ต้นไม้ให้ชีวิต

ต้นไม้ให้ชีวิต..ด้วยการบวชต้นไม้

 

    

ต้นไม้ทรัพยากรที่มีคุณค่า

ต้นไม้ เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่งอย่างหนึ่งที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อมวลมนุษย์สรรพสัตว์ทั้งทางตรงและทางอ้อมการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธ์กัน ดิน น้ำ สัตว์ป่า แร่ธาตุ ยังความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศ โดยเฉพาะต้นไม้ที่เป็นแหล่งตัวแปรสำคัญของระบบนิเวศวิทยาทางธรรมชาติ  เมื่อรวมกันจำนวนมาก ก็จะกลายเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า “ป่าไม้” ที่ได้เอื้ออำนวยจนเกิดแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ  เช่น ทรัพยากรทางน้ำ ทะเล อากาศ แร่ธาตุ ทั้งใต้ดินและบนดิน สิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์เหล่านี้ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  จากผืนป่าสู่แม่น้ำลำธาร เป็นแหล่งให้ที่อยู่ที่กินของสรรพสัตว์ เกิดอากาศบริสุทธิ์  เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุที่เป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่การพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญยั่งยืนต่อไป

 ในปัจจุบันทรัพยากรหลายประเภท โดยเฉพาะป่าไม้ได้ถูกทำลายลง ด้วยฝีมือของมนุษย์ผู้ที่ชื่อว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  กำลังจะทำลายวัฒนธรรมความเป็นมนุษย์ของตนเองด้วยการเบียดเบียนและไม่เห็นคุณค่าทางธรรมชาติที่ได้มอบให้เพียงเพื่อสนองความต้องการด้านวัตถุนิยมอีกทั้งการหลั่งไหลเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆ  ทำให้ได้รับผลกระทบและสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากจากข้อมูลรายงานจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร seub.or.thโดย webmasterseubและการแถลงการณ์ของอธิบดีกรมป่าไม้  มีการลักลอบตัดทำลายเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับในอดีต โดยเฉพาะต้นไม้ พันธุ์ไม้ที่มีการจดทะเบียนคุ้มครอง ได้ถูกลักลอบการค้าทั้งเป็นเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศหรือระหว่างรัฐต่อรัฐ จะด้วยสาเหตุแฝงเร้นของกลุ่มผู้มีอิทธิพล นายทุน หรือความไม่รู้ของประชาชนในชุมชนก็ตาม  เมื่อป่าไม้ถูกทำลายลงทรัพยากรต่าง ๆ ก็ถูกทำลายเป็นไปตามลำดับ ความไม่สมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์เป็นผู้ลงมือกระทำเอง เพราะไม่ตั้งอยู่ในธรรมแห่งความสำนึกกตัญญูด้วยการเบียดเบียนเป็นต้นในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกว่า “สมัยใด พระราชาหรือผู้มีอำนาจในการปกครอง เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้นแม้พวกข้าราชการก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พวกพราหมณ์และคฤหบดีก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกพราหมณ์และพวกคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอคืนและวันย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ..เดือน..ฤดูและปี ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดผิดทางไม่สม่ำเสมอ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล..(องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๗๐/๑๐๓-๑๐๔)” เมื่อธรรมชาติถูกทำลายลงความเปลี่ยนแปลงของโลกก็เริ่มปรากฏขึ้น ก่อให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม พายุ ฝนแล้ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เกิดขึ้น

ปัจจุบันมนุษย์ได้รับความเดือดร้อนจากภัยทางธรรมชาติ การบวชต้นไม้ จึงเป็นอีกวิธีทางหนึ่งที่ช่วยปกป้อง และอนุรักษ์ผืนป่าด้วยหลักธรรมคือความดี ในหลักความสำนึก กตัญญูต่อสิ่งมีคุณและควรทดแทน การร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่ เพื่อประโยชน์ การอยู่ร่วมกันของเหล่าสรรพสัตว์และเพื่อความสมดุลทางธรรมชาติ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ  ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของธรรมชาติ หากธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ดั่งเดิม โดยเฉพาะผืนป่า ต้นไม้ ลำธาร การอยู่ร่วมกันกับสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่บนโลกเดียวกันก็จะมีแต่ความสงบอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข  ในทางพระพุทธศาสนาจึงได้ให้ความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ทำลายผืนป่าแม้เพียงส่วนเล็กน้อยก็ตาม ด้วยการวางหลักการประพฤติปฏิบัติแก่พุทธบริษัท เพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวและก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นสืบไป

