ความดี นามธรรมคำนี้มีสิ่งล้ำค่า

 

วามดี คือ ธรรมชาติที่ก่อประโยชน์สุขแก่ชีวิต การประกอบความดีนั้นให้ผลในหลายระดับ ทั้งสุขสมบูรณ์ในปัจจุบัน นำไปสู่สุคติโลกสวรรค์ จนถึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้พบความสุขที่แท้จริงไม่มีทุกข์เจือ ในพระพุทธศาสนามีคำหลายคำที่ใช้หมายถึงความดี ได้แก่ บุญ กุศล ธัมมจริยา สุจริต กรณียะ เป็นต้น คำที่ใช้กล่าวถึงความดีเหล่านี้อาจมีความคล้ายคลึงกันแต่ระดับความลึกซึ้งนั้นแตกต่างกัน

 

          บุญ หมายถึง ความดีที่มีลักษณะเป็นเครื่องชำระล้างกิเลสหรือความชั่วให้หมดไปจากจิต เปลี่ยนสภาพของจิตจากที่สกปรกให้สะอาดบริสุทธิ์
        กุศล หมายถึงความดีที่ต้องกระทำด้วยความรู้ มีความฉลาดในการทำความดี รู้จักทำความดีเพื่อตัดหรือกำจัดความชั่วให้ลดน้อยลง อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้ความชั่วเข้ามาในจิตใจของเราด้วย
          ธัมมจริยา เป็นความดีที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้อง ยุติธรรมและประกอบด้วยศีลธรรม
          สมจริยา เป็นการกระทำที่ต้องเป็นไปเพื่อการสงบระงับกิเลส ทำให้กิเลสน้อยลงถึงจะเรียกว่าเป็นการทำความดี
         กรณียะ หมายถึงการทำความดีที่ควรทำ พระพุทธศาสนาถือว่าความดีเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ซึ่งมนุษย์นั้นมีโอกาสทำได้มากกว่าสัตว์ประเภทอื่น เช่น การทำสมาธิ เป็นต้น

 

ถ้าเรามองให้ลึกถึงเหตุและผลของความดี อย่างคำว่า”บุญ” ที่มีความหมายว่าดี นั้นมีนัยยะทั้งในดีส่วนเหตุและดีส่วนผล โดยดีส่วนเหตุนั้นมักใช้อธิบายในรูปของการกระทำความดี การประพฤติดี การประพฤติธรรม ส่วนดีส่วนผลก็จะอธิบายถึงผลที่เกิดขึ้นหรือผลที่ได้รับจากการประพฤติปฏิบัติดีนั้นๆ

 

ดังนั้นความหมายของความดีตามหลักพระพุทธศาสนาจึงมี 2 ลักษณะ คือ ความดีเชิงเหตุ และความดีเชิงผล ความดีเชิงเหตุหรือเชิงอุปกรณ์นั้นได้แก่ คุณธรรมและกุศลกรรม เป็นการกระทำที่ดีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งผลดี ส่วนความดีเชิงผลนั้น ได้แก่ วิบาก หรือผลดีที่เกิดจากการประพฤติธรรม หรือการทำความดีในลักษณะต่างๆ ผลดีดังกล่าวนี้ในพระพุทธศาสนามักจะกล่าวถึงผลดี 2 ระดับ คือ ผลดีขั้นโลกียะ คือได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ และผลดีขั้นโลกุตตระ คือ สิ้นชาติเข้าถึงนิพพาน

 

ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วเรื่องของความดีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง เป็นสิ่งที่มีที่เป็นไปตามธรรมชาติหรือตามสภาวะของมันเอง เมื่อประกอบเหตุดีก็ย่อมได้รับผลที่ดี ความดีไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าหรือใครกำหนดขึ้น แต่เป็นสิ่งธรรมชาติที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบหลักของความดีตามความเป็นจริง แล้วนำมาสอนหรือเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้ เพราะความดีทั้งส่วนเหตุและส่วนผลนั้นไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ก็ตาม ก็ยังคงมีอยู่และเป็นตามสภาพของมันอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในธัมมนิยามสูตร (อํ.ติก. 20/576)

 

Goodness

 

ความดีของชีวิตคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ธรรมชาติของทุกชีวิตมีความอยาก มีความต้องการขั้นพื้นฐาน 4 ประการ คือ อยากมีชีวิตอยู่ (ชีวิตุกามะ), ไม่อยากตาย (อมริตุกามะ), อยากมีความสุข (สุขกามะ) และรังเกียจความทุกข์ (ทุกขปฏิกกูละ) (สํ.นิ.16/243) ความต้องการเหล่านี้ทำให้มนุษย์แสวงหาหรือมีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือ การมีชีวิตอยู่ที่มีความสุขอย่างยืนยาวไม่ต้องมีความทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดทางศาสนาของทุกศาสนา ดังจะเห็นได้ว่า ทุกศาสนาล้วนกล่าวถึงชีวิตที่เป็นอมตะและมีความสุขทั้งนั้น ความต้องการพื้นฐานนี้จึงเป็นสำนึกทางศีลธรรม เมื่อตัวเราเองยังอยากมีชีวิตที่มีความสุข ผู้อื่นย่อมต้องมีอยากมีชีวิตที่สุขเช่นเดียวกัน เราจึงไม่ควรทำชั่วทำเลวกับใครๆ เพราะจะทำให้เราและผู้อื่นไม่มีความสุข เราควรทำแต่สิ่งที่ดีต่อกัน ความดีในชีวิตจึงเป็นเรื่องของศีลธรรม ที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นของชีวิตเพื่อตอบสนองธรรมชาติของชีวิต เป็นหลักปฏิบัติเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชีวิตพัฒนาตนเองจนกระทั่งสามารถบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตด้วย

 

ศีลธรรมในพระพุทธศาสนาจึงเรียกรวมได้ว่า ความดี โดยที่ความดีบางอย่างเป็นความดีขั้นศีล คือ เว้นชั่ว ไม่ทำชั่ว และความดีบางอย่างเป็นความดีขั้นธรรม คือนอกจากจะละชั่วแล้วยังทำความดีเพิ่มด้วย ซึ่งความดีขั้นศีลและขั้นธรรมนี้ต้องทำควบคู่กันไปถึงจะบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายขั้น โลกียะหรือขั้นโลกุตตระก็ตาม

 

ประเภทและระดับของความดี

 

พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงความดีไว้หลายประเภทแต่สามารถสรุปความดีได้ 3 ประเภทอย่างกว้างๆ คือ ความดีขั้นต้น ความดีขั้นกลาง และความดีขั้นสูง


           1. ความดีขั้นต้น หรือ อาทิกัลยาณะ เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) ได้แก่ ความดีของชีวิตในระดับวัตถุ มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมไปด้วยสมบัติทางวัตถุ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความดีระดับสามัญทั่วไป เป็นความดีของปุถุชน (อํ.อฏฺฐ. 23/145)

                ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 นี้เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น 4 ประการ ได้แก่

      • อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น) คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี
      • อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา) คือ รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย 
      • กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร) คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกคบคนที่มีศีลมีธรรม 
      • สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม) คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย รู้จักประหยัดเก็บไว้

   

           2. ความดีขั้นกลาง หรือ มัชเฌกัลยาณะ เป็นประโยชน์ในระยะยาว (สัมปรายิกัตถะ) ได้แก่ ความดีอันเกิดจากการมีศีลธรรม ช่วยให้เกิดความสุขทางจิตใจที่ส่งผลต่อความสุขทางกายด้วย ความดีในระดับนี้เป็นความดีของชีวิตระดับกลาง คนที่มีความดีระดับนี้เรียกว่า กัลยาณชน ซึ่งทางพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นผู้ที่มีความทุกข์น้อยกว่าปุถุชนทั่วไป (อํ.อฏฺฐ. 23/145)

                สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้นไป ประกอบธรรม 4 ประการคือ 

      • สัทธาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ศรัทธาในพระรัตนตรัย
      • สีลสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศีล) รักษากาย วาจา ใจเป็นปรกติ
      • จาคสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ) บริจาคทานมีความสุขกับการให้
      • ปัญญาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยปัญญา) มีความรู้ ความสามารถ มีความสุข ความสบายใจจากการทำความดี

       

           3. ความดีขั้นสูง หรือ ปริโยสานกัลยาณะ เป็นประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ) ได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสหรือทุกข์ทั้งปวง อันเกิดมาจากการ พัฒนาชีวิตจนมีศีลและธรรมสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาหรือมรรค 8 สามารถทำลายกิเลส สิ้นทุกข์ได้ ความดีระดับนี้จึงเป็นความดีระดับสูงสุดของชีวิต และผู้ที่จะบรรลุความดีระดับนี้ได้ เรียกว่า อารยชนหรืออริยบุคคล

 

