การศึกษาแนวพุทธเพื่อนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงของชีวิต

 

พระมหาสาคร ธมฺมสาคโร

บทนำ

          ชีวิตของคนเรานั้นมีหลากหลายรูปแบบหลากหลายเรื่องราวจนบางครั้งก็อดถาม หรือแสวงหาคำตอบไม่ได้ว่าชีวิตคืออะไรกันแน่ ปัญหาในชีวิตมนุษย์นั้นไม่ว่ายุคใดสมัยใด เกิดขึ้นซ้ำกัน หมายความว่าปัญหานั้นมีทีมา มีสาเหตุหรือเหตุปัจจัยไม่ค่อยแตกต่างกันถ้าจะแบ่งปัญหาตามหน้าที่ในสังคมแล้ว ก็มีหลายอย่าง เช่น  ปัญหาชีวิตส่วนตัว  ปัญหาชีวิตอันเนื่องมาแต่ครอบครัว ปัญหาชีวิตอันเนื่องมาแต่สังคม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆในชีวิตมนุษย์ เมื่อพิจารณาแล้ว เกิดจากเหตุปัจจัยภายในตนเป็นอันดับแรก  เหตุปัจจัยภายในตนที่เป็นตัวการสร้างปมปัญหาของชีวิตมนุษย์ คือ อวิชชา คือ ความไม่รู้ในความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดและมีความสามารถมีศักยภาพทางสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์อื่นๆในการแก้ปัญหาต่างๆ แต่มนุษย์กลับใช้ความสามารถพิเศษของตนไปในทางผิดคือประพฤติไปตามอำนาจของธรรมชาติฝ่ายต่ำอันได้แก่กิเลสตัณหาดังกล่าว และด้วยอำนาจแห่งความเห็นแก่ตัว มนุษย์จึงมีการขัดแย้งแก่งแย่งช่วงชิงกันถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าแลกหรือรบราฆ่าฟัน ในบางครั้งก็ทำสงครามกันอันเนื่องมาจากสาเหตุคือการขัดแย้งและแก่งแย่งกันในเรื่องต่างๆเช่น ขัดแย้งเพราะแย่งอาหารกันกิน ทำให้ทะเลาะกันในเรื่องปัญหาปากท้อง เรื่องผลผลิตรวมถึงการผูกขาดทางอำนาจด้านเศรษฐกิจทุกอย่างทุกระดับ ขัดแย้งเพราะแย่งแผ่นดินกันอยู่ คืออ้างถือสิทธิครอบครองอาณาบริเวณขอบเขตพื้นที่ และทรัพยากรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อตนเอง เหล่าญาติและพวกพ้องขัดแย้งเพราะแย่งคู่พิศวาส คือปัญหาทะเลาะวิวาทที่เกิดจากกามตัณหาการละเมิดทางศีลธรรมด้านชู้สาวประพฤติผิดประเวณีมีปัญหาทั้งส่วนตัวครอบครัวและสังคม ขัดแย้งเพราะแย่งอำนาจกันครอบครอง คือขัดแย้งเพราะแย่งความเป็นใหญ่หรือความเป็นผู้มีอำนาจทางบริหารจัดการอันเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ซับซ้อน

กล่าวโดยสรุปแล้วปัญหาต่างๆ ก็อยู่ในกรอบของเรื่อง กิน กาม เกียรติ การแก่งแย่งและขัดแย้งกันในเรื่องเหล่านี้เป็นตัวเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมแห่งมวลมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะยังเป็นปัญหาสร้างความวุ่นวายต่อไปถึงอนาคตอีกยาวนานถ้าหากมนุษย์ไม่สามารถหยุดหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็น ชีวิตก็จะดำเนินไปแบบสับสนวุ่นวาย ไม่รู้เป้าหมายของชีวิตที่เกิดมา  ปัจจุบันนี้ปัญหามากมายที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง และสิ่งแวดล้อม คำถามในการดำรงชีวิตคือว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสุข ทั้งความสุขทางกายและความสุขทางใจภายใต้สรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวซึ่งคำถามดังกล่าวเกิดจากเป้าหมายในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แสวงหาความสุขมาให้ร่างกายและจิตใจ โดยการยึดถือค่านิยมในเรื่องความสุขที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าการที่มีเงินเยอะๆ เป็นสาเหตุให้เกิดความสุข เพราะเงินสามารถบันดาลได้ทุกอย่าง บางคนก็ถือว่าการเป็นคนดีมีชื่อเสียงในสังคมเป็นความสุข แต่ความสุขลักษณะนี้ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นความสุขไม่ยั่งยืน เป็นความสุขพร้อมที่จะเกิดความทุกข์ได้ตลอดเวลาดังนั้น การที่มนุษย์จะเข้าถึงเป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงคือความสุขที่แท้จริงได้ มนุษย์จะต้องทำการศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังที่ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงการศึกษาแนวพุทธเป็นลำดับต่อไป

