ของดีในวันมาฆบูชา

 

บทคัดย่อ(Abstract)
          จากการศึกษาบทความวิชาการเรื่องของดีในวันมาฆบูชาพบว่า มีของดีอยู่ 3 ประเภท คือ 1) ของดีประเภทดีสูงสุดคืออุดมการณ์ของพระพุทธศาสนานั่นก็หมายถึงพระนิพพาน 2)ของดีประเภทหลักการก็คือของดีที่อยู่ในขั้นเป็นธรรมนูญของของดีทุกรูปแบบซึ่งแบ่งออกเป็น 3 คือ (1) ดีที่ไม่ทำชั่วทุกรูปแบบ (2) ดีเพราะทำดีทุกรูปแบบ (3) ดีเพราะทำจิตใจให้สะอาดผ่องใส 3) ของดีซึ่งเป็นวิธีการจะนำไปสู่หลักการทั้ง 3 นั้นและอุดมการณ์ซึ่งมีทั้งหมด 7 รูปแบบ คือ (1) ต้องมีความอดทนอย่างยิ่งหรืออย่างเข้มข้น (2) ต้องไม่ว่าร้ายผู้อื่น ไม่ใส่ร้ายคนอื่น (3) ต้องไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่รังแก คนอื่น หรือสัตว์อื่น (4) ต้องสำรวมในพระปาฏิโมกข์ คือตั้งใจรักษาศีล อยู่ในศีลกินในธรรม (5) ต้องรู้จักประมาณในการบริโภค (6) ต้องมีที่นั่งที่นอนที่อยู่อาศัยอันสงบสงัด คือรู้จักแสวงหาความสงบสงัดให้แก่ชีวิต และ(7) ต้องรู้จักฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิเพื่อคุณธรรมอันสูง ๆ ขึ้น

บทนำ(Introduction)

         วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเรามี 3 วัน คือ วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันมาฆบูชา ทั้ง 3 วันนี้เป็นวันหยุดราชการของประเทศไทย แต่ว่า ตามปีปฏิทินใน พ.ศ.นี้ จะเริ่มด้วยวันมาฆบูชา คือวันบูชาในเดือนมาฆะซึ่งหมายถึงเดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ นับแบบจันทรคติ คือนับข้างขึ้นข้างแรม แต่บางปีเดือน 8 มี 2 ครั้ง หรือที่เรียกกันว่าแปดสองหน วันมาฆบูชาก็จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ดังเช่นปีนี้ (พ.ศ.2561) เมื่อกล่าวถึงวันมาฆบูชาสำหรับชาวไทยพุทธก็คงจะเป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละอาจจะมีบางท่านที่ยังไม่ทราบว่า วันมาฆบูชา มีของดีอะไร อยู่บ้าง

หลักการและเหตุผล
 ที่ตั้งชื่อบทความว่าของดีในวันมาฆบูชานั้นก็สืบเนื่องด้วยวันมาฆบูชาในปี พ.ศ.2561 นี้กำลังจะมาถึงในวันที่ 1 มีนาคม 2561และในวันมาฆบูชาก็มีของดีปรากฏอยู่อย่างชัดเจนนั้นก็คือเป็นวันที่ปรากฏขึ้นของอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อจะนำเอาอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาประกาศชี้แจงแสดงให้มวลมนุษยชาติได้รับรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง จึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

วัตถุประสงค์
1.เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าวันมาฆบูชามีของดีอะไรบ้าง
2.เพื่อสืบทอดอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
3.เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่ออุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
4.เพื่อให้เกิดการนำเอาอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของมวลมนุษยชาติที่ใฝ่รู้

ขอบเขตของเรื่อง
 ของดีในวันมาฆบูชาจะอธิบายเรื่องของดีในความหมายของพระพุทธศาสนาซึ่งมีของดีมากมายแต่จะกล่าวถึงเฉพาะของดีในวันมาฆบูชาเท่านั้น