การทำความดีในแต่ละขั้นล้วนให้ผลเป็นความสุขทั้งในระดับทางกายและทางใจ มีผลทั้งต่อผู้กระทำเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในทางพระพุทธศาสนา ความดีหรือคุณค่าจึงมี 2 ระดับ คือ ระดับสมมติ และระดับปรมัตถ์

 

    • ความดีระดับสมมติ เป็นลักษณะของความดีเชิงจิตพิสัย ผู้กระทำความดีจะรู้ได้ด้วยจิตสำนึกของตนเอง และรู้ได้ด้วยปฏิกิริยาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สิ่งที่ทำแล้วตนเองติเตียนตนเองไม่ได้ ผู้รู้สรรเสริญ ชื่อเสียงฟุ้งขจรไป ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีสุขเป็นผลและกำไร
    • ความดีระดับปรมัตถ์ เป็นลักษณะของความดีเชิงวัตถุวิสัย แสดงถึงธรรมชาติหรือสภาวะของความดีที่เป็นไปโดยตัวของมันเอง ได้แก่ เป็นสิ่งที่ดี สิ่งประเสริฐ เป็นกุศล มีประโยชน์ ถูกต้อง ไม่มีโทษ ความชั่วลดลงความดีเพิ่มขึ้น ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อก่อกรรม ไม่ก่อเวรก่อภัย ไม่หลงตาย และทำให้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

 

 

 

เป้าหมายของชีวิตคืออะไร

 

เป้าหมายที่แท้จริงของทุกชีวิต คือ ความสุขที่ไม่ต้องมีทุกข์มาเจือปน พระพุทธศาสนาจะกล่าวถึงความดีควบคู่ไปกับความสุข โดยความสุขเป็นผลจากการทำความดี (ความดีส่วนผล) ไม่ได้เกิดจากการแสวงหาความสุขโดยตรง แต่สอนให้คนพยายามแก้ไขความทุกข์ให้หมดไปแล้วความสุขจะเกิดมีขึ้นเอง โดยพระพุทธศาสนาแบ่งความสุขออกเป็น 3 ระดับอย่างกว้างๆ คือ

            1. กามสุข เป็นความสุขที่เนื่องด้วยวัตถุ เป็นความรู้สึกที่สนองความอยาก ความต้องการ เป็นสุขปนทุกข์ สุขขั้นต่ำที่มีวัตถุเป็นตัวกระตุ้น (ม.อุ. 14/655-659)
            2. เนกขัมมสุข หรือทิพยสุข ยังเป็นสุขในระดับโลกียะ ไม่พ้นไปจากวัตถุแต่เน้นที่เรื่องของจิตใจ สงบความอยากได้ มีสุขมากกว่าทุกข์ (ม.อุ. 14/655-659)
         3. ตัณหักขยสุข หรือวิมุตติสุข หรือนิพพานสุข เป็นสุขขั้นสูงที่พ้นไปจากกิเลส เป็นบรมสุขที่เหนือสุขเหนือทุกข์ หมดความอยาก สิ้นตัณหา สิ้นกิเลส สิ้นชาติ ไม่มีบุญไม่มีบาป สิ้นกรรมหมดกรรมทั้งปวง (ม.ม. 13/508)

 

 

วิถีสู่เป้าหมายของชีวิต

 

 

ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่าย การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือพบความสุขที่แท้จริงก็เช่นเดียวกัน ต้องอาศัยความเพียรพยายาม การจะทำให้เราบรรลุเป้าหมายของชีวิตนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงหลักการและวิธีการเอาไว้ให้เราอย่างละเอียดครบถ้วน หลักการและวิธีการเหล่านี้รวมเรียกว่า “คุณธรรม” ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาเรียนรู้และนำมาปฏิบัติให้ได้ คุณธรรมตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา สิ่งที่ก่อให้เกิดความดีงาม หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต คุณธรรมจึงเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จะนำไปสู่สิ่งที่ดีงามอันเป็นเป้าหมายของชีวิต ช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตามคุณธรรมหรือเครื่องมือต้องสอดคล้องเหมาะสมกับเป้าหมายหรือผลที่เราต้องการ ถ้าเราต้องการข้ามแม่น้ำสายเล็กๆตื้นๆ ใช้เรือลำเล็กก็สามารถข้ามแม่น้ำได้ แต่ถ้าเราต้องการข้ามมหาสมุทร จำเป็นต้องใช้เรือลำใหญ่ที่มีความแข็งแรงสามารถฝ่าคลื่นลมจึงจะสามารถข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย คุณธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป้าหมายชีวิตเล็กน้อยก็ใช้คุณธรรมพื้นๆ ปฏิบัติไม่ยากก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นหรือสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้คุณธรรมขั้นสูงขึ้น ปฏิบัติยากขึ้นจึงจะบรรลุเป้าหมาย ดังนั้น หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ไม่มีผลหรือความสำเร็จใดๆเกิดขึ้นมาลอยๆโดยไม่ลงมือกระทำ ความสำเร็จทุกอย่างต้องลงมือลงแรงทั้งสิ้นจึงจะเกิดมีขึ้นหรือได้มา