 

ความหมายของการศึกษาแนวพุทธ

 

          ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของพระพุทธศาสนานั้นได้มีนักปราชญ์หรือท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความหมายได้หลากหลายดังต่อไปนี้

 

          พระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ.ปยุตฺโต), (๒๕๔๒ : ๑๑-๒๕) ได้ให้ความหมายของการศึกษาว่า การศึกษาคือการฝึกฝนพัฒนาตนสู่ความเป็นบัณฑิต (สิกขา) การศึกษาพัฒนาชีวิตสู่ความดีงาม (ภาวนา) ซึ่งจากผลการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการศึกษาตามทัศนะคติของท่าน สามารถแบ่งความหมายของการศึกษาออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ

 

          ๑. ไตรสิกขา เป็นการฝึกฝนตนสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการศึกษาเรียนรู้เริ่มตั้งแต่สิ่งที่มีอยู่ภายนอกเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยมีความหมายดังนี้

 

                   ๑) ศีล หมายถึง การศึกษา ฝึกฝน พัฒนาพฤติกรรมทางกาย และวาจา ให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมีผลดี ในความหมายการศึกษานี้ เพื่อให้เกิดการเรียนวินัยแม่บทของชุมชน (ศีล ๒๒๗ ศีล ๑๐ ศีล ๘ และศีล ๕) ผลของการศึกษาทำให้เกิดการสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้เกิดความลุ่มหลงในการบริโภคใช้สอย ผลจากการศึกษาทำให้หาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ และผลจากการศึกษาทำให้เกิดการพิจารณาก่อนการบริโภคใช้สอย ลดความเห็นแก่ตัว ไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

 

                   ๒) สมาธิ หมายถึง การศึกษาทำให้เกิดการฝึกฝนพัฒนาจิตใจ เนื่องจากพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เป็นไปตามเจตจำนงแห่งจิตที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าจิตใจได้รับการศึกษาจนเกิดการพัฒนาที่ดีงามแล้ว ย่อมควบคุมดูแลพฤติกรรมไปในทางที่ดีงาม แสดงให้เห็นว่า จิตใจนี้มีสมาธิเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนา อันได้แก่การศึกษาเรียนรู้ พัฒนาคุณธรรมให้มีอยู่ในจิตใจ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาจิตใจให้ดีงาม เป็นจิตที่สูง มีความประณีต ประเสริฐ อันเกิดจากความเมตตากรุณา การศึกษาช่วยพัฒนาสมรรถภาพของจิตใจให้มีความแข็งแกร่ง เกิดความมั่นคงแกล้วกล้า สามารถทำกิจหน้าที่ได้และการศึกษาช่วยพัฒนาจิตให้เกิดความสุข ทำให้สุขภาพจิตดี มีความอ่อนโยน

 

                   ๓) ปัญญา หมายถึง การศึกษาทำให้เกิดการพัฒนาปัญญา เพราะปัญญาเป็นตัวนำทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด ปัญญาที่ได้รับการศึกษา จะเป็นตัวปลดปล่อยจิตใจให้ทางออกแก่จิตใจ อันได้แก่ ปัญญาที่ได้รับการศึกษาย่อมช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จ ผลการศึกษาทำให้เกิดปัญญา ดำเนินชีวิตเข้าสู่วิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม สามารถบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงามได้

 

          ๒. ภาวนา หมายถึง การศึกษาเรียนรู้ พัฒนาชีวิตตนเองให้เจริญ ทำให้มี ทำให้เกิดขึ้นในตน ด้วยการฝึกฝนอบรม พัฒนา (Training; development) ซึ่งลักษณะความหมายการศึกษาแบบภาวนา มี ๔ ประการ คือ

 

                   ๑) กายภาวนา หมายถึง การศึกษาเพื่อพัฒนาร่างกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ทำให้กุศลธรรมเจริญงอกงาม ทำให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญไป ช่วยทำให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Physical development)

 

                   ๒) สีลภาวนา หมายถึง การศึกษาเพื่อพัฒนาพฤติกรรมที่ทำให้เกิดจากผลการฝึกอบรมด้วยศีล ทำให้ตั้งตนอยู่ในกฎระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่น ย่อมทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกิดความเกื้อกูลกันในสังคม (Moraldevelopment)

 

                   ๓) จิตตภาวนา หมายถึง การศึกษาเพื่อทำให้เกิดการพัฒนาจิต ด้วยการฝึกฝนอบรม พัฒนาจิตใจให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง เกิดความเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีความเมตตากรุณา มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทน มีสมาธิ และความสดชื่นเบิกบาน เป็นสุข ผ่องใสในจิตใจ (Emotional development)

 