คำจำกัดความ
 1.ของดี หมายถึง คำสอนที่ดี ซึ่งในพระพุทธศาสนาได้ให้คำจัดความคำว่าดีนั้นว่า ได้แก่ ความคิด คำพูด หรือการกระทำใด ๆ ก็ตาม ขณะที่คิด พูด หรือลงมือกระทำก็ไม่ทำตนหรือคนอื่น หรือทั้งตนเองและคนอื่นให้เดือดร้อน เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ไม่ทำตนหรือคนอื่น หรือทั้งตนเองและคนอื่นให้เดือดร้อน เมื่อย้อนคิดถึงภายหลังก็ไม่เดือดร้อน
 2.วันมาฆบูชา หมายถึง วันบูชาในเดือนมาฆะคือวันเพ็ญเดือน 3 

เนื้อหาสาระ
 อันดับแรกจะขอย้อนกล่าวไปถึงข้อความพุทธประวัติที่เกี่ยวกับวันมาฆบูชาตามแนวพุทธประวัติเล่ม 2 ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  สักเล็กน้อยว่า เมื่อครั้งพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์พระนครหลวงแห่งมคธชนบท ได้มีการประชุมใหญ่แห่งพระสาวกคราวหนึ่ง  เรียกว่า จาตุรังคสันนิบาต  แปลว่า การประชุมมีองค์ 4 คือ
1.พระสาวกผู้เข้าประชุมนั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
2. พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ สาวกครั้งแรกผู้ได้รับอุปสมบทที่พระศาสดาประทานเอง
3. พระสาวกเหล่านั้นไม่ได้นัดหมายต่างมาพร้อมกันเข้าเอง
4. พระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาทซึ่งเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ย่อหัวใจพระพุทธศาสนา
แสดง
มหาสันนิบาตนี้ได้มี ณ เวฬุวนารามในวันมาฆปุรณมีดิถีเพ็ญแห่งมาฆมาสคือเดือน 3 พิจารณา
องค์สี่ น่าจะสันนิษฐานเห็นว่า พระสาวกผู้มาประชุมนั้น คือพระสาวกผู้ที่พระศาสดาทรงส่งไปประกาศพระศาสนาในชนบททั้งหลาย  ต่างมาเพื่อเฝ้าเยือนพระศาสดา แต่เผอิญมามากด้วยกัน จนถึงให้เกิดความรู้สึกประหลาดและชื่นบานของพระศาสดาและพระสาวกผู้ได้พบกันและกัน เมื่อสาวกมาอยู่พร้อมกันมากเช่นนี้เป็นโอกาสที่สมควรดี  พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสให้มีประชุมและทรงแสดงคำสอนหลักอันเปรียบได้กับหัวใจพระพุทธศาสนา
 ทีนี้จะกล่าวถึงของดีของมหัศจรรย์ในวันมาฆบูชาในประเด็นที่พอกำหนดได้ ดังนี้
 1. เป็นวันชุมนุมของสาวกครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ จะมีการชุมนุมอย่างนี้ เพียงพระองค์ละ 1 ครั้งเท่านั้น จำนวนสาวกที่มาประชุมกันของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จำนวนจะมีมาก-น้อยไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่พระสงฆ์จำนวนมากจะมาประชุมกันได้ถ้าไม่มีการนัดหมาย นี่นับว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์
 2. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงวางอุดมการณ์ คือ เป้าหมายอันสูงสุดในพระพุทธศาสนาอันได้แก่ นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา  นั่นก็คือ พระนิพพาน อันเป็นที่ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลสคือความโลภโกรธหลงและเพลิงทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งอุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนานี้ก็คือของดีในวันมาฆบูชาในอันดับที่ 1
และพระนิพพานคือสภาวะที่ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงนี้มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น พระนิพพานแบบนี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบแล้วทรงนำมาประกาศแก่พุทธบริษัท 4 พระนิพพานเป็นสิ่งเดียวในแดนสามโลกธาตุที่สามารถตัดวงจรแห่งการเกิดตายได้
 3. พระพุทธเจ้าทรงวางหลักการ หรือแผนแม่บท หรือรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการสากลที่เพียบพร้อมบริบูรณ์อยู่ในตัวไม่ต้องหาเอาอะไรมาเพิ่มใส่ และไม่อาจจะลดให้น้อยไปกว่านี้ และทันยุคทันสมัยทันเหตุการณ์อยู่เสมอที่จะนำพามวลมนุษยชาติไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้ หลักการที่ว่านี้มี 3  คือ
1) สพฺพปาปสฺส อกรณํ หมายถึง อย่าทำความชั่วทุกอย่าง
2) กุสลสฺสูปสมฺปทา หมายถึง จงสร้างความดีทุกชนิด
3) สจิตฺตปริโยทปนํ หมายถึง จงทำจิตใจของตนให้ผ่องใส
 ทั้ง 3 หลักการนี้ นับว่าเป็นความดีในอันดับที่ 2 ซึ่งปรากฏอยู่ในวันมาฆบูชา
หลักการทั้ง 3 อย่างนี้ แต่ละท่านสามารถน้อมนำไปปฏิบัติได้และรับผลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้
ใครมาบันดาลให้ เป็นหลักความจริงที่สุด ไม่มีใครมาทำให้เป็นอย่างอื่นได้ เป็นหลักการที่ใช้ได้กับทุกสังคม และหลาย ๆ สังคมก็พยายามที่จะใช้หลักการนี้ในการอยู่ร่วมกันแต่อาจจะเปลี่ยนคำให้เป็นอย่างอื่นและอาจบอกว่าได้มาจากที่อื่น
 ขออธิบายเพิ่มเติมหลักการทั้ง 3 นี้สักเล็กน้อย กล่าวคือข้อแรกที่ว่า อย่าทำความชั่วทุกอย่าง สำหรับพระพุทธศาสนาจะอธิบายว่าความชั่วหรือบาปนั้นตัดสินด้วยความเดือดร้อนคือถ้าคิดพูดทำสิ่งใดๆ ก็ตามขณะที่คิดพูดทำ หรือคิดพูดทำผ่านไปแล้วมานึกได้ หรือจะคิดพูดทำในอนาคต ทำให้ตนต้องเดือดร้อนคนอื่นก็เดือดร้อนหรือทั้งตนและคนอื่นเดือดร้อนนั่นคือบาปหรือความชั่ว พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ไม่สมควรที่จะทำความชั่วทุกอย่าง
 ส่วนหลักการที่ว่า จงสร้างความดีทุกชนิด ความดีได้อธิบายไว้แล้วในคำจำกัดความที่ว่าของดีหมายถึงคำสอนที่ดีและคำสอนที่ดีนี้เองคือความดี
 การทำดีนั้นอาจจะหวังผลตอบแทนบ้างก็ไม่ถือว่าผิด เช่นตัวอย่างที่อาจารย์แสง จันทร์งาม  แสดงทัศนะไว้ในหนังสือพระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ว่า บางคนกล่าวว่าในการทำความดีไม่ควรตั้งความหวังไว้จึงจะได้ผล แต่อีกคนกล่าวว่าต้องตั้งความหวังไว้จึงจะได้ผล สรุปว่าจะได้ผลดีหรือไม่นั้นตนเองต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นก่อน แต่ถ้าตนไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นก่อนแล้ว แม้จะตั้งความหวังไว้ก็ไม่อาจจะได้ดี