พระพุทธศาสนากับป่าไม้ความกตัญญูที่ไม่รู้ลืม

พระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดขึ้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่คือ ต้นศรีมหาโพธิ์ ความสัมพันธ์เกี่ยวกับต้นไม้และผืนป่านี้ โดยอาศัยหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาเรื่อง ความรู้จักกตัญญูกตเวทีการรู้ถึงบุญคุณและการเสียสละเพื่อส่วนรวม การรู้จักประมาณในการอุปโภคบริโภค เป็นต้น มาเป็นหลักพัฒนาจิตใจ เพื่อให้เกิดความสำนึกรักในธรรมชาติด้วยสำนึกเรื่องบุญบาปหรือคุณธรรมที่มนุษย์ผู้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ด้วยการกระทำที่เป็นตัวอย่างและให้เป็นธรรมเนียมการประพฤติปฏิบัติจากการสำนึกถึงคุณค่าของธรรมชาติที่มอบให้นั้น ได้กลายเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างธรรมชาติสิ่งแวดล้อมกับพระภิกษุสงฆ์ มีการสร้างที่อยู่อาศัย เป็นวัดในป่าที่ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ได้อาศัยจากความสงบร่มรื่นของธรรมชาติ ในการประพฤติปฏิบัติเจริญวิปัสสนาธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ก็ล้วนได้อาศัยผืนป่าเป็นร่มเงาได้รับความสงบร่มเย็น

จากการศึกษาในครั้งพุทธกาลที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและนิทานชาดก พุทธศาสนามีความสัมพันธ์และเห็นคุณค่าในการอาศัยประโยชน์ของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง  ในพุทธประวัติจะพบว่ามีความเกี่ยว เนื่องกับป่าไม้หลายประการด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้า จัดตั้งขึ้นโดยพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าโอกากราช ณ ป่าไม้สัก ใกล้ภูเขาหิมาลัย อันเป็นที่อยู่ของกบิลดาบสมาก่อน ได้สร้างเมืองขึ้นในป่าไม้สักให้ชื่อว่า กบิลพัสดุ์ โกลิยวงศ์อันเป็นราชวงศ์ของพระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดา ก็มีความเป็นมาเนื่องด้วยป่าไม้กระเบา มีราชธานีชื่อกรุงเทวทหะ และเมื่อพระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์จวนประสูติพระโอรส ณ ลุมพินีวัน ซึ่งเป็นป่าต้นสาละ ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ และกรุงเทวทหะ ในสมัยที่ทรงพระเยาว์เมื่อครั้งพิธีแรกนาขวัญพระองค์ก็ทรงอาศัยร่มไม้ต้นหว้า ทำการเจริญสมาธิเป็นครั้งแรกและเกิดการบรรลุปฐมฌาน เมื่ออายุ ๒๙ พรรษาพระองค์ทรงออกผนวชได้เที่ยวศึกษาแสวงหาศึกษาเพื่อหนทางการตรัสรู้  ได้ประทับศึกษาจากสำนักอาจารย์อยู่ในป่า และแสวงหาทางพ้นทุกข์บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี แม้ในเวลาตรัสรู้ก็ทรงเลือกเอาป่าในตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเป็นที่บำเพ็ญเพียร กลางเดือนเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ วิสาขะ พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรต้นร่มไม้ อัสสัตถพฤกษ์ หรือ ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสหชาติที่เกิดพร้อมกับพระพุทธองค์เมื่อครั้งประสูติ หนึ่งใน สหชาติที่เกิดพร้อมพระพุทธเจ้า ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ คือวันเพ็ญเดือน ๖ นั้น ได้มีสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ๗ อย่าง (ทั้งคนสัตว์สิ่งของ) เรียกว่าเป็น สหชาติ กันคือ ๑พระมารดาของพระราหุล คือเจ้าหญิงยโสธราหรือพระนางพิมพา ๒ พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากตั้งแต่พรรษาที่๒๑ จนปรินิพพาน ๓ นายฉันนะคนสนิทและสารถีผู้ตามเสด็จขณะออกมหาวิเนษกรมณ์ ๔ อำมาตย์กาฬุทายีผู้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าสุโทธนะพระสหายสนิทครั้นทรงพระเยาว์ของพระโพธิสัตว์ ๕ พญาม้ากัณฑกะพญาม้าที่ทรงขณะเสด็จออกผนวช ๖ ต้นมหาโพธิที่ทรงตรัสรู้ (พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในแต่ละยุคสมัย ล้วนตรัสรู้ใต้ต้นไม้และมีต้นไม้ประจำของพระองค์เอง) ๗ หม้อขุมทรัพย์ทั้ง๔ (นิธิกุมภี)และเมื่อได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนั้นพระองค์ทรงเสวยวิมุติสุขนานถึง ๗ สัปดาห์ หลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วพระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข คือการพบสุขที่เกิดเพราะความหลุดพ้นจากกิเลส อยู่ในที่๗แห่งๆละ๗วันดังนี้

