตามมาจากโทสะมีโอกาสต่างกันได้มาก เช่นบางคนโกรธแล้วอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอย่างย่ามใจ บางคนโกรธแล้วต้องอัดอั้นตันใจไว้อย่างนั้น

         น้อยคนที่ธรรมะธัมโมหน่อยอาจพิจารณาว่าโกรธไปทำไม ทุกข์ใจเปล่าๆ แล้วระงับความโกรธลงเสียด้วยปัญญาเห็นความไร้สาระแก่นสารของโทสะนั้น พระพุทธเจ้าเปรียบความโกรธว่าเหมือนไฟ เช่นไฟไหม้ป่า เผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าความโกรธ มีพลัง มีอำนาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งกว่าไฟไหม้ป่าเสียอีก มีแต่โทษ ไม่มีคุณแม้แต่นิดเดียว จะเห็นได้ว่าคนโบราณมีการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้กลัวและระมัดระวังไฟ เพราอันตรายมาก โดยเฉพาะ ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้ป่า ล้วนเผาทำราย พรึบเดียว ชั่วข้ามคืน ทำลายทั้งทรัพย์สมบัติจนหมดตัว และยังอาจทำลายชีวิตคนบางครั้งเป็นพันๆ หมื่นๆ คนทีเดียว แต่ความโกรธอันตรายยิ่งกว่าไฟ ไฟเสมอด้วยโกรธไม่มี เพราะความโกรธจะทำลายแม้แต่น้ำใจเราคนที่เรารักสุดหัวใจก็ดี คนที่รักเราก็ดี ชื่อเสียง คุณงามความดีที่สะสมไว้ตั้งแต่อเนกชาติ ถูกทำลายย่อยยับได้ด้วยความโกรธ ความโกรธ โมโห ครั้งเดียว สามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง น่ากลัวยิ่งกว่าไฟไหม้ !!!!!

         ความโกรธนี้ฆ่าผู้มีพระคุณมาหลายต่อหลายคนแล้ว ฆ่าคนที่เรารัก คนที่รักเรา คู่รักที่ต่างรักใคร่ชอบพอกัน บางครั้งในที่สุด ความโกรธก็ทำให้เลิกร้างกัน ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องแตกแยกจนถึงทำให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าลูกก็มี ผู้ใหญ่ในระดับประเทศโกรธกัน จนเป็นเหตุให้กลายเป็นสงคราม ฆ่ากันตาย เป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วความโกรธ ไม่ว่ามากหรือน้อย โกรธนาน หรือไม่นาน ล้วนทำลายความสุข ทำลายสุขภาพ เป็นโทษต่อตัวเอง และคนรอบข้าง สำหรับผู้มีสติปัญญาแล้วจะเห็นความโกรธ เป็นอารมณ์ของผู้ไร้ปัญญา   ย่อมหลีกเลี่ยงคนมักโกรธ

         แผ่นดินนี้ไม่อาจทำให้ราบเรียบเสมอกันหมดได้ ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายจะให้คิดเหมือนกันหมดก็ไม่ได้ ฉันนั้น ดังนั้น อย่าโกรธหรือเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อคนอื่นมีความเห็นไม่เหมือนเรา หรือทำไม่ถูกใจเรา ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น ไม่เป็นไปตามใจเรา ไม่อยู่ในบังคับ บัญชาของใครๆ  บางครั้ง ตัวเราเองแท้ๆ ยังไม่รู้ใจ ทำไม่ถูกใจเรา แล้วคนอื่นจะรู้ใจ ทำถูกใจเราได้อย่างไร?
                                                  จะหาใคร เหมาะใจ ที่ไหนเล่า
                                          ตัวของเรา ยังไม่ เหมาะใจหนา
                                          อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
                                          รู้ล่วงหน้า เสียก่อน ไม่ร้อนใจ

