วางใจได้อย่าไปยึด

 

            การเกิดมาเป็นมนุษย์ก็หาได้ยาก แต่ที่ยากกว่าคือ เมื่อเกิดมาแล้วจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยประการใดใช้อะไรเป็นหลักยึดไม่ให้ชีวิตต้องทนทุกข์ มนุษย์มีความแก่ชรามาพร้อมกับการเกิด มันจะแปรสภาพเผยโฉมให้เห็นทีละนิด ๆ จนกระทั่งเบ่งบานปรากฏ จากวัยเด็กเจ้าสู่หนุ่มสาย ก้าวเข้าสู่วัยชรา สิ่งที่ปรากฏเห็นชัดคือ ผมหงอกขาวโพลนเนื้อหนังเหี่ยวย่น มือถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน ที่สำคัญคือมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า กำลังวังชาลดน้อยเสื่อมถอยมืดไม้สั่นส่าย บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อโค้งสุดท้ายเข้าถึงปัจฉิมวัย หากท่านยังไม่ปล่อยวาง วางใจไม่เป็น คอยแต่จะยึดอยู่ว่า “ร่างกายของเรา ๆ” หรือที่ปราชญ์ทางศาสนาเรียกว่า “ตัวกู ของกู” ก็ยิ่งทุกข์ทวีหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทางที่ดีที่สุด คือควรบอกกับตัวเองว่า “มันมิใช่ของเรา ๆ “ แม้จะเป็นเพียงคำปลอบใจ ก็ยังดีที่ช่วยปลอบใจได้บ้าง วางใจเสียเถิดท่านผู้เฒ่า เตรียมตัวเตรียมใจพร้อม ยอมส่งคืนให้ธรรมชาติ ท่านเพียงมาอาศัยอยู่ชั่วคราว อย่าได้ยึดติด หรือยึดครองเลย วางใจให้ได้ จะวางใจได้อย่างไร ไม่ยึดด้วยวิธีใด ในปฏิสัมภิหามรรคกล่าวมากมายในเรื่องของร่างกายที่เต็มไปด้วยเภทภัยต่าง ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ ดังจะได้ชี้แจงดังนี้

            โดยความเป็นทุกข์ เพราะมีเกิด และบีบคั้น และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์

            โดยความเป็นโรค เพราะยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัย และเพราะเป็นเหตุแห่งโรค

            โดยเป็นดังหัวฝี เพราะประกอบด้วยความทุกข์ และความเสียดแทง เพราะอสุจิ คือ กิเลสไหลออก เพราะบวมแก่จัดและแตกดับ

 

            โดยความเป็นดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเสียดแทงภายใน และเพราะนำออกได้ยาก

            โดยความลำบาก เพราะน่าติเตียน เพราะนำความไม่เจริญมาให้ และความชั่วร้าย

            โดยความป่วยไข้ เพราะให้เกิดความไม่มีเสรี และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความอาพาธ

            โดยความเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟัง

            โดยความเป็นของชำรุด ด้วยพยาธิ ชรา และมรณะ

            โดยความเป็นเสนียด เพราะนำความพินาศไม่น้อยมาให้

            โดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำความพินาศมากมายอันไม่รู้ แล้วมาให้ เพราะเป็น                   วัตถุแห่งอันตรายทั้งปวง

            โดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง และเพราะเป็นปฏิปักษ์แห่งความหายใจเข้าเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ สงบยากโดยความเป็นอุปสรรค เพราะถูกความพินาศไม่น้อยติดตาม เพราะเกี่ยวข้องด้วยโทสะ และเพราะอดกลั้นไม่ได้กับอุปสรรค

            โดยความหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิชรา และมรณะและโลกธรรมมีลาภ เป็นต้น

            โดยความผุพัง เพราะเข้าถึงความผุพังด้วยความพยายามและด้วยหน้าที่

            โดยความไม่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่ตั้งอยู่ตกไป เพราะไม่มีความมั่นคง

            โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน เพราะต้านทานไม่ได้และเพราะไม่ได้รับความปลอดโปร่ง

            โดยความเป็นของไม่มีอะไรลี้ลับ เพราะไม่ควรเพื่อติด และเพราะแม้สิ่งที่ติดก็ไม่ทำการป้องกันได้

            โดยความไม่เป็นที่พึ่ง เพราะไม่มีสิ่งที่อาศัยเป็นสาระในความกลัว

            โดยความเป็นของว่าง เพราะว่างจากความยั่งยืน ความสุขและอาหารอร่อยตามที่กำหนดไว้

            โดยความเป็นของเปล่า เพราะเป็นของว่างนั่นเอง หรือเพราะของน้อย เพราะแม้ของน้อย ท่านก็กล่าวว่า เป็นของเปล่าในโลก

            โดยความเป็นของสูญเพราะปราศจากเจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้รู้ ผู้ทำ ผู้ตั้งใจ

            โดยความเป็นอนัตตา เพราะตนเองไม่เป็นเจ้าของ เป็นต้น

            โดยความเป็นโทษ เพราะเป็นทุกข์ประจำ และความมี่ทุกข์เป็นโทษ

            โดยความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะความปกติที่แปรปรวน โดยสองส่วนโดยชราและมรณะ

            โดยความไม่มีสาระ เพราะไม่มีกำลัง และเพราะทำลายความสุขดุจกระพี้

            โดยความเป็นเหตุแห่งความลำบาก เพราะเป็นเหตุแห่งความชั่วร้าย

            โดยความเป็นดังฆาตรกร เพราะทำลายความวิสาสะดุจข้าศึก ปากพูดว่า เป็นมิตร

            โดยความปราศจากความเจริญ เพราะหมดความเจริญ และความสมบูรณ์

            โดยความเป็นของมีอาสวะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ

            โดยความเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง

            โดยความเป็นเหยื่อของมาร เพราะเป็นเหยื่อของมัจจุราช มาร และกิเลสมาร

            โดยความเป็นของมี ความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเป็นปกติ

            โดยความเป็นของมีความโศก ความคร่ำครวญ ความคับแค้นเป็นธรรมดา เพราะมีความโศก ความคร่ำครวญ และความคับแค้นเป็นเหตุ

            โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เพราะความที่ตัณหาทิฏฐิ ทุจริต และสังกิเลสเป็นวิสัยธรรมดา

            เราจะเห็นได้ว่า ร่างกายของมนุษย์ไม่มีอะไรป้องกันได้เลยจากเรื่องดังกล่าวล้วนแล้วแต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย ใยมนุษย์เราต้องหลงยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่าภายนี้มากนัก เราท่านควรหันมาสนใจเรื่องจิตใจให้มาก ๆ ขึ้น มีทาน ศีล ภาวนา เป็นมรรคา ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยใจที่แจ่มแจ้งในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลาย

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน สถานที่พระราชทานอภัยแก่หมู่เนื้อ กรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ นกุลิปตาคหบดีได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ก็นั่ง ณ ที่ควรกราบทูลว่า

            “พระองค์ผู้เจริญ เข้าพระองค์เป็นผู้สูงอายนุ แก่เฒ่าชรา ล่วงกาลผ่านวัยมามาก มีภายกระสับกระส่ายเจ็บป่วยอยู่เป็นประจำ พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุทั้งหลายเป็นที่เจริญจิตเจริญใจ เข้าพระองค์ไม่ได้เห็นเป็นนิตย์ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดโอวาทสั่งสอนข้าพระองค์ด้วยพระดำรัสที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานด้วยเถิด”

            พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

            “คหบดี เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น คหบดี เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ กายนี้กระสับกระส่าย เหมือนฟองไข่มีเปลือกหุ้มไว้ อนึ่ง บุคคลบริหารภายนี้อยู่ พึงรับรองความไม่มีโรคได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว จะมีอะไรเล่านอกจากความโง่เขลา เพราะเหตุนั้น ท่านถึงตระหนักรู้อย่างนี้ว่า เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตจักไม่กระสับกระส่ายเถิด”

            นกุลปิตาคหบดีได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อความกระจ่างแจ้งในพระภาษิต ขอให้พระสารีบุตรอธิบายขยายความให้ฟัง พระสารีบุตรจึงอธิบายให้ฟังว่า

            “คหบดี บุคคลที่มีกายกระสับกระส่าย และมีจิตกระสับกระส่าย เพราะพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาโดยความเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือพิจารณาเห็นรูป เวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณในอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงยึดมั่นว่า “เราเป็นรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นเรา” ครั้นมันผันแปร ไปเป็นอื่น ก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจ

            บุคคลที่มีกายกระสับกระส่าย แต่มีจิตใจไม่กระสับกระส่าย เพราะไม่พิจารณาเห็นรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาโดยความเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือไม่พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณในอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่ยึดมั่นว่า “เราเป็นรูป ไม่พิจารณาเห็นอัตตาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่ยึดมั่นว่า “เราเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเรา” ครั้นมันผันแปรไปปั้นอื่น ก็ไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจ

            สังขารล้วนแปรปรวนเปลี่ยนไป ไม่คงที่แน่นอน ค่อย ๆ แปรสภาพแตกสลายไป ซึ่งไม่มีใครสามารถบังคับให้อยู่ใต้อำนาจได้ แม้แต่พระเจ้า เพราะมันตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณะ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกขัง เป็นทุกข์ทนตั้งอยู่ไม่ได้ คงสภาพเดิมไม่ได้  และอนิจจัง ไม่เที่ยง เกิดข้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกขัง เป็นทุกข์ทนตั้งอยู่ไม่ได้คงสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา บังคับบัญชาหาตัวตนไม่ได้ หากท่านไม่พิจารณาเห็นสภาพความจริงข้อนี้ ขืนดื้อดึงขึงขัง ก็รังจะเป็นทุกข์ ซึ่งไม่มีใครช่วยในโลกช่วยอะไรได้เลย กายและใจ (รูป-นาม) ของคนเรานั้น คอยแต่จะแปรเปลี่ยนไป ในแต่ละวันมันไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ร่างกายก็เปลี่ยนสภาพปรากฏริ้วรอย และเหี่ยวย่นให้เห็น ร่วงโรยชราภาพ จิตใจก็ยิ่งแปรกลอกกลิ้งไม่เคยจับอยู่กับอะไรนิ่งนาน เดี๋ยวแวบไปโน่น เดี๋ยวแวบมานี่ ดิ้นรนสับสนซัดส่าย กายและใจจึงมิใช่ที่อยู่ถาวร มันเป็นเพียงที่พักชั่วคราว ให้หลบร้อน หลบหนาวเพียงชั่วช่วงหนึ่ง เมื่อเข้ามาพักอาศัยกายและใจนี้จึงต้องตระหนักว่า เรามิใช่ของมัน มันมิใช่ของเรา ตามที่เป็นอยู่จริง เราก็วางใจได้

            เราพบข้อแตกต่างระหว่างร่างกายกับจิตใจอยู่อย่างหนึ่งคือ กายมีรูปร่างสัณฐาน เป็นวัตถุเคลื่อนที่ แต่ใจไม่มีรูปร่างสัณฐาน (อสรีรํ) จับต้องไม่ได้ ส่วนกายจึงปรากฏริ้วรอยให้เห็นความเก่าคร่ำคร่า และเหี่ยวย่น แต่ใจแม้จะอยู่นานเพียงไรเนิ่นนานขนาดไหน ก็ไม่เคยปรากฏความเหี่ยวย่นเลย ไม่เคยเห็นใจมันแก่ (วิญญาณ) นั้น มีหน้าที่รับรู้อารมณ์เมื่อกายแก่ชรา ใจอาจจะรู้แก่ แต่แท้ที่จริงมันไม่เคยแก่ และไม่เชื่องช้างุ่มง่าม ใจของคนชรายังคิดโน่นคิดนี่แล่นไปได้รอบโลกที่รู้สึกว่าแก่ เพราะอุปาทานหลอกให้หลงยึดมากกว่า

