คำสอนพระพุทธเจ้า

               ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำสอนนี้เมื่อวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน๓ พระอรหันตสาวกที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ ณ พื้นที่ต่างๆ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย ซึ่งการประชุมนี้เกิดขึ้นครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในห้วงภัทรกัป เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งคือ พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้าก็ตาม ก็จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก ดังที่กล่าวไว้ใน มหาปทานสูตร ดังนี้ “ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติในโลก ... การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคได้มีแล้วครั้งเดียว เป็นจำนวน ภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป...ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น”[4]พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น เนื้อหาสาระหลักที่สำคัญคือ ให้ละความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส เป็นหลักธรรมเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ที่ได้ทรงแสดงไว้

 

               พระโอวาทปาฏิโมกข์ คือ ประมวลหลักการสำคัญอันเป็นทั้งคำสั่งและคำสอนรวมอยู่ด้วยกันที่ทรงแสดงแก่พระสาวกเพื่อเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งจัดเป็นจาริตตศีล[5](เรียกอีกอย่างว่า อนิจศีล คือ ศีลที่ต้องสมาทาน ถ้าไม่รักษาก็ไม่มีโทษ เช่น การประพฤติธุดงค์ ๑๓ ข้อ ของพระภิกษุ สามเณร เป็นต้น) เป็นหลักธรรมที่นับได้ว่าเป็นหัวใจของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญที่สุดพระพรหมคุณาภรณ์ ได้กล่าว่า “โอวาทปาฏิโมกข์ คือหลักคำสอนที่เป็นหลักใหญ่ในการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า”[6]เป็นหลักธรรมเดียวที่ได้ทรงแสดงเน้นย้ำให้พระอรหันตสาวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ยึดเป็นหลักของการเผยแผ่ เป็นหลักธรรมต้นแบบของการเผยแผ่ที่มีองค์ประกอบที่มีความสมบูรณ์ที่สุด คือ มีทั้ง หลักการ ซึ่งเป็นแนวนโยบายกว้างๆ เป็นเนื้อหาสาระหลักของพระพุทธศาสนา อุดมการณ์ ซึ่งเป็นท่าทีของการเผยแผ่ และวิธีการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติ ดังนี้ หลักการ ๓ คือ ละความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส อุดมการณ์ ๔ คือ อดทน ไม่เบียดเบียน มุ่งความสงบ และมุ่งนิพพาน วิธีการ ๖ คือ ไม่ว่าร้าย ไม่ทำร้าย สำรวมในปาฏิโมกข์ รู้จักประมาณในการบริโภค อยู่ในที่สงบ ชำระจิตให้สงบ

 

               พระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันเพ็ญมาฆบูชา เป็นองค์ธรรมที่มีความสำคัญยิ่งยวด มิใช่แต่สมัยพุทธกาลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความสำคัญในภัทรกัปนี้ด้วยเป็นหลักธรรมที่เป็นองค์รวมของทั้งพระธรรมและวินัย มีองค์ประกอบของโครงสร้างที่สมบูรณ์และมีความชัดเจนในตัวเอง คือ มีทั้งเนื้อหาสาระ ท่าทีการสอนและการปฏิบัติ เป็นทั้งกฎเกณฑ์ กติกาและบททดสอบในองค์ธรรมเดียว

               หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่ได้ปรากฏอยู่ก่อนแล้วในธรรมชาติทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่อยู่เป็นปกติของตัวมันเองอยู่แล้ว แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ค้นพบและทรงนำมาแสดงให้กับสาวกของพระองค์ได้สดับและปฏิบัติตาม เป็นคำสอนที่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งธรรมชาติที่ดำเนินไปตามสภาวะที่เป็นธรรมดาของสิ่งต่างๆ เช่น ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยและสิ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระเบียบของธรรมชาติ ที่นิยมเรียกกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า “กฎธรรมชาติ”ดังนั้นความสำคัญของพุทธศาสนาจึงอยู่บนแนวคิดที่ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฎธรรมชาติกฎธรรมชาติที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา มีอำนาจเท่ากับสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “พระเจ้า”[7]และถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “อิทัปปัจจยตา เป็นหัวใจอย่างยิ่งของพระพุทธศาสนา”[8]มีความเป็นบาลีและแปลไทยไว้ว่า

อิมสฺมึ สติ อิทํโหติ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํอุปฺปชฺชติ

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธาอิทํ นิรุชฺฌติ

เมื่อสิ่งนี้ มีสิ่งนี้ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป[9]

อิทัปปัจจยตา คือ คำย่อของ ปฏิจจสมุปบาท ดังใจความข้างต้นซึ่งอิทัปปัจจยตา มีความหมายกว้างทั่วไป จะใช้กับรูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในกรณีใดกรณีหนึ่งก็ได้ เป็นกฏวิทยาศาสตร์ทั่วไปก็ได้ ส่วนปฏิจจสมุปบาทนั้น มุ่งหมายเฉพาะเรื่องเกิดทุกข์และดับทุกข์โดยตรงในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อย่างไรก็ตามใจความสำคัญก็คงมีอย่างเดียวกันคือแสดงถึง สิ่งที่พุทธทาสภิกขุ เรียกว่า “กระแสแห่งปัจจัยและสิ่งที่เกิดตามปัจจัย” เป็นสายยืดยาวไปเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องทุกข์โดยตรง พุทธภาษิต ก็เรียกเต็มว่า “อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท”ซึ่งนิยมเรียกสั้นๆว่า ปฏิจจสมุปบาทมีความสำคัญคือ มุ่งหมายที่จะขจัดความเห็นผิด สำคัญผิดว่ามีตัวตน สัตว์ บุคคล ตามที่รู้สึกได้เองตามสัญชาตญาณ พุทธทาสภิกขุยังได้เน้นอีกว่า เรื่องของ อิทัปปัจจยตา เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติถึงที่สุด ก็ยังเป็นเพียงการศึกษาที่ต้องทำความเข้าใจ ซึ่งปรากฏเป็นเรื่องของ “ปรัชญา”ครั้นปฏิบัติจนควบคุมสติได้ รู้เท่าทัน ไม่เกิดกิเลสได้ถึงกับเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดความเป็นปรัชญา มาอยู่ในรูปของศาสนา หรือการปฏิบัติในศาสนา และยังอาจจะลดระดับ ลงมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติในขั้นศีลธรรมก็ยังได้ กล่าวคือไม่เผลอสติ เมื่อตาเห็นรูป ไม่หลงรักหลงเกลียดในรูปที่เห็นนั้น เป็นต้น ชาวตะวันตกศึกษากันแต่ในแง่ของปรัชญาไม่ศึกษาในแง่ที่จะปฏิบัติได้ จึงเข้าไม่ถึงตัวของพระพุทธศาสนา เข้าถึงเฉพาะพุทธปรัชญา และก็เข้าถึงเฉพาะที่เข้าใจและบัญญัติกันขึ้นเองในรูปของปรัชญา[10]

ความสำคัญอีกประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา คือ เป็นศาสนาที่ยึดถือคำสอนแทนองค์ศาสดาพระพุทธเจ้าได้ให้ความสำคัญของคำสอนเทียบเท่ากับสิ่งแทนพระองค์ ดังพุทธวจนะที่กล่าวกับพระอานนท์ตอนหนึ่งว่า “ อานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา”[11] ข้อที่พึงสังเกตก็คือ ธรรมคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง วินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ขึ้นมา ความสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทในส่วนที่เรียกว่า “ธรรม” นั้น เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้สรุปไว้ว่าธรรมมี ๒ ระดับ คือ สัจธรรมสูงสุดหรือเป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์พึงได้พึงถึง (ได้แก่ นิพพาน การดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง) และแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดนั้น(อริยมรรคมีองค์๘) ธรรมทั้งสองระดับนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแจกแจงให้สาวกทั้งหลายเข้าใจ ซึ่ง สัจธรรมสูงสุดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นธรรมชาติไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเข้าใจธรรมสูงสุดนั้นแล้ว ก็นำมาแสดงเปิดเผยให้ผู้อื่นเข้าใจโดยการวางแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงสัจธรรมนั้น แนวทางที่ทรงแสดงนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ได้ทรงแสดงไว้แล้วในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่ทรงบัญญัติขึ้นเองใหม่ดังนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ บางครั้งทรงเรียกว่า “โปราณมรรค” หมายถึง หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธะในอดีตทรงดำเนินแล้วนั่นเอง ซึ่งในบางแห่งพระพุทธเจ้าจึงตรัสสถานะของพระศาสดาว่าทรงเป็น“กัลยาณมิตร” มีหน้าที่ชี้แนะทางที่ถูกต้อง ส่วนวินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติหรือตั้งแนวใหม่เพื่อความเรียบร้อยของสังคมสงฆ์ เป็น “พุทธอาณา” หมายถึง คำสั่งหรือระเบียบที่พระองค์ทรงวางไว้เองเมื่อเกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสมขึ้นในสังคมสงฆ์[12]

วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัยมี ๑๐ ประการคือ

๑. สังฆะสุฏฐุตายะ : เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์

๒. สังฆะผาสุตายะ : เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์

๓.ทุมมังกูนัง ปุคคะลานัง นิคคะหายะ: เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

๔.เปสะลานัง ภิกขูนัง ผาสุวิหารายะ : เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

๕.ทิฏฐะธัมมิกานัง อาสะวานัง สังวะรายะ: เพื่อป้องกันอาสวะอันจะเกิดในปัจจุบัน

๖.สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ: เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต

๗. อัปปะสันนานัง ปะสาทายะ : เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

๘. ปะสันนานัง ภิยโยภาวายะ: เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๙.สัทธัมมัฏฐิติยา : เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม

๑๐. วินะยานุคคะหายะ : เพื่อถือตามพระวินัย[13]

ผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา มาจากตระกูลและภูมิหลังที่แตกต่างกัน สมัยพุทธกาลเห็นได้ชัด เพราะสังคมอินเดียยึดถือระบบ “วรรณะ” อย่างเคร่งครัด ค่านิยมดีหรือเลวตัดสินกันที่วรรณะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนำเอาคนทุกวรรณะมาบวชรวมกันในสังคมสงฆ์ ก็ได้ทรงขจัดความเหลื่อมล้ำนั้นด้วยการบัญญัติวินัยให้ยึดถือปฏิบัติโดยทัดเทียมกัน ไม่ยึดเอาวรรณะมาเป็นเกณฑ์อีกต่อไปภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัยก็อยู่ไม่ได้ เพราะได้รับความรังเกียจและถูกปฏิเสธจากสงฆ์ที่มีศีลดีงาม ถ้ามีความผิดเล็กน้อยก็ต้องแก้ไขตามระเบียบ คือ การปลงอาบัติ จึงจะไม่ถูกรังเกียจ เป็นต้น ผู้ที่เห็นพระภิกษุที่มีศีลดีงามก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น

๒.ลักษณะสำคัญ

พระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย พระวินัยมีลักษณะเป็นคำสั่ง พระธรรมมีลักษณะเป็นคำสอน แต่เป็นการสอนในรูปของการชี้บอกความจริง ตามประเภทและลักษณะของธรรมเหล่านั้น พระพุทธศาสนาเถรวาทมีลักษณะสำคัญอยู่หลายประการ รองศาสตราจารย์ สุเชาวน์ พลอยชุม ได้สรุปไว้ว่า

๒.๑ พระพุทธศาสนาเถรวาทมิได้ผูกขาดความจริงหรือความถูกต้องว่ามีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเถรวาทเท่านั้น หากเป็นสิ่งที่จริงหรือถูกต้องแล้ว ไม่ว่ามีใครพบหรือมีในลัทธิศาสนาใด พระพุทธศาสนาเถรวาทก็ยอมรับว่าจริงหรือถูกต้องเหมือนกัน เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า ความจริงเป็นหนึ่งหรือเป็นสากล

๒.๒ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกที่มีการจัดส่งนักบวชหรือบุคคลากรในศาสนาของตนออกไปประกาศหรือเผยแผ่พระธรรมคำสอนของตนในหมู่ประชาชนอย่างเป็นกิจลักษณะและอย่างมีระบบในการดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มแรก การประกาศคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงมิได้ดำเนินการโดยพระศาสดาหรือพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว แต่ดำเนินการโดยคณะสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