สัปดาห์แรก ประทับนั่งสมาธิที่วัชรอาสน์ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ๗วัน

สัปดาห์ที่สองอนิมิสเจดีย์-ทรงพระดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อได้ระยะพอควรกับการทอดพระเนตรก็ทรงหันกลับพระพักตร์มายืนพิจารณาต้นโพธิ์ที่ได้ตรัสรู้นั้นทรงลืมพระเนตรโดยมิได้กระพริบเลยตลอดสัปดาห์

สัปดาห์ที่สาม เสด็จมาเดินจงกรมอยู่๗วันตรงระหว่างกลางแห่งอนิมิสเจดีย์กับต้นศรีมหาโพธิ์ทางด้านเหนือ

สัปดาห์ที่สี่เทวดาเนรมิตเรือนแก้วขึ้นทางทิศเหนือของต้นโพธิ์เสด็จนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎกสิ้นเจ็ดวันสถานที่นี้เรียกว่ารัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ห้า เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังต้นไทรอชปาลนิโครธประทับอยู่เจ็ดวันขณะเสวยวิมุตติสุขอยู่ธิดาพญามารสามตนประเล้าประโลมด้วยเสน่ห์กามคุณต่างๆนานาพระองค์กลับไล่ไปเสีย

สัปดาห์ที่หกทรงเสด็จเสวยวิมุตติสุขที่สระมุจลินท์มุจลินท์เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งคือไม้จิกเมื่อพระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขได้๗วันที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธแล้วได้เสด็จมาประทับที่ใต้ต้นจิกริมสระเกิดฝนตกหนักเจือด้วยลมหนาวฝนตกพรำอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนร้อนถึงพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระนี้ขึ้นมาขดตัวเจ็ดรอบและแผ่พังพานเพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกายเป็นกำเนิดของพระพุทธรูปางนาคปรก ครั้นฝนหายแล้วก็คลายขนดออกจำแลงเพศเป็นชายหนุ่มมายืนเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ได้ทรงเปล่งอุทานเป็นภาษิตที่ไพเราะจับใจดังนี้ “ความสงบสงัดเป็นสุขสำหรับบุคคลผู้ได้เจริญธรรมแล้วยินดีอยู่ในสงัดทำให้ได้ตามรู้ตามเห็นสังขารทั้งปวงตามความเป็นจริงทำให้สำรวมระวังตัวเลิกการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายและสิ้นความกำหนัดคือความล่วงกามคุณทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวงความละคลายการถือตนถือว่ามีตัวมีตนให้หมดได้เป็นความสุขอย่างยิ่ง”

สัปดาห์ที่เจ็ด ราชายตนเสด็จประทับที่ร่มต้นไม้เกตเป็นสัปดาห์สุดท้ายหลังจากตรัสรู้แล้วและทรงอดอาหารมาเป็นเวลา๔๙วัน ณ ที่ราชายตนะนี้ ได้มีนายพานิชสองคนนามว่าชื่อตปุสสะและภัลลิกะได้ถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผงและประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกของพระพุทธศาสนา และได้ทูลขอของที่ระลึกจากพระองค์เพื่อเอาไปบูชา พระพุทธองค์เสวยข้าวสัตตุแล้วทรงอนุโมทนาในความศรัทธาของตปุสสะกับภัลลิกะและทรงลูบพระเกศาตกลงมา๘เส้นมอบให้