            กระแสธารการเปลี่ยนแปลงยังคงเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรหยุดอยู่กับที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในห้วงเวลา เวลาเคลื่อนไป สรรพสิ่งก็เคลื่อนตามเมื่อชีวิตเราพลัดหลงเข้ามาก็แน่นอนว่า จะต้องถูกมันพัดพาไป และในที่สุดก็ถูกมันกลืนกิน หายวับไปกับตา ทว่ามิใช่เรื่องที่เราจะต้องตระหนกตกใจ เพราะไหน ๆ ก็หนีไม่พ้น เพียงแต่ขอให้รู้ และเข้าใจความจริงของมัน อย่าทัดทาน มิฉะนั้น ท่านจะทุกข์ตรม ในกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้นมีอะไรบางอย่างรวมอยู่ด้วย ใช่จะมีแต่ความไม่เที่ยงเพียงอย่างเดียว ยังมีอะไรบางอย่างผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าท่านอยากรู้ต้องมาพินิจพิจารณาดูด้วยวิปัสสนาและแล้วท่านจะรู้ว่า มันไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริง ๆ

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตกรุงราชคฤห์ บุตรของคฤหบดี ชื่อ โสณ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับเขาว่า        

            “โสณะ สมณะ หรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง พิจารณาเห็นว่า “เราเลิศกว่าเขา” บ้าง “เราเสมอเขา” บ้าง “เราด้อยกว่าเขา” บ้าง ด้วยรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความผันแปรไปเป็นธรรมดา ที่เป็นเช่นนี้มิใช่อะไรหรอ กนอกจากการไม่เห็นตามเป็นจริง

            ไม่พิจารณาเห็นว่า “เราเลิศกว่าเขา” บ้าง “เราเสมอเขา” บ้าง “เราด้อยกว่าเขา” บ้าง ด้วยรูปเวทยา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความผันแปรไปเป็นธรรมดาที่เป็นเช่นนี้ก็มิใช่อะไรหรอก นอกจากการเห็นตามเป็นจริง

            โสณะเธอจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยง หรือไม่เที่ยง

            “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” เขาทูลตอบ

            “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”

            “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” เขาคล้อยตาม

            “ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความผันแปรไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”

            “ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้า” เขาเห็นด้วย

            “โสณะ เพราะเหตุนั้นแล รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ใกล้หรือไกล รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหมดนั้นเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า “นั่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา”

            โสณะอิรยสาวะได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ จึงเบื่อหน่ายรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนด เมื่อคลายกำหนดจิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นก็รู้ว่า “หลุดพ้นแล้ว” รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ กิจที่ควรทำก็ได้ทำสำเร็จ ไม่มีกิจอื่นยิ่งกว่านี้อีก”

            ร่างกายและจิตใจตกอยู่ในสภาพความไม่เที่ยง ไหลไปบนกระแสของความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเปลี่ยนทุกขณะ เช่น ผม เล็บ มันจะงอกอยู่ทุกเศษเสี้ยววินาที แม้จ้องมองก็มองไม่เห็นครั้นปล่อยไปหลายวัน หันมาดูอีกทีมันก็งอกยาวเปลี่ยนไปแล้ว ส่วนจิตใจนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นอย่างไร ด้วยการสืบต่อ (สนฺตติ) เชื่อมกันอย่างแนบชิด จนแยกไม่ออก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงก็เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แวดเดียวมันก็เปลี่ยน เราจึงมองไม่เห็น และไม่อาจรู้เท่านั้น เว้นเสียแต่จะมาพินิจดูอย่างลึกซึ้ง ด้วยตาในคือ วิปัสสนา จึงจะเห็นและรู้เท่าทัน