         ความโกรธเป็นเพลิงกิเลส เกิดกับผู้ใดก็เผาใจผู้นั้นให้ร้อนเร่า ถึงเราจะโกรธแค้นปานใดก็ไม่อาจสาปแช่ง หรือแผ่ความโกรธไปเผาผู้อื่นให้พลอยร้อนใจไปกับเราด้วย

         ดังนั้น แม้จะชื่อว่าโกรธเขา แต่ผู้ที่ร้อนใจ เจ็บใจ ทุกข์ใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ก็คือเรา ไม่ใช่เขา

         ในที่บางแห่ง ท่านเปรียบเทียบว่า อาการที่โกรธคนอื่น ก็เหมือนกับการหยิบเหล็กร้อนแดงหรืออุจจาระ (แล้วขว้างคนอื่น) ดังนั้น การโกรธลับหลัง เขาก็เหมือนกับการหยิบเหล็กร้อนแดงหรืออุจจาระ แล้วถือไว้เฉยๆ เพราะไม่รู้จะไปขว้างใคร ต้องร้อนหรือเหม็นอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องราว อะไรด้วยเลย ยิ่งโกรธบ่อยๆ ก็ต้องร้อนต้องเหม็นบ่อยๆ ยิ่งโกรธโดยไม่ยอมเลิก ก็เหมือนเอามือกำเหล็กร้อนแดงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หรือเอามือขยำอุจจาระโดยไม่ยอมเลิก ลองนึกดูว่า สภาพเช่นนั้นจะเจ็บปวด หรือน่าสมเพชน่าสะอิดสะเอียนขนาดไหน แล้วเราจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกอยู่ในสภาพนั้นหรือ?
                                           แม้ชื่อว่า โกรธเขา แต่เราร้อน
                                           เดินนั่งนอน ร้อนในอก แทบหมกไหม้
                                           แล้วยังดื้อ ถือโทษ โกรธทำไม
                                           ได้อะไร เป็นประโยชน์ โปรดตรองดู

         ท่านเจ้าคุณประยุทธ ปยุตฺโต ได้ให้อุบายสำหรับลดละความโกรธกล่าวโดยย่อดังนี้

         1.พิจารณาให้เห็นผล เห็นโทษทัณฑ์ของความโกรธทั้งที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ความโกรธทำลายคุณธรรมต่าง ๆ ที่เคยสั่งสมอบรมมาเป็นต้น ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนนั้น ต้องพบปะกับบุคคลต่างๆ มากหน้าหลายตา ทั้งดีและชั่ว การกระทบกระทั่งกันหรือล่วงเกินกันด้วย วาจา หรือความขัดแย้งอื่น ก็อาจมีบ้างเป็นของธรรมดา

         เมื่อมีใครล่วงเกินเราหรือทำไม่ดีต่อเรา ก็ขอให้คิดไปในทางที่ดีว่า ยังดีที่เขาไม่ทำ (เลว) ยิ่งไปกว่านี้ หรือไม่ก็คิดว่า เขาทำเลวมาอย่างหนึ่ง เราได้ทำดีตั้งสองอย่าง

         คืออดทนและให้อภัย บุคคลในโลกนี้ส่วนมากยังเป็นปุถุชนที่มีกิเลสหนา เห็นแก่ตัว ชอบทำหรือพูดตามอำเภอใจตน จึงก่อความเดือดร้อนแก่คนอื่นอยู่เสมอ ดังนั้น การที่ใครสักคนหนึ่งได้ทำ หรือกำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ได้ล่วงเกินเรา จึงเป็นเรื่องธรรมดา การหวังให้เขาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรา ย่อมเป็นไปได้ยาก เมื่อพิจารณาอย่างนี้ก็อาจจะบรรเทาความโกรธลงได้ การที่เราโกรธใครสักคนหนึ่งแล้ว สามารถทำให้คุณงามความดีของเขาพินาศไปก็หาไม่ ตรงกันข้าม ความโกรธของเรานั้นแหละจะทำลาย คุณงามความดีของเราเอง ลองคิดถึงหัวอกคนอื่นบ้างว่า เขาก็โง่ในบางครั้ง พลั้งเผลอในบางขณะ มักจะเอาเปรียบเมื่อมีโอกาส มีสิทธิ์ที่จะเป็นโรคประสาทเหมือนเรา แต่เขาไม่มีหน้าที่ที่จะเป็นทุกข์หรือตายแทนเรา การคิดอย่างนี้อาจช่วยให้หายโกรธได้