                   ๔) ปัญญาภาวนา หมายถึง การศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญา ด้วยการฝึกฝนพัฒนาปัญญาให้มีความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทัน เห็นแจ้งในโลกและชีวิตตามสภาวธรรม สามารถพัฒนาจิตให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา (Intellectualdevelopment)

 

กล่าวโดยสรุปจากการให้ความหมายเรื่องการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สามารถสรุปได้๒ แนวทาง คือ

 

(๑) การศึกษาเพื่อเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายในร่างกายตนเองก่อน เป็นการศึกษาเรียนรู้เรื่องกายและจิตใจ

 

(๒) การศึกษาเพื่อเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในภายนอก ซึ่งเน้นการเรียนรู้ สร้างความสัมพันธ์ทางอินทรีย์ว่า ตาเห็นรูปก็มองเห็นเป็นอนิจจัง หูได้ยินเสียงก็พิจารณาเป็นเหตุปัจจัย จมูกได้กลิ่นก็พิจารณาเป็นเพียงสัมผัสที่มากระทบ ลิ้นได้ลิ้มรสพิจารณาเป็นเพียงแค่บริโภคเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ มิได้ละโมบโลภมาก กายสัมผัสเพียงแค่รู้ว่าหนาว ร้อน เป็นอารมณ์เวทนาเท่านั้น ใจเรียนรู้เพียงแค่สิ่งมากระทบว่าชอบใจมิชอบใจ นี้เป็นลักษณะความหมายการศึกษาเพื่อพัฒนาตนให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม เป็นการศึกษาเพื่อสร้างความสมดุลกับสภาพแวดล้อม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

 

          ท่านพุทธทาสภิกขุ (๒๕๒๘ : ๔๕)  ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้ว่า การศึกษาในภาษาไทย หมายถึงการเล่าเรียน ตรงกับคำว่า “สิกขา” ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นการปฏิบัติ โดยตรงกับการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาดังนั้นสิกขาในพระพุทธศาสนาก็คือ การปฏิบัติ แล้วได้รับปริญญา คือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะสิ้นโมหะ นั่นคือผลการปฏิบัติสิกขา การปฏิบัติสิกขาก็เพื่อความรอดจากสิ่งไม่พึงปรารถนาสิ่งใดเป็นความทุกข์ทรมาน ความยุ่งยากลำบากแก่จิตใจ ก็เรียกสิ่งนั้นว่า สิ่งอันไม่พึงปรารถนา ต้องแก้ไขด้วยการศึกษา (สิกขา)  โดยคำว่า สิกขา ประกอบด้วยคำว่า สะ กับ อิกขะ รวมกันเป็นสิกขา สำหรับคำว่าสะ แปลว่า ตัวเอง ส่วนอิกขะ แปลว่า การเห็น เมื่อนำมารวมกันเป็นสิกขา แปลว่า การเห็นด้วยตนเอง คนอื่นเห็นแทนกันไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องภายใน

 

          จากความหมายการศึกษาของท่านพุทธทาสสรุปว่า สิกขา หรือการศึกษาก็คือ การเห็นซึ่งตนเอง การเห็นโดยตนเอง และการเห็นเพื่อตนเอง เป็นการศึกษาเพื่อจะให้เกิดความเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริง จะช่วยให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ให้สามารถดับความทุกข์ได้ ซึ่งวิธีการที่จะให้รู้และเข้าใจในตนเองได้จะต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘เป็นการดำเนินชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ เรียกว่า ศีล เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เมื่อมีศีลบริสุทธิ์จะทำเกิดสมาธิ ซึ่งตรงกับสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สมาธิคือความเป็นผู้ตั้งมั่น แน่วแน่ มั่งคง และเป็นตัวขัดเกลากิเลสอย่างกลาง เมื่อมีศีลบริสุทธิ์สมาธิมั่นคง ก็เกิดปัญญา ซึ่งตรงกับมรรคในข้อ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปโป คือความรู้แจ้งเห็นจริง อันเป็นหนทางให้พ้นทุกข์ซึ่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญานี้แหละเป็นระบบการศึกษาที่สร้างมนุษย์ให้สมบูรณ์ ได้พบความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

 

จุดมุ่งหมายของการศึกษาแนวพุทธ             

 

          การกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษานับว่าสำคัญมาก  เพราะเป็นตัวกำหนดแนวทางที่จะให้การศึกษาเดินไปแนวทางที่วางไว้  จุดมุ่งหมายการศึกษาตามแนวพุทธตามทัศนะของนักปราชญ์หรือท่านผู้รู้ทางพระพุทธศาสนา  มีดังต่อไปนี้

 

          พุทธทาสภิกขุ (๒๕๒๗ : ๗๖)ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาโดยสรุปได้ดังนี้คือ

 

