บทความธรรมะ เรื่อง ใจคนยากนักจะหยั่งถึง


พระเจริญ ทนฺตจิตฺโต
บทนำ
ในสังคมปัจจุบันถือว่าเป็นยุคแห่งนวัตกรรมใหม่ มีการพัฒนาไปสู่สังคมแห่งการใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมื่อเทียบกับอดีต ถือว่าต่างกันมาก เป็นยุคที่มีการสื่อสารไร้พรมแดน สามารถสร้างภาพและอาจทำจินตนาการให้เป็นจริงได้ ซึ่งสมัยก่อนอาจเป็นแค่ความคิด ปัจจุบันก็สามารถทำได้ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ใช้กันในปัจจุบัน สมัยก่อนใครจะรู้ว่าสามารถมองเห็นกันผ่านทางโทรศัพท์ได้ ปัจจุบันก็สามารถทำได้แล้ว เป็นต้น และยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งว่าไปแล้วอาจสามารถควบคุมความเป็น ความตาย ของมวลมนุษย์ได้เลยทีเดียว เช่น อาวุธสงคราม มีปืน ขีปนาวุธและอาวุธเชื้อโรค เป็นต้น มนุษย์นั้นสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้มากมายเพราะมนุษย์ถือว่าตนมีสติปัญญา มีอารยธรรมที่เหนือว่าสัตว์อื่นๆ ในโลกนี้ ดังนั้นมนุษย์จึงอยู่เหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย และเป็นเจ้าของสัตว์อื่นๆ แม้แต่มนุษย์ที่มีความอ่อนแอก็อาจจะไม่ต่างจากสัตว์ตัวหนึ่งในสายตาของผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์นั้นๆ เช่นกัน ถึงอย่างนั้นมนุษย์เองก็ใช่ว่าจะสามารถฆ่าสัตว์ หรือฆ่าใครคนใดคนหนึ่งได้ตามอำเภอใจ เพราะมนุษย์มีธรรมหรือคุณธรรมพร้อมทั้งมีกฎเกณฑ์ประเพณีและกฎหมายควบคุมความประพฤติอยู่ นี่เป็นธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์และความมีอารยธรรมของมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ที่ไร้คุณธรรม ไร้อารยธรรม ไร้วัฒนธรรม จารีตประเพณี บุคคลนั้นจะไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกัดและเหยียบย่ำ ทำร้าย กลั่นแกล้ง ปลิดชีวิตผู้อื่นในพริบตาได้
โลกปัจจุบันนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก ยิ่งโลกมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดหยั่งเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ลักษณะเช่นนี้มนุษย์อาจได้รับประโยชน์มหาศาลจากนวัตกรรมใหม่ๆ นั้นด้วย แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นโทษมหันต์ต่อมนุษย์เช่นกัน เช่นการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อประกอบอาชีพในทางมิชอบมีการทุจริต คดโกง แอบอ้างละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำให้เกิดเป็นปัญหาสังคม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตความมั่นคงของมนุษย์และสถานบันหลักของชาติด้วย แม้อาจคิดว่าเพียงเหตุเล็กน้อยก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในไม่กี่วินาทีก็ได้ เช่น การใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ มีไลน์ และเฟสบุ๊ค เป็นต้น เพียงแค่โพสต์หรือกดไลค์ก็สามารถส่งเรื่องราวต่างๆ ไปทั่วโลกได้