         2.พิจารณาให้เห็นคุณของขันติ (ความอดทน) และเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นและสัตว์อื่น และคุณของการให้อภัยว่าเป็นคุณที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีคุณธรรมเช่นนี้ ย่อมบรรลุถึงความยิ่งใหญ่ (มหัตตา) ผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่เคารพบูชาของคนทั้งหลาย ได้อาศัยคุณธรรมเช่นนี้มาแล้ว

         3.เมื่อความโกรธเกิดขึ้น จงรีบใช้ขันติและเมตตา ใช้ขันติอดกลั้นไว้ก่อนแล้วใช้น้ำคือเมตตารดบ่อย ๆ รดที่ใจ ซึ่งเร่าร้อนอยู่ด้วยความโกรธ ใจจะเย็นลง

         4. มองแง่ดีของเขาบ่อย ๆ ระลึกถึงความดีของเขาเสมอ ๆ เพราะคนเราย่อมมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี หรืออย่างน้อยก็มีทั้งส่วนที่เราพอใจและไม่พอใจ กล่าวคือส่วนใดที่เราพอใจเราก็ว่าดี ส่วนที่เราไม่พอใจ เราก็ว่าไม่ดี ที่จริงเขาอาจดีก็ได้คนอื่นอาจพอใจส่วนที่เราไม่พอใจก็ได้ มนุษย์เรามักตัดสินโลกตามความพอใจหรือไม่พอใจของตน ถ้าเรามองคนในแง่ดีไว้บ้าง ก็จะช่วยป้องกันความโกรธที่ยังไม่เกิดและช่วยระงับความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว ทำใจให้เป็นกลาง แล้วอาจจะพบความดีของเขาบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี เมื่อพบแล้ว ก็ใส่ใจแต่ความดีของเขา ไม่ใส่ใจความไม่ดี แล้วความโกรธก็จะระงับไป

         5. พิจารณาตนเอง ติเตียนตนเองเสียบ้างที่เป็นคนขี้โกรธ อะไรนิด อะไรหน่อยก็โกรธ ไม่รู้จักละอายตนเอง เปรียบเหมือนคนขี้โรค มัวโทษนั่นโทษนี่มองแต่สิ่งอื่น ไม่หันมามองสุขภาพที่ทรุดโทรม ร่างกายที่อ่อนแอของตน เพื่อปรับปรุงตนเองให้ดีแล้ว อะไร ๆ อาจจะดีขึ้นเกินคาดก็ได้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า
             “จงเตือนตนเอง พิจารณาตนเอง เขาผู้มีสติคุ้มครองตนได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข”

         6. พิจารณาถึงกฎแห่งกรรมอยู่เนือง ๆ ว่าเราและสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ผู้ทำกรรมอย่างใด ย่อมได้รับผลกรรมอย่างนั้น เมื่อเขาทำชั่วผลชั่วย่อมตกถึงเขาเอง เราจะไปจัดการแทนกฎแห่งกรรมได้อย่างไร เราไม่มีหน้าที่เช่นนั้น แล้ววางเฉยเสีย ปล่อยให้กฎแห่งกรรมหรือคนที่เขามีหน้าที่จัดการกันไป ถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยไป ถ้าช่วยไม่ได้ก็แล้วไป รู้จักปล่อยวางอารมณ์ปล่อยวางเหตุการณ์ อย่าแบกโลกหรือถือเป็นธุระของเราเสียหมด