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ความกตัญญูที่ไม่รู้ลืม เป็นที่พระพุทธเจ้าได้ใช้เป็นบัลลังย์นั่งบำเพ็ญเพียรจนบรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ที่สำคัญการเสวยวิมุตสุขในสัปดาห์ที่สองของพระองค์นั้นพระองค์ทรงยืนเพ่งมองดูต้นอัสสัตถพฤกษ์หรือต้นศรีมหาโพธิ์ โดยไม่พระพริบตาเป็นเวลาเจ็ดวัน พระองค์ ทรงรำลึกถึงคุณผู้ให้ร่มเงาคือต้นพระศรีมหาโพธิ์  การได้มาประทับใต้ต้นศรีมหาโพธิ์เป็นรัตนบัลลังค์ทำให้พระองค์ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

 พระพุทธองค์ทรงระลึกถึงคุณแห่งร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ เป็นที่ให้กำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัจจธรรมอันบริสุทธิ์สามารถชำระล้างกิเลสนานาชนิดของสัตว์โลกได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ทรงพอพระทัยในการตรัสรู้นี้เป็นอย่างยิ่งสถานที่นี้เรียกว่าอนิมิสเจดีย์การระลึกคุณแห่งต้นศรีมหาโพธิ์ พระพุทธองค์เปรียบเหมือนความกตัญญู พระพุทธองค์ทรงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลายแนะนำให้ตระหนักในความกตัญญูรู้คุณว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้กตัญญูกตเวทีและอุปการะแม้เพียงเล็กน้อยที่บุคคล อื่นกระทำในเราทั้งหลาย จักไม่เสื่อมสูญไปเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้” (พระไตรปิฎกไทย  ๑๖/ ๒๓๔ / ๓๒๔)

“ภิกษุทั้งหลาย คุณธรรมข้อนี้คือกตัญญูกตเวทิตา การรู้จำกตอบแทนคุณเป็นภูมิธรรมของคนดี (พระไตรปิฎกไทย ๒๐/๓๓/๖๑) “บุคคลนั่งหรือนแนที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่ควรหักกิ่งต้นไม้นั้น ผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทราม” (พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ๒๘/๒๖)"นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา "ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี"( อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต "ปุตตสูตร)

 หลังจากการตรัสรู้และเสวยวิมุตติสุขแล้ว พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหน้าสู่ที่อาศัยของปัญจวัคคีย์ แสดงปฐมเทศนา คือ พระธัมมจักกัปวัตตนสูตร ที่ป่าอิสิปนมฤคทายวัน อันเป็นสวนป่าและทรงแสดงพระธรรมเทศนาอีกเป็นอันมาก ณ ป่าอิสิปนมฤคทายวันแห่งนั้นได้เกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลกคราวแรกติดต่อกันถึงหกสิบรูป ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุบุพพิกถาและอริยสัจสี่โปรดพระเจ้าพิมพิสารและบริวาร จำนวนรวมกัน ๑๒๐,๐๐๐ท่าน ณ ลัฏฐิวน อันเป็นป่าเช่นเดียว กัน พระอารามแห่งแรกใน พระพุทธศาสนาคือเวฬุวน คือป่าไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ หลังจากที่พระองค์ได้ฟังธรรมเทศนาจนบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลแล้วพระอารามอีกแห่งหนึ่งในกรุงราชคฤห์คือ ชีวกัมพวัน เป็นป่าไม้มะม่วงที่หมอชีวกโกมารภัจถวายเป็นพระอาราม สาหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์และที่ในกรุงราชคฤห์นั้น ยังมีป่าที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า อีกเป็นอันมากเช่น มัททกุจฉิ มฤคทายวัน ในแคว้นกาสี แคว้นโกศล อันเป็นที่ตั้งของพระอารามคือพระเชต วัน บุพพาราม มีป่าเป็นอันมาก นอกจากเชตวัน คือ ป่าของเจ้าเชตที่ท่านอนาถบิณทิกเศรษฐีซื้อเพื่อสร้างเป็นพระอารามถวายพระพุทธเจ้าแล้วยังมีอนธวัน และนันทวัน ที่พระพุทธเจ้า และพระภิกษุ สงฆ์ ได้ไปพักอาศัยในป่าเหล่านั้น ในแคว้นวัชชี และแคว้นสักกะ มีชื่อป่ามหาวันอยู่ทั้งสองแห่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรเป็นอันมากแก่พระภิกษุบ้างเทวดาบ้าง พระราชา พราหมณ์ คฤหบดีบาง ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับในป่านั้น ตามปกติพระพุทธเจ้าจะเสด็จหลีกออกจากหมู่คณะไปประทับสงบอยูในป่าระยะสั้น ๆเจ็ดหรือสิบห้าวันทุกครั้งจะเสด็จเข้าไปประทับในป่า เช่นคราวที่ พระภิกษุทะเลาะกันที่เมืองโกสัมพี พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยูที่ป่า รักขิตวันอยู่ช้างและลิงที่เรียกว่าป่าเลไลย์  เราเรียกพระพุทธรูปปางนี้ว่าปางป่าลิเลยกะ