ดังนั้นการเสพสื่อทุกชนิดจะต้องมีสติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกได้ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในปัจจุบันเพราะเป็นสังคมออนไลน์ สังคมไร้พรมแดนเป็นยุควัตถุนิยม ซึ่งมีการแสวงหาความสุขตามรสนิยมที่ตนต้องการ การใช้ชีวิตเช่นนี้ปัจจุบันคล้ายๆ กับวิถีปรัชญาจารวาก ซึ่งปรัชญาจารวากเป็นปรัชญาวัตถุนิยม บางทีเรียก ว่า “โลกายัต” เพราะมีแนวคิดโน้มนำไปในทางดึงดูดความสนใจของชาวโลก พูดถึงปรัชญาจารวากบางท่านอาจไม่รู้จักมักคุ้นกับศัพท์นี้เท่าไรนัก เพราะเป็นสำนักปรัชญาที่เก่าแก่ของอินเดียสมัยโบราณ อาจเกิดก่อนหรือยุคเดียวกันกับสมัยพุทธกาล ซึงมีหลักฐานทางระบบแนวคิดของครูทั้ง ๖ ที่มีปรากฏในพุทธประวัติ ดังนี้ คือ นักคิดจารวาก อย่างเช่น
อชิตะ เกสกัมพล ผู้ประกาศลัทธิที่เรียกว่า “ตายแล้วสูญ” จิตและวิญญาณเป็นผลพลอยได้ของร่างกาย ปฏิเสธเรื่องความดี ความชั่ว บุญ-บาป ว่าไม่มีอยู่จริง ไม่ก่อเกิดผลแก่ผู้กระทำ และปฏิเสธว่า บิดามารดาไม่มี เท่ากับปฏิเสธพันธะ ทางศีลธรรมในหมู่มนุษย์ (สุนทร ณ รังษี , 2537 , หน้า 82)
ปกุธะ กัจายนะ เสนอหลักแนวคิดว่าด้วย สภาวะ 7 กอง ได้แก่ ธาตุทั้ง 4 และ สุข ทุกข์ และชีวะ สิ่งต่าง ๆ ถ้าไม่มีชีวิตประกอบด้วย 4 ธาตุ และถ้ามีชีวิตประกอบด้วย สภาวะ 7 กอง ทฤษฎีสภาวะ 7 กองนี้ จึงเป็นทฤษฎีปรมาณู ที่อธิบายว่า ตัวสภาวะเอง เป็นสิ่งที่เที่ยงและไม่มีการผันแปรไปว่า เป็นปรัชญาที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก ประวัติความเป็นมาของการเกิดปรัชญานี้ เชื่อกันว่า พระพฤหัสบดี อาจารย์ของพวกเทวดาและอสูร เป็นปฐมาจารย์ของลัทธิวัตถุนิยมจารวาก ได้สั่งสอนลัทธินี้ให้แก่พวกอสูร เพื่อจะได้ทำให้พวกอสูรมีความพินาศเสื่อมโทรมไป แต่ในอีกด้านหนึ่งกล่าวว่า จารวาก เป็นชื่อศิษย์คนสำคัญของพระพฤหัสบดี หรืออาจจะเป็นชื่อเรียกลัทธิวัตถุนิยม ที่ถือคติว่า “กินดื่มและรื่นเริงสำราญ”
หลักแนวคิดจารวาก มีสาระสำคัญว่า ธาตุทั้งหลายมีเพียง 4 คือดิน น้ำ ไฟ ลม ร่างกาย ประสาทสัมผัส และสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุต่าง ๆ เมื่อวัตถุรวมตัวกันอย่างถูกส่วนก็เกิด “สัมปชัญญะ-consciousness” ขึ้นมา ส่วนที่เรียกว่าวิญญาณ หรือ อาตมัน ก็คือร่างกายที่มีสัมปชัญญะ จุดหมายของชีวิต จึงอยู่ที่ความสุขสำราญเริงรมย์ และความตายคือ โมกษะ (สุนทร ณ รังษี , 2537 , หน้า 65) นักปรัชญาจารวาก ไม่เชื่อเรื่องความหลุดพ้นใด ๆ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีกฎแห่งกรรมที่ส่งผลแก่ผู้กระทำ พิธีกรรมบูชายัญ เป็นเรื่องหลอกหลวง ของพวกพราหมณ์ที่ต้องการหาเลี้ยงชีพ และเป็นเรื่องงมงายของพวกที่โง่เขลา ผู้ที่แต่งคัมภีร์พระเวท จึงเป็นคนลวงโลก แนวคิดเชิงญาณวิทยาจารวาก จึงเห็นว่า ความประจักษ์ คือ ความรู้ที่รับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส ส่วนความรู้วิธีอื่นใด เช่น วิธีอนุมาน เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องเพราะ การอนุมาน เป็นเพียงการอ้างเหตุผล จากความรู้เก่าที่หาความแน่นอนไม่ได้ จึงกล่าวได้ว่า จารวาก เป็นปรัชญาวัตถุนิยมที่ปฏิเสธ ความมีอยู่ของจิต วิญญาณ อาตมัน กฎแห่งกรรม คนเราเกิดและตายหนเดียว ปฏิเสธความมีอยู่ของพระเป็นเจ้า ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลก ทุกสิ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ พระผู้เป็นเจ้าไม่มีอยู่จริง คนเราควรแสวงหาทรัพย์สมบัติ หาความเพลิดเพลินในชีวิต หาความสุขทางเนื้อหนังและกามารมณ์ให้เต็มที่ คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต คนเราไม่จำเป็น ต้องทุกข์ทรมาน บำเพ็ญชีวิต เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นเพราะไม่มีความหลุดพ้น นอกจากความตาย
แนวคิดเช่นนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ หากมองสังคมปัจจุบันอาจเกิดคำถามมากมาย และก็จะมีคำตอบมากมาย พร้อมกับการอ้างเหตุผลเฉพาะตนๆ ผู้เขียนขอยกเรื่องราวที่ปรากฏใน อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘ ทางพระพุทธศาสนามาประกอบในเรื่องนี้เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น คือ เรื่องพระกุณฑลเกสีเถรี เรื่องมีอยู่ว่า
มีธิดาเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ มีอายุย่างเข้า ๑๖ ปี มีรูปร่างหน้าตาสดสวย พูดได้ว่ากำลังแตกเนื้อสาว เริ่มรุ่นก็ย่อมมีความฝักใฝ่ในบุรุษ และมีความโลเลในบุรุษเป็นธรรมดา ครั้งนั้น มารดาบิดาก็ได้ให้ธิดานั้นอยู่ในห้องอันประดับประดาอย่างงดงามตามสไตล์เศรษฐี บนปราสาท ๗ ชั้นและให้คนรับใช้คนหนึ่งคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แบบว่าไปไหนก็ไปด้วยติดตามตลอดเวลา ต่อมามีพวกทหารราชบุรุษได้จับโจรคนหนึ่งเป็นคนรูปหล่อหน้าตาดีแต่กระทำชั่ว เอาเชือกมัดมือไพล่หลังแล้วโบยตีด้วยหวายครั้งละ ๔ เส้นๆ กำลังนำไปสู่ที่ประหารชีวิต พอธิดาเศรษฐีนั้นได้ยินเสียงของคนจำนวนมากโห่ร้องเสียงดังมากเลยคิดว่า นี่อะไรกันหนอ? เลยออกมายืนดูที่บนพื้นระเบียงปราสาท พอมองไปได้เห็นโจรนั้นก็ถูกสเปครู้สึกปิ๊งๆ แล้วก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ขึ้นมาทันที เกิดมีความปรารถนาอยากจะครอบครองอยู่กินฉันสามีภรรยากับเจ้าโจรนั้น
ขณะนั้น มารดาเห็นผิดปกติเลยถามลูกสาวว่า แนะ ลูกกำลังคิดอะไรอยู่
ธิดาเศรษฐีเลยกล่าวว่า แม่ ลูกอยากได้บุรุษหนุ่มคนนั้น มาเป็นสามีของลูก ถ้าลูกไม่ได้ ชั่วชีวิตนี้ลูกจะไม่แต่งกับใคร และจะขอตายตามบุรุษนั้นในวันนี้ด้วย ดิฉันจักขอตายในที่นี้นี่แหละ
มารดากล่าวว่า แนะลูกคนนี้ อย่ากระทำตัวให้ใฝ่ต่ำเยี่ยงนี้เลย เจ้าควรจะได้สามีที่มีฐานะเสมอกันโดยทรัพย์และชาติตระกูลดีกว่า เจ้าจะหวังอะไรกับเจ้าโจรนั่นล่ะ
ธิดาเศรษฐีกล่าวว่า ชาตินี้ทั้งชาติ ลูกจะไม่ขออยู่ร่วมคู่ด้วยบุรุษคนอื่น ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามถ้าไม่ได้บุรุษนั่นลูกจะขอตาย ที่นี่เดียวนี้