         7. ระลึกถึงพระจริยาของพระพุทธเจ้าบ่อย ๆ ที่ทรงเสียสละ ไม่ทรงโกรธผู้คิดร้าย ทำร้ายพระองค์ แต่ทรงใช้พระขันติพระเมตตาอยู่เนืองนิตย์ เราเล่าเป็นอะไรนักหนาจึงจะมีใครล่วงเกินไม่ได้

         8. ขอให้คิดว่าผู้ที่โกรธเรานั้น เขามีความทุกข์เพราะไฟคือความโกรธเผาลนมากอยู่แล้ว อย่าต้องไปโกรธตอบซ้ำเติมเขาอีกเลย

         9. คิดว่า คนเราดีกันไว้ เกื้อกูลกันไว้ ดีกว่าเกลียดกัน โกรธกัน เราอาจจะเกื้อกูลกันมาหลายชาติแล้วก็ได้ บางชาติอาจเป็นศัตรูกัน บางชาติเป็นมิตรกัน เช่นเรื่องภิกษุรูปหนึ่งได้อุบาสิกาคนหนึ่งอุปการะ ท่านบำเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุอรหัตตผล ทั้งสองท่านระลึกชาติได้ จำได้ว่าชาติหนึ่งอุบาสิกาเคยช่วยชีวิตท่านไว้ อีกชาติหนึ่งเป็นภรรยาของท่านและฆ่าท่านตายเป็นมารดาและบุตรกันก็เคย  แม้ในชาติเดียวกันนี้บ้างช่วงชีวิตเราก็เป็นมิตรกันรักใคร่กัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน บางรายถึงกับรู้สึกว่าจะจากกันไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องล้มตายไปเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่พออีกช่วงหนึ่งของชีวิตกลายเป็นศัตรูกันจนมองหน้ากันไม่ได้ ถึงกับทำลายชีวิตกันก็มี เมื่อยังไม่บรรลุธรรม สังสารวัฏนี้ช่างสับสนปนเปเหมือนกองหญ้าแห้งที่สุมกันอยู่เป็นภูเขา ต้นและปลายสับสนปนเปกันจนยากที่จะสางหรือจัดระเบียบได้ โปรดจำไว้ว่าดีกันไว้เกื้อกูลกันไว้ดีกว่าเป็นศัตรูกัน

         10. คิดไว้เสมอ ๆ ว่า คนเราทุกคนก็สักแต่ว่าเป็นธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ (ความว่าง ) และวิญญาณ ประกอบกันหาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ เราโกรธใคร โกรธอะไร ถ้าโกรธคือโกรธ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณซึ่งหาตัวตนไม่ได้นั่นเอง

         เมื่อหมั่นพิจารณาบ่อย ๆ ซึ่งโทษของความโกรธและคุณของเมตตาเป็นต้นอยู่เช่นนี้ ความโกรธย่อมจะระงับลงไป ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ผู้ฆ่าความโกรธที่เกิดขึ้นได้เสมอ ๆ เมื่อนานเข้าก็จะเกิดความเคยชินในทางนั้นความโกรธไม่อาจครอบงำได้เป็นผู้ชนะความโกรธ ย่อมอยู่เป็นสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เป็นที่สรรเสริญของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นที่เคารพนับถือและวางใจสนิทของผู้เขาใกล้คบหาสมาคมในฐานะเป็นผู้ไม่มีภัย ไม่มีเวร มีชีวิตเกษมสุข เป็นบัณฑิตสมพระพุทธภาษิตที่ว่า

                            “เขมี อเวรี อภโย ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ ”
         แปลว่า “ผู้เกษมสุข ไม่มีเวร ไม่มีภัย อันนักปราชญ์เรียกท่านผู้เช่นนั้นว่าเป็นบัณฑิต”1