จะเห็นได้ว่า วิถีชีวิตของพระพุทธเจ้าตลอดถึงพุทธบริษัททั้งหลาย ล้วนมีความเกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์กับป่า ต้นไม้ และธรรมชาติ การอยู่ป่าเป็นวัตรและจัดเป็นนิสย  เป็นปัจจัยเครื่องอาศัยชีวิตของนักบวชในพระพุทธศาสนา แม้นักบวชในลัทธิอื่นก็ถือแนวเดียวกัน หรือจะเรียกว่า ที่อยู่อาศัยของนักบวชคือ ป่า ต้นไม้ พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลตามศีกษาประวัติจะอาศัยอยู่ในป่าเป็นส่วนใหญ่  ยิ่งท่านที่ต้องการเจริญกรรมฐาน เจริญสมณธรรมด้วยแล้ว เสนาสนะป่าเขา เงื้อมถ้ำเขา ล้วนเป็นสถานที่ที่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติเจริญสมณธรรมพระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญป่าไว้โดยนัยต่าง ๆ เป็นอันมาก  เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ทรงปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน คือ สวนป่าสาละของกษัตริย์มัลละ แห่งเมืองกุสินารา ป่าไม้ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งบุญในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้ารับสั่งตอบเทวดาที่มา กราบทูลถามว่า“ชนเหล่าใด สร้างสวนดอกไม้ ผลไม้ ปลูกหมู่ไม้ สร้างสะพาน และให้โรงเป็นทาน บ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์” 