๒.๓ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางในการประกาศพระพุทธศาสนาไว้ในพระโอวาทปาฏิโมกข์ว่า“บรรพชิต หรือสมณะไม่ควรทำร้ายผู้อื่นและไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น” และทรงวางแนวทางการปฏิบัติตนของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาไว้ในพระโอวาทปาฏิโมกข์เช่นกันว่า“ไม่ควรกล่าวร้ายใคร ไม่ควรทำร้ายใคร ควรสำรวมตนอยู่ในศีลคือปาฏิโมกข์ ควรรู้ประมาณในการบริโภค นั่งนอนในที่สงัดเงียบและประกอบความเพียรทางจิตอยู่เสมอ” ดังนั้นในการประกาศศาสนาไม่ว่าจะโดยพระพุทธเจ้าเอง หรือโดยพระสาวกจึงไม่มีการกล่าวการสอนกระทบกระทั่งศาสนาอื่น เป็นการประกาศหรือสั่งสอนเฉพาะหลักธรรมหรือหลักการของพระพุทธศาสนา แนวทางดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธจนกระทั่งทุกวันนี้

ลักษณะโดยรวมของพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มีลักษณะเด่นหลายประการ มีการจัดการเผยแผ่อย่างเป็นระบบ มีการวางรากฐานการเผยแผ่ไว้อย่างมั่นคงและรอบคอบโดยพระศาสดาเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งสิ้น มีการระบุสาเหตุของสรรพสิ่งต่างๆที่เป็นทั้งสุขและทุกข์พร้อมเป้าหมายในการบรรลุธรรม และหลักการวิธีการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ความรอบคอบนี้ก็ยังได้ส่งผลมาถึงสาวกของพระองค์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การมีมติไม่ตัดทอนและเพิ่มเติมคำสอนหรือสิกขาบทเล็กน้อยหลังปรินิพพานแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าอะไรที่พระศาสดาหมายถึงสิกขาบทเล็กน้อย ถือได้ว่าการมีมติดังกล่าวเป็นการเคารพพระศาสดาอย่างสูงสุดโดยไม่บังอาจที่จะบัญญัติความเห็นของตนเองหรือมติคณะสงฆ์ แม้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม

๓. สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการบอกกับสาวก

๓.๑ สาวกที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถแยกประเภทตามผู้รับธรรมได้ ๒ ประเภทหลัก คือ สาวกที่เป็นนักบวช คือ ภิกษุ/ภิกษุณีพวกหนึ่ง และอุบาสก/อุบาสิกาที่ไม่ได้เป็นนักบวชอีกพวกหนึ่ง ซึ่งในที่นี้จะหมายรวมถึงฆราวาสทั่วไปด้วย

พระพุทธเจ้าและศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี สามเณรหรือสามเณรี เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์และความดีงาม พร้อมทั้งสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้สื่อกลางคอยติดต่อสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับประชาชนหรือคนทั่วไป การทำพิธีบางอย่างทางศาสนา เช่น พิธีการถวายทาน และพิธีการทอดกฐินรวมทั้งการสวดมนต์และการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ใช่พิธีเพื่อติดต่อกับพระเจ้าหรือเพื่อทำให้พระเจ้าพอใจจนบันดาลให้ผู้ปฏิบัติได้ในสิ่งที่หวัง

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยและแสดงธรรมให้กับผู้รับธรรมที่เป็นภิกษุ/ภิกษุณี โดยพระวินัยได้บัญญัติขึ้นเป็นกฎข้อบังคับเพื่อให้นักบวชในพระพุทธศาสนาอยู่ภายใต้กรอบอันเดียวกัน มีความประพฤติที่งดงาม เป็นที่น่าเลื่อมใสของบุคคลที่ได้พบเห็นทั่วไป ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจำนวน ๑๐ วัตถุประสงค์ โดยกำหนดเป็นข้อห้ามหรือศีลจำนวนมากกว่า ๒,๔๐๐ ข้อ มิใช่ ๑๕๐ ข้อ หรือ ๒๒๗ ข้อ หรือ ๓๓๑ ข้อ อย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งศีลจำนวนเหล่านั้นเป็นศีลที่ต้องมาสวดที่เรียกกันว่าปาฏิโมกข์ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าพระมีศีลแค่ ๒๒๗ ข้อ ซึ่งความจริงแล้วมิใช่ดังนั้น