 เรื่องการละชั่วและทำดีนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ 102 วจนธรรม ว่า อกุศลกรรมที่ทำให้จิตใกล้ตายเศร้าหมองนำไปสู่ทุคติ ส่วนกุศาลกรรมที่ทำจิตใกล้ตายผ่องใสก็นำไปสู่สุคติโดยแท้
 พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ว่า ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํฯ แปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว เรื่องนี้แม้ในหนังสือคำถามคำตอบปัญหาทางพระพุทธศาสนา ก็แสดงไว้ว่า ความจริงพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ทั้ง 2 รูปแบบ คือ ทั้งแบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และแบบให้ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ซึ่งจะเป็นการดับกรรมไม่ต้องทำดีทำชั่วอีกต่อไป
 และหลักการที่ 3 คือ จงทำจิตใจของตนให้ผ่องใส นั่นหมายถึงการไม่คิดในทางที่ไม่ดีโดยประการทั้งปวงซึ่งจะจิตของตนให้ขุ่นมัว
 การทำจิตใจของตนให้ผ่องใสนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าจิตใจไม่ผ่องใสคนอาจทำความชั่วได้ง่าย ๆ และบางคนก็ทำความดีได้อย่างยากเย็นเหลือเกิน พระพุทธเจ้าทรงสอน ว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขาฯ แปลว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขาฯ แปลว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
 ปกรณ์วิเสสวิสุทธมรรค ได้แสดงเรื่องการพัฒนาจิตเพื่อจะทำให้จิตผ่องใสไว้มากมายทั้งด้วยศีล สมาธิ กรรมฐาน ธุดงค์ ปัญญา เป็นต้น ส่วนอาจารย์สุชีพได้เขียนบทความพิเศษเรื่องวันวิสาขบูชา ว่า พระพุทธวจนะที่ตรัสสอนข้อปฏิบัติง่าย ๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเพียง 4 ข้อ คือ 1)เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะหรือที่พึ่งที่ระลึก 2)เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสตั้งใจรักษาศีล 5 3)เจริญหรือแผ่เมตตาจิตคือไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข 4)เจริญอนิจจสัญญา ทั้ง 4 ข้อนี้สรุปได้ว่า เป็นแนวทางที่ทำให้จิตใจผ่องใสได้
เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็ไม่มีหลักการใดที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองสงบสุขร่มเย็นที่พ้นไปหรือนอกเหนือไปจากหลักการทั้งสามประการนี้ได้
 ถ้ามวลมนุษย์ทุกหมู่เหล่าทำได้ตามหลักการของพระพุทธศาสนาทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างครบถ้วนตามกำลังความสามารถของตน ๆ อย่างน้อยที่สุด สันติสุขก็จะเกิดแก่ชาวโลกได้อย่างแท้จริง ยั่งยืน ถาวร โดยไม่ต้องไปอาศัยอำนาจพิเศษอื่น ๆ เลย อย่างมากก็สามารถที่จะเข้าสู่อุดมการณ์ของพระพุทธศาสนาได้
 4. พระพุทธเจ้าทรงกำหนดวิธีการ คือแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักการและอุดมการณ์ข้างต้นนั้น ซึ่งวิธีการนี้ มีทั้งหมด 7  ข้อ คือ
 1. ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา หมายความว่า ทุกคนต้องมีความอดทนอย่างยิ่งหรืออย่างเข้มข้นไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ อดทนสู้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้ สมกับคำที่ว่า เกิดมาเป็นคนทั้งทีต้องเอาดีหรือทำดีให้ได้ เมื่อถึงคราวต้องสิ้นชีวีต้องฝากความดีไว้ให้ได้
ความอดทนในที่นี้แบ่งเป็น 3 คือ 1) อดทนต่อความลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า อุปสรรคขัดขวางต่าง ๆ นานา ในชีวิต ทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพหน้าที่การงานรับผิดชอบของแต่ละคนที่ตนมี 2) อดทนต่อความตรากตรำ ความหนาว ความร้อน ความหิวกระหาย และ3) อดทนต่อความเจ็บใจ ข้อนี้ท่านผู้ใดอดทนได้นับว่ายอดเยี่ยมมาก เป็นยอดคนได้
 2. อนูปวาโท หมายความว่า ต้องไม่ว่าร้ายผู้อื่น ไม่ใส่ร้ายคนอื่น ต้องพูดให้ตรงกับความจริง อย่าลำเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งเพื่อทำลายฝ่ายหนึ่ง และตักตวงเอาผลประโยชน์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง สรุปว่า ต้องมีความยุติธรรมในการพูด
 3. อนูปฆาโต หมายความว่า ต้องไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่รังแก คนอื่น หรือสัตว์อื่น คนดีต้องไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนคนอื่น
 4. ปาฏิโมกฺเข สํวโร หมายความว่า ต้องสำรวมในพระปาฏิโมกข์ คือตั้งใจรักษาศีล อยู่ในศีลกินในธรรม
 5. มตฺตญฺญุตา ภตฺตสฺมึ หมายความว่า ต้องรู้จักประมาณในการบริโภค การใช้สอยอย่างพอเพียงกับสถานะทางเศรษฐกิจของตน ไม่เอาอย่างคนที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม ไม่รู้จักความพอประมาณ
 6. ปนฺตํ สยนาสนํ หมายความว่า ต้องมีที่นั่งที่นอนที่อยู่อาศัยอันสงบสงัด คือรู้จักแสวงหาความสงบสงัดให้แก่ชีวิต หามุมสงบให้แก่ชีวิตบ้าง ส่วนมากแล้วมนุษย์ปุถุชนแต่ละคนล้วนแสวงสมบัติเพื่อตน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครเอาสมบัติที่มีติดตามตนไปได้ ยกเว้นไว้แต่ท่านผู้ฉลาด
 7. อธิจิตฺเต อาโยโค หมายความว่า ต้องรู้จักฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิเพื่อคุณธรรมอันสูง ๆ ขึ้น คือ มรรค ผล นิพพาน
 วิธีการทั้ง 7 ข้อนี้เป็นของดีในอันดับที่ 3 ซึ่งปรากฏอยู่ในวันมาฆบูชา

การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ 
ทั้ง 4 ประเด็นนี้ เป็นความดีที่มหัศจรรย์ชั้นยอดเยี่ยม ไม่มีใครหรืออำนาจใด ๆ จะมาเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าจะถามว่า ดีขนาดไหน ก็ตอบได้ว่า ดีที่ไม่เปลี่ยนแปลง ดีที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา ดีที่คนไหนก็ปฏิบัติ ดีที่ไม่ต้องอาศัยอำนาจพิเศษลึกลับอย่างใดทั้งสิ้น ดีที่ทำให้คนพึ่งตนเองได้ ดีที่ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น ดีที่สามารถทำให้สังคมสงบร่มเย็นได้ทุกที่ ทุกเวลา ดีที่ไม่มีเส้นแบ่งเขาแบ่งเรา ตรงไปตรงมา ใครปฏิบัติตามก็ได้ผลทั้งนั้น มากหรือน้อยนั้นสุดแล้วแต่การลงมือปฏิบัติตาม และดีอีกหลาย ๆ อย่าง
และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ทั้งความมหัศจรรย์ 4 ประเด็นนี้ สามารถรวมความดีได้เป็น 3 ประการ คือ ดีระดับอุดมการณ์หรือจะเรียกว่าอุดมการณ์ดร ดีระดับหลักการหรือจะเรียกว่ากหลักการดี ดีระดับวิธีการหรือจะเรียกว่า วิธีการดี ก็ได้
 โดยส่วนมากแล้วของดีก็ต้องมีเงื่อนไข เช่น เงินมันจะดีได้เพราะใช้ประโยชน์อำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ อาหารจะดีได้ก็ต้องรับประทาน เสื้อผ้าเครื่องประดับจะดีได้ต้องอาศัยการใช้สอย และสิ่งที่กำหนดกันว่าดีอย่างอื่น ๆ ก็เช่นกัน ต้องกินต้องใช้ต้องบริโภคก่อนจึงจะดีได้ ถึงของดีในวันมาฆบูชาก็ตามแม้จะมีความดีอยู่ในตัวก็ตาม ถ้าจะให้เป็นของดีแก่ตนจริง ๆ ก็ต้องลงมือปฏิบัติตาม