พระพุทธองค์ได้บัญญัติสิกขาบทข้อห้าม เกี่ยวกับการพรากของเขียวและต้นไม้

ในพระพุทธศาสนามีบทบัญญัติทางพระวินัยที่ห้ามมิให้ พระภิกษุกระทำการอะไรเป็นการทำลายสภาพของป่ าและต้นไม้ เช่น พระภิกษุรูปใดตัดทำลายต้นไม้ถ้าเป็ นต้นไม้มีเจ้าของหวงแหนท่านปรับอาบัติในฐานอทินนาทานคือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ถ้าเป็นการตัดกิ่งต้นไม้ของตนหรือของวัด  ท่านปรับอาบัติในข้อที่เป็นการพรากภูติคามคือหักรานกิ่ง ใบ ดอกของต้นไม้ แม้แต่การทำลายต้นไม้ที่เป็นเมล็ดที่ปลูกได้ แง่งกิ่งของต้นไม้ ล้วนปรับเป็นอาบัติทั้งสิ้น และเพื่อเป็นการอนุรักษ์สภาพของป่าและต้นไม้ ได้มีบทบัญญัติทางพระวินัย ห้าม พระภิกษุถ่ายปัสสาวะอุจจาระ บ้วนน้ำลายลงน้ำ ในของสดเขียวทั้งเล็กและใหญ่ รวมถึงการทิ้งสิ่งสกปรกลงในน้ำอันเป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ความเชื่อในเรื่องที่มีเทพารักษ์ สิงสถิตอยูในป่าต้นไม้ ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงเป็นประโยชน์และเอื้ออำนวยที่สาคัญในการอนุรักษ์ป่าต้นไม้ ยิ่งไปกว่านั้นพระวินัยยังกำหนดให้พระภิกษุที่สร้างกุฏิอยู่ตามป่าไม่ให้ทำลายต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และแม้แต่ได้รับอนุญาตก็ตัดทำลายเองไม่ได้และยังต้องระมัดระวังไม่ให้กุฏิพังลงมาทับต้นไม้ในป่ า ดังนั้นวัดในพระพุทธศาสนาจึงเรียกว่า อาราม แปลว่าสถานที่ทำใจให้รื่นรมย์ ไม้ที่ให้ร่มเงา วัดหลักในพระพุทธศาสนาจึงมีคำลงท้ายว่า วัน ที่แปลว่า ป่า เช่นเวฬุวน เชตวัน ชีวกัมพวัน และแม้แต่นิโครธาราม ก็เป็นป่าที่มีต้นไทรขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด เป็นป่าไม้ เป็นสัตว์ป่าเป็นธรรมชาติ เป็นมนุษย์  ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นวงจรของชีวิตนั้น  พระพุทธศาสนาจึงสอนให้มนุษย์เราได้กระทำความดีละเว้นความชั่วไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยวางตามแนวทางของศีลธรรม มีศีล ๕ เป็นต้นพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ถึงคุณค่าของธรรมชาติและได้วางแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับพุทธบริษัทในการดำรงชีวิตไว้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันการดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ร่มไม้ก็สามารถที่จะเป็นที่พักที่อาศัยให้ความร่มเย็นกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ข้อประพฤติปฏิบัติต่อทรัพยากรทางธรรมชาติพระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าไม้ ที่มีส่วนเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน ที่พระพุทธศาสนาได้พึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการกระทำอันใดที่ไม่ควรแก่พุทธบริษัท ทั้งพระภิกษุที่อาศัยการเจริญวิปัสสนาธรรมในป่าที่เป็น จึงมีข้อห้ามมิให้ทำลาย เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรนั้น ๆ ดังปรากฏในพระไตรปิฎกและสิกขาบท

“ป่านี้งดงามสำหรับภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต นั่งคู้บัลลังก์ (นั่งสมาธิ) ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า ตั้งใจว่า จะไม่เลิกนั่งสมาธิตราบใดที่จิตยังไม่พ้นจากกิเลสาสวะไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน (ม. มู. ๑๒ / ๓๘ / ๒๘๙)”

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นศีลห้ามพระสงฆ์ทำลายต้นไม้ หรือพรากของเขียว  ภูตคาม  ทุกชนิด ห้ามมิให้ขุดดิน  ห้ามถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงบนต้นไม้ หรือในแม่น้ำลำธาร ทรงบัญญัติสิกขาบทคุ้มครองพืชแห่งภูตคามวรรคว่า “เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะพรากภูตคาม” พรากภูตคามในที่นี้หมายถึงการทำให้พืชตายทุกวิธี  ไม่ว่าถอน  โค่น ตัดหรือเด็ด

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอตัดเองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง ซึ่งต้นไม้จริงหรือ” ภิกษุชาวรัฐอาฬวีทูลรับว่า “จริงพระพุทธเจ้าข้า” ทรงติเตียน แล้วบัญญัติสิกขาบท  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า “ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ตัดเองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้างซึ่งต้นไม้ เพราะคนทั้งหลายสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีวะ การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลายก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่าดังนี้พระบัญญัติเป็นปาจิตตีย์ในเพราะพรากภูตคาม(พืชพันธุ์อันถูกพรากจากที่แล้วแต่ยังจะเป็นได้อีก)” (วิ.มหา. ๒/๓๕๔/๓๓๒)

—                                                        ไฉน พวกเธอจึงได้ตัดเองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง ซึ่งต้นไม้ (วิ.มหา.๒/๓๕๔/๓๔๖)

อนึ่ง ภิกษุใด ขุดก็ดี ให้ขุดก็ดี ซึ่งปฐพี, เป็นปาจิตตีย์ (วิ. มหา. ๒ / ๓๔๙ / ๓๔๔)