          ๑. เพื่อดับทุกข์ทั้งปวงให้หมดสิ้น ทุกข์ในที่นี้หมายถึง ทุกข์ที่เกิดจากกิเลสอันเป็นเหตุให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ เพราะการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นหมายถึง การสามารถทำให้บุคคลเอาชนะโลกนี้ทั้งหมด (ไม่ต้องการลาภยศทางวัตถุใด ๆ) เอาชนะโลกอื่นทั้งหมด (ไม่ต้องการไปเกิดในคติอื่น) และทำให้อยู่เหนือโลกทั้งปวง ดับกิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่เกิดในโลกไหนอีกต่อไป

 

          ๒.เพื่อส่งเสริมศีลธรรมทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์ คือ สร้างความถูกต้องเพื่อความก้าวหน้าทั้งทางวัตถุและจิตใจ ต้องชี้ให้เห็นถึงความสุข ๒ อย่าง คือ ความสุขทางกาย ซึ่งยิ่งเสพยิ่งต้องการมาก และทำความเดือนร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น กับความสุขทางจิต ยิ่งแสวงหาเท่าไรยิ่งทำความร่มเย็นให้มากเท่านั้น

 

          ๓. เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย มนุษย์จึงต้องขจัดความเห็นแก่ตัวและร่วมมือกันเสริมสร้างสร้างสันติสุขในชุมชนและในโลก

 

          พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๓๒ : ๑๑๐-๑๒๐) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษาพอสรุปได้ดังนี้

 

          การศึกษาทำให้บุคคลได้รับประโยชน์ ๓ ระดับ คือ

 

          ๑.  ประโยชน์ปัจจุบัน หมายถึง ประโยชน์ที่เกิดจากบุคคลได้ใช้ความเพียรพยายามและสติปัญญาของตนโดยทางชอบธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศหรือฐานะทางสังคมเป็นต้น  ดังนั้นการศึกษาจะต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาหรือวิชาการและวิชาชีพต่าง ๆ เป็นหลัก

 

          ๒.  ประโยชน์เบื้องหน้า หมายถึง ประโยชน์ด้านการเป็นคนมีคุณธรรมภายในจิตใจและมีความประพฤติที่ดีงาม มีความมั่นใจในตนเอง มีความสุขของจิตใจ ดังนั้น การศึกษาจะต้องทำหน้าที่แนะนำวิธีดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและพัฒนาคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์

 

          ๓.  ประโยชน์สูงสุด หมายถึง ประโยชน์ด้านการเป็นผู้หลุดพ้นเป็นอิสระอยู่เหนือโลก ซึ่งจะทำให้เป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดโปร่งเบิกบาน สามารถแก้ปัญหาในจิตใจได้ เป็นผู้ที่อยู่อย่างไร้ทุกข์ ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต ดังนั้น การศึกษาจะต้องทำหน้าที่แนะนำวิธีดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและพัฒนาคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์โดยการพัฒนาปัญญาอย่างสูงสุด

 

          กล่าวโดยสรุป จุดมุ่งหมายของการศึกษาตามทัศนะของนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาทั้ง 2 ท่าน เพื่อให้มนุษย์ได้ศึกษาพัฒนาตนเองให้พ้นจากความโง่เขลา เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ แม้ว่ายังไม่พ้นทุกข์บรรลุพระนิพพานก็ตามแต่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักประโยชน์ของการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันและโลกหน้านี้คือเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายของการศึกษาเชิงพุทธ

 

การศึกษาแนวพุทธเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของชีวิตมนุษย์

 

หากถามว่า มนุษย์ต้องการอะไรเป็นเป้าหมาย และ อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ต้องการคำตอบที่ได้คงจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามความต้องการที่ไม่เหมือนกัน นอกจากความต้องการระดับพื้นฐานคือปัจจัย ๔ แล้ว มนุษย์ทั้งหลายยังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อีกมากมาย เช่น บางคนอาจต้องการมีทรัพย์สินเงินทองมากๆ ต้องการมีบ้านหลังใหญ่ๆ หลายๆ หลัง ต้องการมีรถยนต์ยี่ห้อหรูหราราคาแพง ต้องการมีที่ดินมากๆ ต้องการคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ต้องการโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด ต้องการสิ่งต่างๆ อีกมากมายไม่มีจุดจบ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน แต่ความต้องการสูงสุดหรือศูนย์รวมแห่งความต้องการทั้งหลายของมนุษย์มีจุดหมายอย่างเดียวกันนั่นก็คือต้องการ “ความสุข”

 