เมื่อเศรษฐีทั้งสองนั้น ไม่สามารถให้ธิดายินยอมตามที่ตนขอร้องได้ จึงคิดว่า เราจะเอาอย่างไรดี ลูกสาวคนนี้เอาแต่ใจและ ดื้อจริงๆ? สุดท้ายหัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรักลูกดังแก้วตาดวงใจ ในที่สุดก็วิ่งเต้นให้สินบนด้วยการจ่ายเงินพันหนึ่งกหาปณะแก่ราชบุรุษผู้คุม ที่กำลังนำโจรนั้น ไปสู่ลานประหาร ด้วยคำว่า ท่านผู้คุมท่านจงรับเงินนี้ไว้ แล้วท่านจงให้บุรุษคนนั้นแก่ฉันเถิด ราชบุรุษนั้นคิดว่าเงินจำนวนมากมายเช่นนี้ ถ้าเราปล่อยไปก็น่าเสียดายยิ่งนัก หยุดนิ่ง แล้วกล่าวว่าท่านเศรษฐีท่านจะเอาเจ้าโจรนี้ไปทำไม เศรษฐีก็นิ่งไม่พูดอะไร ต่อมาราชบุรุษเห็นท่าไม่ค่อยดีกลัวว่าท่านเศรษฐีใหญ่โกรธ ด้วยความเกรงกลัวในอิทธิพลของเศรษฐี ซึ่งแม้แต่พระราชายังยำเกรง จึงรับคำว่า "ดีละ" แล้วก็รับเงินหนึ่งพันกหาปณะนั้นไป เมื่อได้เงินแล้วก็มอบโจรนั้นให้เศรษฐีนั้นไป ราชบุรุษเลยคิดว่าเจ้าโจรนี้โทษตายซึ่งพระราชาตัดสินแล้วถ้าไม่ประหารแล้ว เราก็จะมีความผิดเป็นแน่แท้ เราต้องหาคนที่จะมารับโทษแทนเจ้าโจรนี้ให้ได้ เลยจับเอาบุรุษอื่นแล้วฆ่าแทน ต่อมาก็ไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ฆ่าโจรแล้ว พระเจ้าข้า.
เศรษฐีได้ให้ธิดาของตนแก่โจรนั้นแล้ว ธิดาเศรษฐีนางคิดว่า "จักทำสามีของเราให้ยินดีที่สุด" จึงตกแต่งตัวด้วยเครื่องประดับทั้งปวงทำตัวให้สวยงามที่สุด แล้วนางก็จัดแจงยาคู อาหารเป็นต้น แก่โจรนั้น ด้วยตนเองทีเดียว คนทั้งหลายในเรือนก็เกิดความแปลกใจ เพราะว่าไม่เคยเห็นธิดานั้นจัดแจงเรื่องอาหารแก่ใครเลยแม้แต่เศรษฐีเองธิดาก็ไม่เห็นจะเอาใจใส่เช่นนี้
ต่อมา ๒-๓ วัน ผ่านไป ด้วยนิสัยแห่งความเป็นโจร เจ้าโจรนั้นเลยคิดแผนการใหญ่ว่า "ในกาลไรหนอแล? เราจักได้เพื่อฆ่าหญิงนี้ แล้วถือเอาเครื่องประดับอันมีราคานับค่าไม่ได้ของหญิงนี้ แล้วนำไปขายแล้วนำเงินมาเที่ยวสุรานารีให้หนำใจ แล้วก็หัวเราะ ต่อมาเจ้าโจรนั้น ก็คิดอุบายได้ จึงไม่ทานอาหารอะไรๆ ที่นางนั้นยกมาวางตรงหน้าแม้แต่คำเดียว ทำท่าเหมือนโกรธไม่พอใจ แล้วรุกไปนอนบนเตียง ขณะนั้น นางเข้าไปหาโจรนั่นแล้วถามว่า "แนะนายผู้เป็นที่รักเอ๋ย อะไรที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนี้ล่ะ
โจร. ไม่มีอะไรหรอก นางผู้เจริญ.
ธิดาเศรษฐี. ก็มารดาบิดาของดิฉันทำให้ท่านโกรธ ไม่พอใจหรือ?
โจร. ไปมีเลย ฉันไม่โกรธใคร นางผู้เจริญ.
ธิดาเศรษฐี. เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้พี่ทำอย่างนี้ทำไมจ๊ะ?
เลยเข้าทางแผนของโจรพอดี โจรเลยโกหกว่า แนะนางผู้เจริญ ที่ฉันถูกจับนำไปในวันนั้น ฉันได้บนบานไว้ต่อเทวดาผู้สถิตอยู่ที่ภูเขาทิ้งโจร มาบัดนี้ฉันได้มีชีวิตใหม่แถมยังได้ภรรยาที่ดี มีความงดงามเช่นเจ้าถือว่าที่บนไว้สำเร็จแล้ว แม้เราได้อยู่ร่วมกันก็ด้วยอานุภาพแห่งเทวดานั้นเหมือนกัน นางผู้เจริญ ฉันคิดว่า "ฉันจะตั้งพลีกรรม(แก้บน)นั้นเพื่อตอบแทนต่อเทพดาหน่อยจะว่าอย่างไร"
ธิดาเศรษฐี นาย อย่าคิดเลย ดิฉันจักกระทำพลีกรรม ท่านจงบอก ท่านต้องการอะไรบ้างจ๊ะ?