ส่วนพระธรรมที่ทรงแสดงให้กับภิกษุ/ภิกษุณี ล้วนเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์มีนิพพานเป็นที่สุดทั้งสิ้น หลักสังเกตว่าสิ่งที่ปรากฏในพระไตรปิฏกนั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ให้สังเกตว่าคำสอนทุกคำสอนมักขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดูกร” เช่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดูกรอานนท์ ดูกรท่านผู้มีอายุ ดูกรวาเสฏฐะ ดูกรภาระทวาชะ เป็นต้น จึงควรที่นำคำสอนที่ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำดังกล่าวมาประพฤติปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งมีมากเกินพอที่จะทำให้พ้นจากความทุกข์ได้โดยไม่ต้องใช้คำสอนของสาวกรุ่นหลังซึ่งไม่ได้บัญญัติขึ้นเช่นเดียวกับของพระศาสดา การบัญญัติธรรมของพระศาสดาทรงกำหนดโดยใช้สมาธิเป็นหลัก ส่วนสาวกรุ่นหลังที่ได้บัญญัติคำสอนเพิ่มเติม (ซึ่งพระศาสดาก็ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มไว้แล้ว)ก็ไม่ได้ใช้การบัญญัติในลักษณะเดียวกับพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “...ดูกร อัคคิเวสนะ เรานั้นหรือ จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีจิตเป็นเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้”[14]พระพุทธเจ้าต้องการที่จะสื่อให้สาวกทราบว่า ไม่ควรที่จะเป็นผู้บัญญัติคำสอนใหม่เพราะไม่ใช่ศาสดา หากจะบัญญัติใหม่ก็ควรจะเป็นศาสดาในศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ ความหมายของสาวก คือ “ผู้ตาม” มิใช่ผู้บัญญัติความชัดเจนในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้กับเหล่าภิกษุถึงความแตกต่างระหว่างพระพุทธองค์ซึ่งสำเร็จเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะกับสาวกที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน และทรงแสดงสิ่งที่กระทำให้แตกต่างกันไว้ว่าสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุติ[15]

ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นผู้รู้มรรค (มคฺคญฺญู) เป็นผู้รู้แจ้งมรรค (มคฺควิทู) เป็นผู้ฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท) ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็นผู้เดินตามมรรค (มคฺคานุคา) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง. ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมา


นอกจากนั้นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการบอกสอนสาวกที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาให้สำนึกไว้ว่า นักบวชต้องระลึกถึงอยู่เสมอ คือ การบวชเพื่อการประพฤติพรหมจรรย์กระทำที่สุดแห่งทุกข์ บรรลุจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาด้วยความพากเพียรให้ได้ มิใช่บวชเพื่อหวังในลาภสักการะ เพื่อการตั้งตนเป็นใหญ่มีสาวกตามมาอย่างมากมาย เพื่อที่จะล้มลัทธิอื่นๆให้ล้มลงไป หรือเพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่สมควรอย่างยิ่ง แท้จริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่ต้องการสื่อให้สาวกได้ทราบก็คือ จุดมุ่งหมายในการบวชของพระองค์ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ว่า “ ดูกรอานนท์ ก็กัลยาณวัตร (อริยมรรคมีองค์แปด)อันเราตั้งไว้ในกาลนี้ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน”[16]

หลักคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสื่อไว้กับภิกษุ/ภิกษุณี นั้น มีมากมายเพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า สาวกในกลุ่มนี้เปรียบเสมือนนาข้าวที่เป็นดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องหว่านไถสิ่งที่ดีๆไว้ก่อนและให้มากพอที่จะเป็นเกราะป้องกันมารที่จะขัดขวางการประพฤติพรหมจรรย์ และสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดคำสอนของพระองค์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จึงจะทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน เช่นพระองค์ได้ทรงบัญญัติทั้งข้อปฏิบัติ ข้อห้าม และทรงแสดงวิธีการตรวจสอบและการรับรองคำสอนที่ได้ยินได้ฟังมานั้นเป็นคำสอนของพระองค์หรือไม่อีกด้วยตามที่ปรากฏในหลักของมหาปเทส ๔ ทรงแสดงขั้นตอนการบรรลุธรรมไว้โดยอเนกปริยาย เป็นต้น การเข้าถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะตนไม่ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น กล่าวคือ บุคคลจะบรรลุนิพพานได้ด้วยการขัดเกลาหรืออบรมตนเองตามหลักไตรสิกขาหรือมรรคมีองค์ ๘ เป็นการพ้นทุกข์ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆอย่างในศาสนาเทวนิยม บุคคลอื่นซึ่งรวมทั้งพระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง เท่านั้น ไม่ใช่ผู้กำหนดหรือผู้ตัดสินให้ใครบรรลุนิพพานหรือไม่บรรลุนิพพาน