            เราเห็นริ้วรอยความเหี่ยวย่นแล้วบอกตนว่า มันไม่เที่ยง คำว่าก็  “ไม่เที่ยง” อาจจะเป็นเพียงคำปลอบใจ มิได้เชื่อมเข้ากับทุกขตา ในความหมายว่า เสื่อมงานอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เพราะเห็นแต่เพียงผลปรากฏเท่านั้น ไม่เห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงตั้งแต้ต้นจนจบ กล่าวคือไม่เห็นกระบวนการทั้งหมดของมันนั่นเอง การเห็นจะต้องเห็นกระบวนการทั้งหมด คือ เห็นการเกิดขึ้น (อุปฺบาท) ตั้งอยู่ (ฐิติ) และดับไป (ภงฺค) ในนั้นมันซ้อนภาพความเป็นทุกข์ เอาไว้ (ทุกข์ที่เสื่อม ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ มิใช่ทุกขเวทนาเจ็บปวด ซึ่งจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเสื่อมทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ มีแต่เปลี่ยนและเปลี่ยน สลายและสลาย (ขยวย)อยู่เรื่อยไป ในกระบวนการเสื่อมสลายนั้น จึงไม่มีอะไรแทรกอยู่ อะไร ๆ ก็แทรกอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องพูดว่ามีอัตตาอยู่ อัตตามีอยู่ในกระบวนการนั้นไม่ได้ การเห็นกระบวนการนั้นทั้งหมดก็เพื่อพุ่งเข้าสู่ อนัตตา (หาตัวตนไม่ได้) นั่นเอง

            พุทธศาสนิกบางคนอาจจะกล่าวว่า “มิใช่เรา มิใช่ของเรา” ซึ่งพูดถึงผลสุดท้ายโดยมิได้เห็นกระบวนการของมันแม้แต่น้อย จึงเป็นเพียงคำพูดตามประเพณี แต่แท้ที่จริงยังยึดว่า “เรา” “ของเรา” อยู่เต็มอัตรา และยังไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เราสูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา หรือต่ำกว่าเขา ต้นตอของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ “อัตตา” ซึ่งก่อตัวมาจากอวิชชา ยั่วยวนให้อุปาทานยึด (เป็นเราเป็นเขา เป็นฝักเป็นฝ่าย มองเห็นเป็นศัตรู เคียดแค้น พยาบาตรอาฆาต เบียดเบียนบีฑา ทำลายล้างผลาญ) พระพุทธศาสนาจึงเล็งไปที่อนัตตา เพื่อแก้ปัญหาทีต้นตอโดยตรง เพียงแต่อนัตตาต้องผ่านด่าน อนิจจัง ทุกขังก่อน คือต้องเห็นอนิจจัง ทุกขังก่อน จึงจะเห็นอนัตตา

            ก่อนที่ท่านจะกล่าวว่า “มิใช่เรา มิใช่ของเรา มิใช่ตัว มิใช่ตน” เราถามตัวเองได้หรือยังว่า ตัวเราได้เห็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เสื่อม) ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ หรือยังถ้ายังพระพุทธศาสนาให้มาพิสูจน์ด้วยการเจริญวิปัสสนา ถ้าไม่วิปัสสนาก็ยังเป็นการกล่าวกันลอย ๆที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์

เอกสารอ้างอิง

นุกุลปิตุสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตติกายนขันธวรรค พระไตรปิฏกเล่มทมี่ ๑๗ ข้อ ๑  หน้า        ๑-๕

โสณสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ ข้อ ๔๙ หน้า ๖๘

พระธรรมปิฎก. (ป.อ.ปยุตโต) . พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๖

พระพุทธโฆสเถระ คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) พิมพ์ครั้งที่ ๗ กรุงเทพมหานคร :ธนาเพรส, ๒๕๕๑