โจร. ต้องการข้าวมธุปายาสชนิดมีน้ำน้อย และดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕.
ธิดาเศรษฐี. ดีละๆ นาย ดิฉันจักจัดแจงทันทีจ๊ะ.
ธิดาเศรษฐีนั้นจัดแจงพลีกรรมทุกอย่างแล้ว จึงกล่าวว่า "มาเถิด นาย เราไปด้วยกัน."
โจร. นางผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้พวกญาติของเธอกลับเสีย ถือเอาผ้าและเครื่องประดับที่มีค่ามากที่สุดแล้วจงตกแต่งตัวให้สวย เราจักเดินเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ.
นางก็สั่งพวกญาติทันที ในเวลาถึงเชิงเขา โจรนั้นกล่าวกะนางว่า "แนะนางผู้เจริญ เบื้องหน้าแต่นี้ เราจักไปกัน ๒ คนแล้ว, เธอจงให้คนที่เหลือกลับพร้อมกับยาน(รถ)เถิด แล้วเจ้าโจรนั้นก็ยกภาชนะพลีกรรมถือไปเอง." นางได้กระทำอย่างนั้นทันที. แล้วต่อมาโจรก็พานางขึ้นสู่ภูเขาเป็นที่ทิ้งโจร.
ก็มนุษย์ทั้งหลายเวลาจับโจรหรือผู้กระทำความผิดได้จะนำไปทิ้งบนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งเป็นลักษณะสูงชันมีโขดหินอันตราย เมื่อตกลง โจรเหล่านั้นจะขาดเป็นท่อนเล็กท่อนน้อยเมื่อตกลงถึงพื้นนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า "เขาทิ้งโจร." ขณะนั้นนางก็ยืนอยู่บนยอดแล้ว
ธิดาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า "แนะนาย ท่านจงทำพลีกรรมของท่านเถิด." โจรนั้นได้นิ่งแล้ว. เมื่อนางกล่าวอีกว่า "นาย เหตุไรท่านจึงนิ่งเสียเล่า?" จึงบอกกะนางว่า "ฉันไม่ต้องการพลีกรรมดอก, แต่ฉันล่อลวงพาหล่อนมา เฉยๆ"
ธิดาเศรษฐี. เพราะเหตุไร? นาย.
โจร. ฉันต้องการจะฆ่าหล่อน แล้วถือเอาเครื่องประดับของหล่อนแล้วก็จะหนีไป.
ธิดาเศรษฐี. ขณะนั้นถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ตั้งสติแล้วกล่าวว่า "นายจ๋า ดิฉันและเครื่องประดับของดิฉันก็เป็นของๆ ท่านทั้งนั้น เหตุไร ท่านจึงพูดอย่างนี้?" โจรนั้นแม้ถูกอ้อนวอนบ่อยๆ ว่า "ท่านจงอย่ากระทำอย่างนี้" ก็กล่าวว่า "ฉันจะฆ่าให้ได้."
นางกล่าวว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะต้องการอะไร? ด้วยความตายของดิฉัน ท่านถือเอาเครื่องประดับเหล่านี้ แล้วให้ชีวิตแก่ดิฉันเถิด ท่านจงจำดิฉันว่า ‘ตายแล้ว’ หรือว่าดิฉันจักเป็นทาสีของท่านกระทำตามที่ท่านสั่งจ๊ะ"
โจรฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า "เมื่อฉันกระทำอย่างนั้น หล่อนไปแล้ว ก็จักบอกแก่มารดาบิดา ฉันจักฆ่าให้ได้ หล่อนอย่าคร่ำครวญไปนักเลย"
ธิดาเศรษฐีนางคิดว่า "โอ กรรมนี้หนัก เราอุตสาห์ให้โอกาสแล้ว ชื่อว่าปัญญาของคน คุณงามความดีใช่ว่าจะสร้างกันง่ายๆ เราต้องหาทางรับมือกับเจ้าคนนี้เสียแล้ว
ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะโจรนั้นว่า "นาย ท่านถูกจับว่าเป็นโจรในกาลนั้น ดิฉันบอกแก่มารดาบิดา ท่านทั้งสองนั้นสละทรัพย์พันหนึ่ง ให้นำท่านมากระทำไว้ในเรือน แต่กาลนั้น ดิฉันก็อุปการะท่าน วันนี้ ท่านจงเข้ามาใกล้ๆ ให้ดิฉันได้เห็นท่านชัดๆ ถนัด แล้วไหว้เป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม."