บทสรุป
 สรุปว่าเมื่อเราทุกคนรู้ส่วนดีของดีที่มหัศจรรย์ของวันมาฆบูชาแล้ว สิ่งสำคัญที่ควรจะเพิ่มพูนความดีให้มากขึ้นก็คือการเลือกเอาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในวันมาฆบูชามาปฏิบัติสักอย่างหนึ่งให้เต็มที่ หรือเมื่อมีศรัทธามากพอจะเลือกปฏิบัติทั้งหมดก็ยิ่งจะเพิ่มความดีความอัศจรรย์มากยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

ประเภทพระไตรปิฎก

มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ.  พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสยามรัฐ, เล่มที่ 15,25,  กรุงเทพมหานคร : โรง
          พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ. 2538. 

หนังสือทั่วไป

มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. วิสุทธิมรรค ภาษาบาลี ภาค 1-3, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราช
 วิทยาลัย, 2540 และ2543.
________. พุทธประวัติเล่มที่ 2, พิมพ์ครั้งที่ 17, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538.
________. ธรรมบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพนายสุชีพ ปุญญานุภาพ, กรุงเทพมหานคร : องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, 2543.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช. 102 วจนธรรม, สมุทรสาคร : บริษัท พิมพ์ดี จำกัด, 2558.
แสง จันทร์งาม. พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ์ บรรณาคาร, 2523.
สุชีพ ปุญญานุภาพ. คำถามคำตอบปัญหาทางพระพุทธศาสนา, นครปฐม : สาละพิมพการ, 2560 85.

 

 


พระศรีรัชมงคลบัณฑิต ศาสนศาสตรดุษดีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา
รหัส 6030150212001