         ส่วนผู้มักโกรธและมีพิษร้ายจากความโกรธ พิษนั้นทำลายตนเองก่อนพ่นไปที่ผู้ใดก็ทำลายผู้นั้นด้วยเหมือน อสรพิษซึ่งมีพิษร้าย เป็นที่ระแวงอันตรายของผู้เข้าใกล้พบเห็นและรู้เรื่อง ไม่เป็นที่วางใจสนิทของผู้คบหาสมาคมหวั่นใจอยู่เสมอว่า ไม่รู้เขาจะพ่นพิษร้ายออกมาเมื่อไรอีก ความหวั่นใจระแวงเช่นนี้ ทำให้ไม่สนิทใจในความรัก ไม่ไว้วางใจในความคุ้นเคย

         ก่อนนอนและตื่นเช้าทุกวัน ขอให้ทำจิตให้ผ่องใส ด้วยการแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั่วหน้าว่า ขอผู้มีทุกข์ จงพ้นทุกข์ ผู้มีโศกจงพ้นโศก ผู้มีโรคจงพ้นโรค และผู้มีภัยจงพ้นภัย หลังจากนั้นขอให้สำรวมจิตในกรรมฐานบทใดบทหนึ่ง เสร็จแล้วตั้งใจให้อภัยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง-อย่างน้อยก็เพื่อความสุขสำราญของเราเองไปตลอดวัน ขอให้ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อลืมความขุ่นเคืองโกรธแค้นใด ๆ ที่มีอยู่ จิตของเรารับอารมณ์ได้ขณะละอย่าง เมื่อเราผูกจิตไว้กับอารมณ์ดีแล้ว อารมณ์ร้ายย่อมไม่ได้โอกาส

         การงานที่เราทำทั้งวันจะช่วยให้เราเพลิดเพลินลืมความขุ่นเคือง โกรธแค้นและอารมณ์เศร้าหมองต่าง ๆ ถ้าทำได้อย่างนี้ เชื่อว่าเราได้รับพรแห่งชีวิตตลอดวันและทุกวัน การขอพรและการให้พรนั้นดีอยู่ดอก แต่สู้การกระทำอันก่อให้เกิดพรไม่ได้ ท่านผู้รู้จึงว่าทำดีดีกว่าขอพร

         ขอให้มีอุดมคติเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จไปแต่ละวัน แต่ละเดือนแต่ละปี จนไม่มีเวลาพอที่จะเสียไปกับความคิดอันเหลวไหลไร้สาระ เช่นความโกรธแค้น ขุ่นเคือง ความริษยา ความวิตกหมกมุ่นอันปรุงแต่งขึ้นเพื่อให้เป็นทุกข์เปล่า ๆ คำว่า “ช่างเถอะ” จะช่วยให้อารมณ์ของเราแจ่มใสขึ้น จิตใจปลอดโปร่ง ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดมากเกินไป ความผิดพลาดบกพร่องเป็นสิ่งต้องมีในการทำงาน เราคิดและพูดว่า ช่างเถอะ แล้วทำใหม่ ที่พลาดไปเป็นบทเรียน

         เมษายนนี้ อากาศก็ร้อนจนผิดปกติอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็เป็นเพียงความร้อนทางกาย อย่าให้มีความร้อนทางใจเกิดร่วมด้วยอีกเลย ให้ใจเป็นปกติสุข ให้ใจมีความสงบ อย่าให้เป็นใจที่ผิดปกติ ด้วยความร้อนคือความโกรธ หากจะมีความโกรธเกิดขึ้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย รู้เท่าทันความโกรธ ระงับความโกรธได้ ฆ่าความโกรธได้ ให้ทุกท่าน มีความสุข ความเบิกบานใจ พ้นภัยจากพิษร้ายแห่งความโกรธแค้น ชิงชัง มนุษย์และสัตว์ทั้งมวลเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ทุกข์ที่มีอยู่โดยสภาพแห่งสังขารก็มีอยู่มากแล้ว อย่าต้องไปเพิ่มทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นด้วยการเติมความโกรธแค้นชิงชังลงไปอีกเลย  พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านสรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน ดังนี้แล...

 

 

พระครูพิลาสสรธรรม

07/09/57

 

อ้างอิง

1พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 4 - หน้าที่ 72