โจรนั้นกล่าวว่า "ดีละ นางผู้เจริญ หล่อนจะทำอะไรก็ให้รีบทำเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ได้ยืนอยู่บนยอดเขาใกล้ๆธิดาเศรษฐีนั้น.
ทีนั้น นางทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้โจรนั้นในที่ ๔ สถานแล้ว กล่าวว่า "นาย นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของดิฉัน, บัดนี้ การที่ท่านเห็นดิฉัน หรือการที่ดิฉันเห็นท่านไม่มีละ" แล้วสวมกอดข้างหน้าข้างหลัง ยืนที่ข้างหลังเอามือข้างหนึ่งจับโจรผู้ประมาท ยืนอยู่บนยอดเขา ตรงคอเอามือข้างหนึ่ง จับตรงรักแร้ข้างหลัง ผลักลงไปในเหวแห่งภูเขาทันที.
โจรนั้นตกลงมาถูกกระทบที่ท้องแห่งภูเขา ร่างกายขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายเต็มพื้นไปหมด
เทวดาผู้สถิตอยู่บนยอดเขาที่ทิ้งโจร เห็นกิริยาของทั้งสองคนนั้น จึงให้สาธุการแก่หญิงนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
บุรุษนั่น เป็นบัณฑิตในที่ทุกสถาน ก็หาไม่,
แม้สตรี ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้
ธิดาเศรษฐีนั้น ครั้นผลักโจรลงไปในเหวแล้ว (คิดว่า) "หากว่า เราจักกลับไปที่บ้าน, มารดาบิดาจักถามว่า สามีของเจ้าไปไหน? หากเราถูกถามอย่างนั้นจะตอบว่า ‘ดิฉันฆ่าเสียแล้ว’ ท่านจักด่าดูถูกแก่เราแน่ว่า ‘นางคนหัวดื้อ เจ้าให้ทรัพย์พันหนึ่งให้นำผัวมา บัดนี้ ก็ฆ่าเขาเสียแล้ว’ แม้เมื่อเราบอกว่า ‘เขาปรารถนาจะฆ่าดิฉันเพื่อต้องการเครื่องประดับ' ท่านก็จักไม่เชื่อ, อย่าเลย เราไม่ควรกลับบ้านในตอนนี้ ดังนี้แล้ว ทิ้งเครื่องประดับไว้ในที่นั่น แล้วก็เดินมุ้งหน้าเข้าไปสู่ป่า แล้วเที่ยวไปโดยลำดับ ถึงอาศรมของพวกปริพาชกแห่งหนึ่ง ไหว้แล้ว กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงให้การบรรพชา ในสำนักของท่านแก่ดิฉันเถิด."
ธิดาเศรษฐีนั้นพอบวชแล้ว ถามว่า "ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นจุดมุ้งหมายสูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน."
ปริพาชก. นางผู้เจริญ บุคคลกระทำบริกรรมในกสิณ ๑๐ แล้ว พึงยังฌานให้บังเกิดบ้าง พึงเรียนวาทศิลป์พันหนึ่งบ้าง นี้เป็นประโยชน์สูงสุดแห่งบรรพชาของพวกเรา.
ธิดาเศรษฐี. ดิฉันไม่อาจจะยังฌานให้เกิดได้ก่อน แต่จักเรียนวาทะพันหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้า.
ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้น ก็ให้นางเรียนวาทะพันหนึ่งแล้ว กล่าวว่า "ศิลปะ ท่านก็เรียนแล้ว บัดนี้ ท่านจงเที่ยวไปบนพื้นชมพูทวีป ตรวจดูผู้สามารถจะกล่าวปัญหากับตน" แล้วให้กิ่งหว้าในมือแก่นาง ส่งไปด้วยสั่งว่า "ไปเถิด นางผู้เจริญ หากใครๆ เป็นคฤหัสถ์ อาจกล่าวปัญหากับท่านได้, ท่านจงเป็นบาทปริจาริกาของผู้นั้นเทียว, หากเป็นบรรพชิต ท่านจงบรรพชาในสำนักผู้นั้นเถิด."