 

พระพุทธศาสนาให้หลักการหรือขั้นตอนในการบรรลุถึงเป้าหมายไว้ 3 ขั้นตอน คือ

 

1. ต้องมีความชัดเจนในตัวเองว่า เป้าหมายหรือสิ่งที่เราต้องการนั้นคืออะไร
2. ต้องรู้จักแนวทางหรือวิธีการที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นว่าต้องทำอย่างไร
3. สำรวจตนเองว่า ได้ปฏิบัติตามแนวทางหรือวิธีการนั้นอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

 

กล่าวโดยสรุป ความดี คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต โดยความดีนี้มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นความจริง มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของมัน พระพุทธเจ้าทรงค้นพบหลักของความดีและนำมาสอนให้เรารู้ตาม ซึ่งความดีนั้นมี 3 ระดับคือ ความดีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง อันนำไปสู่เป้าหมายของชีวิตของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เป้าหมายระดับต้นที่เป็นกามสุข ไปจนถึงเป้าหมายสูงสุดคือบรมสุข สุขที่แท้ไม่มีทุกข์เจือ โดยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายได้ คือคุณธรรมที่มีความยากง่ายตามเป้าหมายที่เราต้องการไปให้ถึง

 

 

ทำดีอย่างไรจึงได้ดี

 

เราทุกคนอยากจะเป็นคนดี แต่ไม่สามารถดีได้ทุกคน ไม่ใช่ว่า..ไม่พยายามทำดี แต่ยังไม่รู้ถึงกระบวนการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นคนดี ซึ่งมีอยู่ 4 ขั้นตอน คือ

1) ต้องเลิกนิสัยไม่ดีที่มีอยู่
2) นิสัยไม่ดีที่ยังไม่เคยทำ ต้องหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้พลาดไปทำ
3) นิสัยดี ๆ ที่ยังไม่เคยทำ ต้องเริ่มทำ
4) นิสัยดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

นิสัยที่ไม่ดีมีมากมาย และเราก็มีกันคนละหลายๆอย่าง มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป  เอาเป็นว่า ให้สำรวจตัวเองว่า เรามีนิสัยอะไรที่ไม่ดีบ้าง เมื่อหาเจอแล้วก็ลด ละ เลิกเสีย แล้วหันมาสร้างนิสัยดีๆ เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองไปด้วย นิสัยดีๆที่คนอยากเป็นคนดีต้องมีนั้นคืออะไรบ้าง? เรามาเริ่มวันนี้ด้วยหลักของคนดีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในฆราวาสธรรม ได้แก่

1. นิสัยการมีสัจจะ คือ เป็นคนจริง รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ต่อวาจา ต่อบุคคล ต่อการสร้างบุญสร้างบารมี
2. นิสัยการมีทมะ คือ ต้องกระตือรือร้นที่จะฝึกตัวเองให้ดี
3. นิสัยการมีขันติ คือ อดทนต่อความยากลำบากจนกระทั่งถึงการอดทนต่ออำนาจกิเลส
4. นิสัยการมีจาคะ คือ การเสียสละ การตัดใจจากสิ่งของ จากอารมณ์ที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่น โลภ โกรธ หลง

ในทางตลาด สินค้าและบริการเพิ่มมูลค่าได้ด้วยการปรับปรุงพัฒนารูปแบบ ในการดำเนินชีวิตบนโลกเราก็สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองได้ทุกวัน อย่าหายใจทิ้งเปล่าเลย มาออกแบบชีวิตของเราง่ายๆวันนี้ด้วยการทำความดีแล้วได้ดีจริงๆกันเถิด

 

โดย ปฐมา ทรัพย์สังข์

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธศาสน์

 

เอกสารอ้างอิง

พระไตรปิฎกภาษาไทย 45 เล่ม ฉบับสยามรัฐ
พระไตรปิฎกและอรรถกถาไทย 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
สุเชาวน์ พลอยชุม,รศ. พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร,2552.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.พิมพ์ครั้งที่ 30.สำนักพิมพ์ผลิธัมม์. กรุงเทพมหานคร,2558.