มนุษย์ต้องการความสุข แต่ส่วนมากมักแสวงหาความสุขในทางวัตถุ นอกจากแสวงหาความสุขในทางวัตถุกันแล้ว ที่สำคัญคือแสวงหาความสุขแบบผิดๆ อีกด้วย กล่าวคือคนส่วนใหญ่มักแสวงหาความสุขด้วยการสร้างความทุกข์ความไม่พอใจความเดือดร้อนใจให้แก่ผู้อื่น เช่น ความสุขที่ได้มาจากการเอาชนะคนอื่นด้วยการคดโกงหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมบางอย่างพลิกแพลงให้ตนเป็นผู้ได้เปรียบในผลประโยชน์เหนือคนอื่นๆ ความสุขที่เกิดจากความสำเร็จในการแย่งชิงในสิ่งอันเป็นที่รักหวงแหนจากคนอื่น ความสุขที่เกิดจากการหลบเลี่ยงกฎหมายบ้านเมืองหรือศีลธรรมได้ เป็นต้น การได้มาซึ่งความสุขทั้งหลายเหล่านี้ถือว่าเป็นความสุขโดยการเบียดเบียนคนอื่นหรือแม้กระทั่งเบียดเบียนตนเองซึ่งบางครั้งตนเองก็ไม่รู้ตัวอีกด้วยว่านั่นคือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ความสุขที่ได้มาโดยวิธีเหล่านี้เป็นความสุขที่ไม่แท้จริงและไม่ยั่งยืน หากยังเป็นความสุขที่ก่อเวรก่อภัยให้แก่ตนเองและสังคมในอนาคตด้วย ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงความสุขมี ๒ ประการคือ

 

๑. สามิสสุข ได้แก่ สุขอิงอามิส คือสุขโดยอาศัยสิ่งอื่น เป็นสุขที่อาศัยเหยื่อล่อหรือสุขอันเกิดจากวัตถุคือกามคุณ เช่น ได้เห็นรูปที่สวยงาม ได้ยินเสียงไพเราะ ได้รับกลิ่นหอมๆ ได้รับรสอร่อยๆ และได้สัมผัสสิ่งอันเป็นที่น่าชื่นชมยินดีพอใจ

 

๒. นิรามิสสุข สุขไม่อิงอามิสคือความสุขโดยไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ สุขเพราะใจสงบและรู้แจ้งตามเป็นจริง (องฺ.ทุก.๒๐/๓๑๓/๑๐๑) สุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นนี้เป็นสุขแท้จริง และไม่ก่อทุกข์โทษภัยในภายหลัง สาเหตุที่มนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถเข้าถึงหรือมีความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้นั้นเพราะว่าความไม่รู้ ได้แก่ อวิชชา  คือ  ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งสุขที่แท้จริง อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิธีปฏิบัติเพื่อจะให้ล่วงพ้นไปจากทุกข์คือแก้ปัญหาทั้งปวงเหล่านั้น และไม่รู้วิธีปฏิบัติให้เข้าถึงสุขแท้จริงอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร ความไม่รู้ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษา คือขาดการใส่ใจใฝ่ศึกษาอย่างถูกต้องนั่นเองนี้เป็นความสุข ๒ ระดับที่มนุษย์เราสามารถที่จะกำหนดเป้าหมายความสุขได้ด้วยตนเอง  โดยในแนวทางพุทธศาสนาได้กำหนดเป้าหมายของชีวิตที่ดีอย่างน้อยไว้ ๓ ระดับด้วยกัน ๑.เป้าหมายของชีวิตที่ดีในปัจจุบันที่เรียกว่า (ระดับที่เห็นได้ด้วยตา)  หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกทั่ว ๆ ไปในระดับชีวิตประจำวัน และการมีตัวตนอยู่ในสังคม มี ๔ มาตรฐาน คือ๑) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัยเบียดเบียน มีอายุยืนยาว ๒) มีงานมีเงิน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ในทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือสังคมส่วนรวม ๓) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคมเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ๔)มีครอบครัวผาสุกทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือยกย่อง๒. เป้าหมายของชีวิตที่ดีในอนาคต ที่เรียกว่า (ระดับเลยตาเห็น)  หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากแต่เป็นเรื่องความเจริญงอกงามภายในของจิตใจ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาจึงจะรู้ว่ามีความเจริญพัฒนามากน้อยเพียงไร มี๕มาตรฐานคือ๑) มีความอบอุ่นซาบซึ้งใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอย มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็งด้วยศรัทธา๒) มีความภูมิใจในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่สิ่งดีงามด้วยความสุจริต๓) มีความอิ่มใจในชีวิตมีคุณค่าที่ได้ทำประโยชน์ตลอดมาด้วยน้ำใจอันเสียสละ๔) มีความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่จะแก้ไขปัญหา นำชีวิตและภารกิจไปได้ด้วยปัญญา๕) มีความโล่งจิตมั่นใจ มีทุนประกันภพใหม่ ด้วยได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี ๓. เป้าหมายของชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด (ระดับการมีชีวิตสมบูรณ์) หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถอยู่ในโลกได้ อย่างมีความสุขทั้งทางกายและทางใจ มีภูมิคุ้มกันในการเผชิญชีวิตทั้งในยามปกติและในยามวิกฤติได้อย่างสงบและเป็นฝ่ายได้กำไรอยู่เสมอ กระทั่งขั้นสูงสุด คือ การมีชีวิตที่เป็น อิสระจากความทุกข์ทั้งปวงสามารถดำเนินชีวิตด้วยปัญญาบริสุทธิ์ มีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง มี ๔ มาตรฐาน คือ๑) ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปรก็ไม่หวั่นไหวมีใจเกษมศานต์มั่นคง ๒) ไม่ถูกความยึดติดถือมั่นบีบคั้นจิต  ให้ผิดหวังโศกเศร้า  มีจิตโล่งโปร่งเบาเป็นอิสระ๓) สดชื่น เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใส  ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้๔) รู้เท่าทันและทำการตรงเหตุปัจจัย  ชีวิตหมดจดสดใสเป็นอยู่ด้วยปัญญาเป้าหมายของชีวิตที่ดีดังกล่าวมานี้ คือ  ดัชนีชี้วัดการมีชีวิตที่ดีของปัจเจกบุคคล ใครปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีงามล้ำเลิศ ก็ควรพัฒนาชีวิตตามแนวทางข้างต้นนี้ให้สมบูรณ์ไปทีละขั้น อย่างน้อยที่สุด แม้ยังไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงขั้นสูงสุด ก็ควรยกระดับชีวิตให้มีชีวิตที่ดีงามระดับพื้นฐาน ๔ ประการเบื้องต้นให้สมบูรณ์เสียก่อน จากนั้น จึงค่อย ๆ พัฒนาต่อไปตามลำดับจนกว่าจะถึงขั้นสูงสุดที่สามารถอยู่ในโลกแต่ไม่ถูกโลกครอบงำ ได้ชีวิตที่ดีมีความสุข ที่ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้เราได้ มีก็แต่ตัวเราเท่านั้นจะที่ต้องหยิบยื่นให้แก่ตัวเองด้วยตัวเองและเพื่อตัวเองแต่การที่จะบรรลุความสุขที่ถาวรและยั่งยืนนั้นมนุษย์จะต้องเดินตามกระบวนการศึกษาแนวพุทธ กล่าวคือ หลักไตรสิกขา ได้แก่กระบวนการด้านศีล กระบวนการด้านสมาธิ และกระบวนการด้านปัญญา เมื่อผ่านกระบวนการทั้ง ๓ ด้านดังกล่าวแล้วถึงจะพบความสุขในชีวิตที่แท้จริง