นางมีชื่อว่า ชัมพุปริพาชิกา ตามนาม (ไม้) ออกจากที่นั้น เที่ยวถามปัญหากะผู้ที่ตนเห็นแล้วๆ. คนชื่อว่าผู้สามารถตอบปัญหาของนางไม่มีแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายพอฟังว่า นางชัมพุปริพาชิกามาทางไหนก็จะพากันหนีไปทางอื่น. นางเข้าไปสู่บ้านหรือตำบลเพื่อบิณฑบาต แล้วก็ก่อกองทรายไว้ใกล้ประตูบ้าน ปักกิ่งหว้าบนกองทรายนั้น กล่าวว่า "ผู้สามารถจะกล่าวกับเรา จงเหยียบกิ่งหว้า" แล้วก็เดินเข้าไปสู่บ้านได้. ไม่มีใครๆ เลยที่สามารถจะเข้าไปยังที่นั้นได้
แม้นางย่อมถือกิ่งอื่น ในเมื่อกิ่งหว้า (เก่า) เหี่ยวแห้ง, เที่ยวไปโดยทำนองนี้ ถึงกรุงสาวัตถี ปักกิ่ง (หว้า) ใกล้ประตูเมือง พูดโดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นแล เข้าไปเพื่อบิณฑบาต. เด็กเป็นอันมากได้ยืนล้อมกิ่งไม้ไว้แล้ว.
ในกาลนั้น พระสารีบุตรเถระเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต กระทำภัตกิจแล้วออกไปจากเมือง เห็นเด็กเหล่านั้นยืนล้อมกิ่งไม้ จึงถามว่า "นี้อะไร?" เด็กทั้งหลายบอกเรื่องนั้นแก่พระเถระแล้ว. พระเถระกล่าวว่า "เด็กทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบกิ่งไม้นี้เสีย."
พวกเด็ก. พวกกระผมกลัว ขอรับ.
พระเถระ. เราจักกล่าวปัญหา พวกเจ้าเหยียบเถิด.
เด็กเหล่านั้นเกิดคิดว่าเป็นคำของพระเถระจึงกระทำเหยียบ แล้วโห่ร้องอยู่ โปรยธุลีไปทั่วๆ
นางปริพาชิกามาแล้วดุเด็กเหล่านั้น กล่าวว่า "กิจด้วยปัญหาของเรากับพวกเจ้า ไม่มี เหตุไร พวกเจ้าจึงพากันเหยียบกิ่งไม้ของเรา?"
พวกเด็กกล่าวว่า "พวกเรา ทำตามพระผู้เป็นเจ้า ท่านสั่งให้พวกเราเหยียบขอรับ."
นางปริพาชิกา. ท่านผู้เจริญ ท่านใช้พวกเด็กเหยียบกิ่งไม้ของดิฉันหรือ?
พระเถระ. เออใช่แล้ว น้องหญิง.
นางปริพาชิกา. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกล่าวปัญหากับดิฉัน.
พระเถระ. ดีละ, เราจักกล่าว.
นางปริพาชิกานั้นได้ไปสู่สำนักของพระเถระ เพื่อถามปัญหาในเวลาบ่ายๆ ทั่วทั้งเมืองลือกระฉ่อนกันว่า "พวกเราจักฟังถ้อยคำของ ๒ บัณฑิต" พวกชาวเมืองไปกับนางปริพาชิกานั้นเหมือนกัน ไหว้พระเถระแล้วนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง.
นางปริพาชิกากล่าวกะพระเถระว่า "ท่านผู้เจริญ ดิฉันจักถามปัญหากะท่าน."
พระเถระ. ถามเถิด น้องหญิง.
นางถามวาทะพันหนึ่งแล้ว. พระเถระแก้ปัญหาที่นางถามได้หมดแล้ว .
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะนางว่า "ปัญหาของท่านมีเท่านี้ ปัญหาแม้อื่นมีอยู่หรือ?"
นางปริพาชิกา. มีเท่านี้แหละ ท่านผู้เจริญ.