๓.๒ สาวกที่เป็นอุบาสกและอุบาสิกา

คฤหัสถ์ชนผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เพราะได้ฟังธรรมเทศนา แต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือเพราะได้ฟังแต่พุทธสาวกและพุทธศาสนิกบัณฑิตอื่นๆ แล้วซึ่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ชายชื่อว่า อุบาสก หญิงชื่อว่า อุบาสิกา แปลว่า ผู้เข้านั่งใกล้ซึ่งพระรัตนตรัยด้วยใจของตนในอรรถกถา แสดงอาการถึงสรณะ ๔ อย่างคือ ความมอบให้ซึ่งตน ๑ ความเป็นผู้มีรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปเบื้องหน้า ๑ เข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ ๑ ความนอบน้อม ๑ ความสละซึ่งตนต่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามอบให้ซึ่งตนแก่พระพุทธเจ้า แก่พระธรรม แก่พระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งว่าความมอบให้ซึ่งตน ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ไปเบื้องหน้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ด้วยคำอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทรงไว้ซึ่งข้าพเจ้าว่าเป็นอันเตวาสิกของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าเข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ ความกระทำซึ่งความตกต่ำเป็นอย่างยิ่งในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น อุบาสกอุบาสิกา ตั้งอยู่ในสรณะแล้ว ต้องสังวรในศีล ๕ ประการเป็นนิจเสมอไปไม่มีวันเว้น ศีล ๕ ประการนั้นคือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นจากกล่าวเท็จ ๑ เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย ๑ ความเว้นจากเวร ๕ ประการนี้เรียกว่านิจศีล เพราะเป็นศีลอุบาสกอุบาสิกา จะพึงรักษาเป็นนิจไม่มีเวลาว่าง ยังมีศีลอีก ๘ ประการคือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากการไม่พรหมจรรย์ ๑ เว้นจากกล่าวเท็จ ๑ เว้นจากดื่มสุราเมรัย ๑ เว้นจากกินอาหารในเวลาวิกาล ๑ คือ ตั้งแต่อาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณขึ้นมาใหม่ ๑ เว้นจากฟ้อนรำขับร้องและเครื่องประโคมด้วยตนเอง และตกแต่งประดับกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องย้อมทากายให้มีผิวงามและเครื่องประดับ ๑ เว้นจากนั่งนอนบนเตียงตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ และเบาะฟูกภายในมีนุ่มสำลีและเครื่องวิจิตรด้วยเครื่องทองเงิน ๑ เรียกว่า อุโบสถศีล เป็นศีลวิเศษอันอุบาสกอุบาสิกา จะพึงเข้าอยู่ในการเป็นครั้งคราว คือ วันที่ ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ เพื่อประโยชน์แก่การสงัดกายและจิตเป็นครั้งคราว อนึ่ง กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการที่เรียกว่า อาคาริยะวินัย ข้อปฏิบัติเครื่องฝึกกายวาจาใจของคฤหัสถ์ ก็เป็นข้อปฏิบัติของอุบาสกอุบาสิกาด้วย กุศลกรรมบถนั้นจัดตามทวารเป็น ๓ คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑ กายกรรม ๓ อย่างคือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑ วจีกรรม ๔ อย่างคือ เว้นจากกล่าวคำเท็จ กล่าวแต่คำแท้จริง ๑ เว้นจากกล่าวคำส่อเสียดยุยงผู้อื่นให้แตกร้าวกัน กล่าวแต่คำที่ชักนำผู้อื่นให้พร้อมเพรียงด้วยกัน ๑ เว้นจากกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่คำไพเราะ ๑ เว้นจากกล่าวคำเพ้อเจ้อ กล่าวแต่คำไพเราะ ๑ มโนกรรม ๓ อย่างคือ ไม่เพ่งคิดอยากได้ของผู้อื่น ด้วยจิตโลภจะเอาเปล่า ไม่คิดที่จะแลกเปลี่ยนซื้อหาใหม่ ๑ ไม่พยาบาทคิดผูกเวร แช่งสัตว์ที่ตนเคืองแค้นให้ฉิบหายล้มตาย มีจิตเมตตากรุณา คิดจะให้หมู่สัตว์ ที่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันให้พ้นจากทุกข์มีสุขถ้วนหน้า ๑ มีความเห็นชอบถูกตามครรลองครองธรรมที่แท้จริง เช่น เห็นว่าทานที่บุคคลบริจาคแล้ว ศีลที่บุคคลรักษาดีแล้ว ภาวนาที่บุคคลหมั่นอบรมดีแล้ว มีผลอานิสงส์และเห็นว่าความปฏิบัติบำรุงบิดามารดาเป็นความดีความชอบ ๑ ข้อปฏิบัติ ๑๐ ประการนี้ ชื่อว่ากุศลกรรมบถ เพราะเป็นทางที่จะให้ผู้ปฏิบัติดำเนินถึงสุขในปัจจุบันและภายหน้า