 

การศึกษาคือเครื่องมือที่จะทำให้มนุษย์เข้าถึงความสุขที่แท้จริง

 

การศึกษาในปัจจุบันโดยทั่วไปนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหา แต่เป็นการศึกษาแบบเพิ่มปัญหามากขึ้นๆ คือ ศึกษาเพื่อกระตุ้นความอยากความต้องการที่เรียกว่า ตัณหา  ศึกษาเพื่อต้องการหาวิธีให้ได้มาซึ่งสิ่งทั้งหลายตามที่ตนต้องการ และเพื่อหาวิธีที่จะให้ได้มากกว่าคนอื่นๆ อันเป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆ โดยมีฐานแห่งอกุศลจิตคือความเห็นแก่ตัวจัด  การศึกษาอย่างนี้ไม่ใช่การศึกษาที่ถูกต้องเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), (๒๕๓๗ : ๖๒)ได้กล่าวถึงการศึกษาว่า “การให้การศึกษาของเราส่วนใหญ่มักเป็นไปในทางที่จะสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกอยากได้อยากเอามากๆศึกษากันไปในแนวทางที่จะมองหาวัตถุบำรุงบำเรอเป็นจุดหมาย”การศึกษานอกจากจะพัฒนาในด้านความรู้ทางด้านวิชาการแล้วควรหันมาใส่ใจให้ความสำคัญและมุ่งเน้นในการปลูกฝังและฝึกฝนอบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย โดยฝึกอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา คุณธรรมจริยธรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ท่องจำได้หรือค้นหาและก็อปปี้จากอินเตอร์เน็ตมาส่งรายงานให้ครูอาจารย์ได้ดูได้อ่านและให้คะแนนได้เท่านั้น แต่สาระสำคัญคือการฝึกฝนอบรมนั้นต้องเป็นรูปธรรมด้วยการปฏิบัติฝึกหัดอบรมกาย วาจา และใจอย่างจริงจัง ซึ่งภาระเหล่านี้ก็ไม่ใช่เฉพาะที่โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องเริ่มต้นจากที่บ้านจากครอบครัวด้วยเป็นสำคัญ บทบาทของพ่อแม่ ครู อาจารย์ สื่อสารมวลชนและผู้นำทางสังคมต้องประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

 