พระเถระ. ดูก่อนน้องหญิง ท่านถามปัญหาเป็นอันมาก แม้เราก็จักถามสักปัญหาหนึ่ง ท่านจักแก้ได้หรือไม่?
นางปริพาชิกา. ดิฉันรู้ก็จักแก้ จงถามเถิด ท่านผู้เจริญ.
พระเถระถามปัญหาว่า "อะไร? ชื่อว่าหนึ่ง."
นางปริพาชิกานั้นไม่รู้ว่า "ปัญหานี้ ควรแก้อย่างไร" จึงถามว่า "นั่นชื่อว่าอะไร? ท่านผู้เจริญ"
พระเถระ. ชื่อพุทธมนต์ น้องหญิง.
นางปริพาชิกา. ท่านจงให้พุทธมนต์นั้นแก่ดิฉันบ้าง ท่านผู้เจริญ.
พระเถระ. หากว่า ท่านบวชในแบบเช่นเรา เราจักให้.
นางปริพาชิกา. ถ้าเช่นนั้น ขอท่านยังดิฉันให้บรรพชาเถิด.
พระเถระบอกแก่นางภิกษุณีทั้งหลายให้บรรพชาแก่นางปริพาชิกาแล้ว.
นาง ครั้นได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว มีชื่อว่ากุณฑลเกสีเถรี บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายโดย ๒-๓ วันเท่านั้น.
สรุป
การที่เราจะมอบความไว้เนื้อเชื่อใจแก่ใครด้วยการอาศัยสักแต่ว่าเห็นว่าน่ารัก น่าเอ็นดู น่าศรัทธา น่าเชื่อถืออย่างเดียวก็คงยังไม่เพียงพอ ความดีของคนใช่ว่าเราจะตัดสินได้ ด้วยความคิดของเราเองเพราะเราก็ใช่ว่าดีกว่านัก เพราะล้วนเป็นผู้เวียนว่ายตายเกิดยังมีธุรีเครื่องเศร้าหมองมีความมืดบอดด้วยอำนาจของอวิชชาอยู่ และในโลกใบนี้ท่านก็กล่าวว่าเหมือนโรงละคร ที่มีผู้แสดงคือสรรพสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยในโลก ต่างมีบทบาทหน้าที่ของตนๆ อยากจะเป็นอะไร ก็ทำได้ มีการสร้างขึ้น สมมติขึ้น แล้วก็สวมบทบาทนั้นๆ ไปตามที่สังคมต้องการ ถ้าถูกใจคนส่วนมาก คนส่วนนั้นนั่นก็ยอมรับ แต่ถ้าไม่ถูกใจก็เกิดการทะเลาะกัน เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นกลุ่ม เป็นสีต่างๆ สร้างความกดดันทางสังคม เพื่อหาทางออกและข้อยุติ ปัญหาต่างๆ อาจไม่ง่ายและอาจมีจริงไม่มีจริง มนุษย์ก็สามารถจะทำได้ทั้งนั้น เพราะเป็นละครฉากหนึ่งเท่านั้น คนทั้งหลายเมื่อเสพข่าวสารข้อมูลอย่างไร มีอุปนิสัยอย่างไรก็จะเข้าใจตามนั้น นั่นก็ใช่ว่าถูกต้องเสมอไป ความรับผิดชอบชั่วดี บวกกับการมีจิตใต้สำนึกที่ดี มีสติปัญญา ทำลายอวิชชาได้แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใจในกลไกลแห่งชีวิตได้ สามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิดได้ เมื่อสามารถเข้าได้ชัดเจนก็จะจัดสรรชีวิตของตนให้ดี สามมารถพัฒนาตน พัฒนาสังคมให้เกิดความน่าอยู่ร่มเย็นเป็นสุขและยั่งยืนเป็นสังคมที่มีธรรมได้ แต่เมื่อไรสังคมยังหลงอยู่กับละคร ที่มีผู้ฉายแสงแสดงท่าทางลูกเล่นแพรวพราว ตามลีลาของนักแสดงอยู่ เมื่อนั้นจะหาความจริงใจกับใครย่อมไม่มี เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เมื่อนั้นย่อมสุข ย่อมทุกข์ตามกระแสหรือเรื่องราวต่างๆ ตามลีลาชีวิตของมนุษย์นั่นเอง.
ท่านผู้เจริญ
๒๐ ก.พ. ๒๕๖๑