                                ในหมู่มนุษย์ นรชนใดเบียดเบียนสัตว์ อื่นนรชนนั้นย่อมเสื่อมจากความสุขในโลกทั้งสอง คือ โลกนี้และโลกหน้า (ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๑๓ / ๒๖๑)

ในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่าเราอยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ (สํ. มหา. ๑๙ / ๑๔๕๙ / ๓๕๔ )

                                เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหดมีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิตเขาตายไป จะเข้าถึงอบาย คติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น (ม.อุปริ. ๑๔ / ๕๘๒ / ๓๒๓)

 

                         การปกป้องผืนป่าครั้งพุทธกาล สู่การอนุรักษ์และพัฒนาจาก

                        พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมองค์ปัจจุบัน

                 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นแบบอย่างการปกป้องผืนป่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นขวัญใจปวงชนชาวไทยองค์ปัจจุบัน ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา โครงการและพระราชกรณียกิจของพระองค์อันเกี่ยวเนื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมพระองค์ทรงตระหนักและให้ความสำคัญคุณค่าต่อทรัพยากร ธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้าประชาชนที่พระองค์ดูแล ให้มีความอยู่ดีกินดี ตามแนวทางเศรษฐกิจความเป็นอยู่ที่พอเพียง มีการริเริ่มโครงการต่าง ๆ ด้วยการอนุรักษ์ แก้ไขและพัฒนาไปพร้อมกัน เช่น  การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน การทำฝนหลวง โครงการเกษตรแบบผสมผสานให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการปลูกป่า เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงของเรา ได้ให้แนวคิดและวิธีการปลูกป่าเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ทรงมีพระราชดำริการปลูกป่าและให้เกิดผลประโยชน์คือ ป่า ๓ ประโยชน์ ๔ ป่า๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่างเป็นแนวคิดการพัฒนาควบคู่กันระหว่างการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนบุกรุกและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้เพื่อนำ มาใช้ประโยชน์ โดยส่งเสริมให้มีปลูกป่าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเรียกแนวคิดนี้ว่า “ปลูกป่า ๓ อย่างประ โยชน์ ๔ อย่าง” ป่าอย่างที่ ๑ ป่าไม้ใช้สอยเป็นป่าที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น สร้างที่อยู่อาศัย ป่าอย่างที่ ๒ ป่าไม้ผลเป็นป่า ป่าปลูกเพื่อบริโภค  ป่าอย่างที่ ๓ ป่าไม้พลังงาน เช่น ไม้โตเร็ว ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือไม่ที่นำไป ใช้เป็นพลังงานทดแทน เมื่อปลูกป่าทั้ง ๓ อย่างแล้ว จะได้ประโยชน์อย่างที่ ๔ เป็นของแถมคือการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำเกิดประโยชน์ ๔ คือ พออยู่ พอกิน พอใช้เป็นพลังงาน พอร่มเย็น การปลูกป่าทั้ง ๓ มีความสัมพันธ์กันและกัน ต่างๆฝ่ายก็เอื้อประโยชน์ต่อกัน ที่สำคัญประชาชนผู้ใช้ทรัพยากรป่าไม้ ได้เห็นคุณค่าของป่า ต้นไม้ที่ตนเองปลูกและดูแลรักษา เป็นการปลูกต้นไม้ในใจของประชาชนและได้ร่วมอนุรักษ์ป่าในเขตชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ และได้ช่วยกันปกป้องจากสิ่งภายนอกหรือภัยที่จะมาบุกรุกทำลายป่าของตน