การศึกษาที่ถูกต้องนั้นต้องทำความเข้าใจว่าชีวิตของมนุษย์จะดำเนินไปได้ด้วยดีต้องมีการเรียนรู้ทั้งทางกายภาพและจิตใจ เพราะฉะนั้นชีวิตก็คือการศึกษา คือต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกและสังคมได้อย่างสันติสุข คำว่า ศึกษา เป็นภาษา สันสกฤต ในภาษาบาลี ใช้คำว่า สิกขา ดังนั้นการศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ ไตรสิกขา ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำคัญสำหรับศึกษา ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้พัฒนายิ่งขึ้นไปจนถึงเป้าหมายสูงสุดอันประกอบด้วยหลัก ๓ ประการคือ ๑. อธิสีลสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง ๒. อธิจิตตสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมอย่างสูง ๓. อธิปัญญาสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง หรือ เรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับท่านพุทธทาสภิกขุ (๒๕๓๗ : ๕)ที่ได้อธิบายการศึกษาว่า “การศึกษาในส่วนศีลก็คือ ดูตนเองที่ไม่มีศีล ดูตนเองที่มีศีล ดูให้ตนเองมีศีล ให้ศีลของตนเองเป็นไปถึงที่สุด เรียกว่า ศีลสิกขา  จิตตสิกขา ศึกษาที่จิตให้รู้จักจิต ให้รู้ธรรมชาติของจิต ให้รู้จักควบคุมจิต และรู้จักใช้จิตให้เป็นประโยชน์ นี้เรียกว่า จิตตสิกขา การศึกษาเกี่ยวกับจิต ปัญญาสิกขา ศึกษารอบรู้ ศึกษาในส่วนปัญญา คือศึกษาให้รอบรู้เท่าที่ควรจะรู้ รู้ทุกอย่างที่ต้องรู้แต่ไม่รู้ไปหมดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ และรู้ทุกอย่างเท่าที่ควรจะรู้ เท่าที่จะดับทุกข์ได้”

 

จากแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุและท่านพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ทำให้เราเชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ได้อย่างยอดเยี่ยม  เนื่องจากสมองของมนุษย์มีโครงสร้างที่ดีที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งปวง มนุษย์สามารถเรียนรู้ให้บรรลุ เรียนให้รู้ความจริง เรียนให้รู้ความงาม เรียนให้รู้ความดีหรือความถูกต้อง เรียนให้ได้ตามความปรารถนา และเรียนรู้ให้บรรลุความสุข  ซึ่งปัจจุบันมนุษย์เรียนรู้โดยมีสถาบันทางการศึกษาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการเรียนรู้ของมนุษย์ซึ่งสถาบันต่างๆ มักมุ่งสอนเฉพาะวิชาหรือศาสตร์ของแต่ละสถาบันที่รับผิดชอบ โดยแยกส่วนความรู้หรือหลักในการดำเนินชีวิตออกจากกัน  เมื่อเรียนจบก็จะได้ปริญญาบัตรเพื่อรับรองว่าจบหรือมีความรู้ตามศาสตร์หรือสาขาวิชาเฉพาะทางที่มีผู้เรียนปรารถนาหรือสังคมต้องการเพื่อใช้เป็นอาวุธในการแย่งชิงความได้เปรียบทางวัตถุ  จึงมีการแข่งขันกันอย่างมากในสังคมโลกว่าใครจะรู้วิทยาศาสตร์มากกว่ากัน  แต่ไม่ได้หาความสันติสุขของสังคมโลก

 

          การศึกษาหลักคำสอนสอนทางพระพุทธศาสนามิได้สอนให้แยกศาสตร์ต่างๆออกไปจากชีวิต  เพราะพระพุทธศาสนามองว่าส่วนประกอบที่สำคัญของชีวิตมีอยู่ ๒ส่วน คือรูปธรรมกับนามธรรม ส่วนที่เป็นรูปธรรมคือ กายหรือรูป สามารถจับต้องสัมผัสได้มองเห็นได้ วัดได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งคือจิต ซึ่งเป็นนามธรรมไม่สามารถวัดค่าได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  โดยรายละเอียดตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามนุษย์ต้องประกอบด้วยขันธ์ ๕ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ  ซึ่งต้องดำเนินไปด้วยกันทั้งรูปและนาม จึงจะเป็นชีวิต การดำเนินชีวิตจะเกิดสันติสุขหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือการเรียนรู้  การศึกษาตามหลักของพระพุทธศาสนานั้นกายกับจิตนั้นต้องไปด้วยกัน อาทิ การเรียนรู้ทางตา คือการมองเห็น ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า จักขุวิญญาณ ถ้ารู้ทางอื่นก็เป็นวิญญาณอื่นๆ เช่น โสตวิญญาณ ก็คือการรู้ทางหู คือการได้ยินเสียง จมูกที่ดมกลิ่นสารพัดทั้งปวงเรียกว่า ฆานวิญญาณ ลิ้นที่รับรสทุกๆ อย่างที่มาสัมผัส เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ กายที่ถูกสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอันจะรู้ได้ทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ ใจ ความรู้สึกนึกคิดในอารมณ์นั้นๆ เรียกว่า มโนวิญญาณ