การบวชต้นไม้ เพื่อปกป้องผืนป่า ด้วยความสำนึกรักอนุรักษ์และแสดงความกตัญญูต่อต้นไม้ เพื่อปลุกจิตสำนึก ให้มนุษย์ได้มีความรักหวงแหน  จากอดีตครั้งพุทธกาลสู่ปัจจุบัน ที่ต้นไม้และป่าได้มอบคุณประโยชน์ให้กับสิ่งมีชีวิตในโลกดังนั้นจึงควรรู้จักใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเป็นประโยชน์กับมนุษย์ “ป่าไม้” รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ ประกอบด้วยพันธุ์พืชหลากหลายชนิดที่ร่วมกันอยู่อาศัย  รวมถึงสัตว์ แมลง และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆบนโลกนี้ รวมทั้งในดิน ผิวดิน และเหนือผิวดิน ที่ให้ประโยชน์อย่างมากมายกับคนเรา การจะอนุรักษ์ป่าไม้ให้คงอยู่อำนวยประโยชน์ ห้อยู่กับเราตลอดได้นั้น เราทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันดูแลรักษา แม้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้กำลังถูกทำลายลงเรื่อย ๆและมีการปลูกทดแทนก็ตาม ในอนาคตอาจจะหมดลงได้ในไม่ช้า  หากจะหวังพึ่งในส่วนทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การดำเนินการอนุรักษ์เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้ผลเพียงพอ

ดังนั้นเราทุกคนจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ ร่วมมือกันจากประชาชน กลุ่มสังคมที่อยู่อาศัยในพื้นที่  ช่วยกันรักษาป่าไม้ในท้องถิ่นของตนเอง รู้รักและหวงแหน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน โดยดำเนินการแก้ไข แนวคิดและการสร้างจิตสำนึกของคนให้มีความรู้ความเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของมนุษย์ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่มีชีวิตซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน เช่น การบริโภคทั้งกินและใช้ ต้องใช้และกินอย่างประหยัด ให้เกิดคุณค่ามากที่สุด เพราะปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่จำกัด ใช้ทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและนาน  ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ที่มีความสำคัญต่อพื้นที่ต้นน้ำลำธาร การอนุรักษ์ไว้เป็นอันดับแรกทำได้โดย ๑. บำรุงรักษาสภาพป่าไม้ของบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดไปด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การกำหนดพื้นที่ป่าต่างๆ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้อย่างจริงจัง การป้องกันมิให้มีการบุกเบิกขยายพื้นที่เพื่อการทำไร่เลื่อนลอย และการป้องกันไฟไหม้ป่า ๒. ปรับปรุงบูรณะสภาพพื้นที่ป่าไม้ซึ่งถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพและจริงจังด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปลูกซ่อมเสริมป่าในบริเวณพื้นที่รกร้างว่างเปล่า การทำสวนป่า การทำสวนพฤกษศาสตร์หรือสวนรุกขชาติ ตลอดจนการ จัดทำระบบวนเกษตร โดยปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นไม้ผลหรือพืชอื่นผสมในสวนป่า๓.ประชาสัมพันธ์ด้วยการให้การศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปให้ตระหนักถึงภัยอันจะเกิดขึ้นจากการที่ป่าไม้บริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลายและรณรงค์ให้ร่วมมือกับทางราชการในการรักษาป่าไม้อย่างกว้างขวางเป็นต้น อาศัยหลักธรรมคำสอนเรื่อง ความรู้จักบุญคุณกตัญญูกตเวที และการเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยรู้จักประมาณในการบริโภคมาเป็นหลักพัฒนาจิตใจให้เกิดความสำนึกในความรักในธรรมชาติพระพุทธศาสนากับป่าไม้ ด้วยจิตสำนึกเรื่องบุญบาปหรือคุณธรรมความกตัญญูรู้คุณ ที่ทรัพยากรธรรมชาติได้มอบให้  เพื่อจะสร้างความยั่งยืนของผืนป่า รักษาต้นไม้ในพระพุทธศาสนาตราบเท่าทุกวันนี้และสู่ชนรุ่นหลังสืบไป

แหล่งที่มาของข้อมูล

พระไตรปิฎก

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒,๑๔,๑๙,๒๑, ๒๖ (ม. มู. ๑๒ / ๓๘ / ๒๘๙)  (ม.อุปริ. ๑๔ / ๕๘๒ /๓๒๓)

(สํ. มหา. ๑๙ / ๑๔๕๙ / ๓๕๔ ) ..(องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๗๐/๑๐๓-๑๐๔)   (ขุ. เถร. ๒๖ / ๓๑๓ / ๒๖๑)

พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ (วิ.มหา. ๒/๓๕๔/๓๓๒)

รายงานจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร www.seub.or.thโดย webmasterseub