 

          การเรียนรู้นี้มีเหตุปัจจัยภายในและภายนอกมาประกอบกัน คือ ตา เห็นรูป ตาเป็นอวัยวะส่วนที่เป็น กาย ภายในตัวเรา รูปเป็นสิ่งภายนอก เมื่อรูปกระทบตา เกิดการรับรู้เป็นจักขุวิญญาณ แล้วส่งต่อไปเป็นความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบรูปนั้น เรียกว่า เวทนา แล้วเอาไปบันทึกไว้เป็นความจำ เรียกสัญญา แล้วเกิดการปรุงแต่งจิต เรียก สังขาร มีเจตจำนงทำอะไรกับรูป เสียง กลิ่น นั้น เช่นชอบหรือไม่ชอบ เข้าไปหาหรือเดินหนี หรือเข้าไปสัมผัส หรือดูนานๆ ชีวิตของมนุษย์จะดำเนินไปได้ด้วยดีต้องเรียนรู้ทั้งกายภาพหรือวิทยาศาสตร์และจิต  ฉะนั้นชีวิตก็คือการศึกษา ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างสันติสุข คำว่า “ศึกษา” เป็นภาษาสันสกฤต ส่วนภาษาบาลี ใช้คำว่า “สิกขา” ดังนั้นการศึกษาในทางพระพุทธศาสนา คือ ไตรสิกขา อันได้แก่ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา หรือเรียกสั้นว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

 

บทสรุป

 

การศึกษาในพระพุทธศาสนามีเป้าหมาย คือ ความดับทุกข์ทั้งปวง การกำจัดปัญหาพร้อมทั้งเหตุแห่งปัญหาทุกอย่างให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกว่าพระนิพพาน มนุษย์ทั้งหลายล้วนต้องการความสุข แต่ไม่สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้ เนื่องจากว่าปฏิบัติหรือสร้างเหตุไม่ตรงกับผลที่ตนต้องการ ที่เป็นเช่นนี้มีสาเหตุสำคัญ คืออวิชชาความไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่เข้าใจการศึกษาที่แท้จริง อีกทั้งไม่มีเป้าหมายที่ถูกต้องแน่ชัด เป็นการศึกษาเพียงฉาบฉวยอันเกิดมาจากมิจฉาทิฎฐิเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นการศึกษาที่ไม่ได้มองเข้าสู่ภายในจิตใจ แต่หากเป็นการมองภายนอกและแก้ไขภายนอกเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแก่ชีวิต การศึกษาเพื่อสนองความโลภ ความโกรธและความหลงนั้นจึงไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาของตนเองตลอดถึงสังคมใดๆ ได้เลย ปัญหาที่ปรากฏอยู่เสมอมาในสังคมทุกระดับ เช่น การแบ่งแยกขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างกลุ่มชน เชื้อชาติ และการขัดแย้งเพราะแก่งแย่งทางเศรษฐกิจการค้าต่างๆ เมื่อสาวไปหาต้นเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นล้วนมีพื้นฐานมาจากระดับปัจเจกบุคคลเกือบทั้งสิ้น ส่วนการนำวิธีการต่างๆ มาแก้ปัญหานั้นก็แก้ไขได้เพียงระยะสั้นๆ เพียงชั่วครั้งคราว แต่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็โดย การพัฒนาที่ตัวบุคคลแต่ละบุคคลเสียก่อน ซึ่งสิ่งที่จะทำให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการศึกษาเป็นสำคัญและเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตนเองและสังคม โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้เรื่องมรรควิธีหรือแนวทางสู่เป้าหมาย คือ การปฏิบัติตามหลักแห่งมัชฌิมาปฏิปทาหรือไตรสิกขา ได้แก่หลักแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหลักแห่งการพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปจนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย คือ ความอิสรภาพและสันติสุข ดังนั้นการศึกษาในพระพุทธศาสนาจึงมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิตให้เข้าถึงจุดหมายอันสูงสุดได้สัมผัสรสแห่งอิสรภาพและสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง

 

การศาสนา, กรม. พระไตรปิฎกฉบับหลวง. พิมพ์ครั้ง ๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๒๕.

 

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ). การศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : หจก.เอส.อาร์.พริ้นติ้ง, ๒๕๓๗.

 

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พระธรรมปิฎกกับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมริทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด, ๒๕๓๗.

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๓๑. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๕๓.

 

มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕.

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก. ปัญญาในพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด

         โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๔.

 

สุเชาว์ พลอยชุม. พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอกบล๊อก, ๒๕๕๓.

 

สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๓.

 

สุนทร ณ รังษี, รศ.ดร. พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.