นิคัณฐอุโบสถ นี้หมายถึง อุโบสถของคนภายนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งมีลัทธินิยม ตั้งวิรัตเจตนาโดยมีเขตจำกัด คือ งดเว้นไม่ประพฤติล่วงสิกขาบทเฉพาะในบุคคลบางพวก บางหมู่ บางทิศ บางทาง เช่นสมาทานศีลแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น ของคนหมู่โน้นและทิศโน้น แต่ของคนหมู่นี้อยู่ทิศนี้ไม่งดเว้น หรืองดเว้นเฉพาะที่เป็นญาติมิตรและคนรักใคร่ชอบใจ นอกนั้นไม่งดเว้น การงดเว้นเช่นนี้ก็มีคุณอยู่ เพราะนับว่ายังดีกว่าผู้ไม่งดเว้นเสียเลย แต่เป็นไปในทางที่แคบ เป็นความปฏิบัติที่เห็นแต่ตัวและพวกของตัว จึงนับว่ามีคุณน้อยกว่า อุโบสถอีกสองอย่าง

โคปาลอุโบสถ นี้เป็นอุโบสถในพระพุทธศาสนา คือ อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนั้นเอง แต่อาการของผู้รักษาปฏิบัติเหมือนอาการของคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงโคเพราะเห็นแก่ค่าจ้าง ถึงจะเลี้ยงโคเป็นอย่างดี จนมีความชอบก็มีสิทธิเพียงได้ค่าจ้างเป็นส่วนรางวัลเพิ่มเติม แต่ไม่มีโอกาสได้มีสิทธิเป็นเจ้าของแห่งโคนม ไม่มีส่วนได้ดื่มรสแห่งนมโค ฉันใด อันผู้รักษาอุโบสถนี้ก็เหมือนกันมุ่งแต่ให้ได้รับความนิยมสรรเสริญเป็นเบื้องหน้า ยังวันคืนให้ล่วงไปด้วยการพูดดิรัจฉานกถา คือพูดถึงเรื่องบ้านเรือน สวน ไร่ นา บ้างก็นินทาลูก บ้างก็สรรเสริญหลาน พูดถึงการซื้อขายแพง เป็นต้น ในที่สุดก็ไม่มีโอกาสได้ดื่มรสของศีลธรรม ได้ประโยชน์เพียงเก็บกาย วาจา ไม่ให้ประพฤติทุจริตชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง กับรับความยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนเข้าวัดจำศีลเท่านั้น แต่ก็ยังจัดว่าดีกว่านิคัณฐอุโบสถ เพราะไม่จำกัดเขตและบุคคล เป็นทางให้เกิดผลกว้างฉะนี้

อริยอุโบสถ นี้จัดเป็นอุโบสถชั้นเยี่ยม ชั้นประเสริฐ คือผู้ปฏิบัติตั้งอกตั้งใจรักษาด้วยดี นอกจากคอยระวังกาย วาจา ไม่ให้ประพฤติล่วงองค์ศีลนั้นๆ ผู้รักษาอุโบสถ พึงอุตส่าห์พยายามปฏิบัติรักษาอุโบสถของตนให้ละเอียดปราณีตขึ้นโดยลำดับ แม้ชั้นต้นหากจะทำได้เพียงเป็นโคปาลอุโบสถก็นับว่ายังดีกว่าไม่รักษา ต่อไปก็ค่อยอุตส่าห์พยายามให้ดำเนินเข้าชั้นอริยอุโบสถ ก็จักได้ดื่มรสอันเยือกเย็น อยู่เป็นสุขตลอดกาลนาน

๔. หลักการสอนของพระพุทธเจ้า

หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำ (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลายๆ กลุ่มรับผิดชอบท่องจำในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องมือช่วยในการรักษาความถูกต้องของหลักคำสอน จวบจนได้ถือกำเนิดอักษรเขียนที่เลียนแบบเสียงเกิดขึ้นมาซึ่งสามารถรักษาความถูกต้องของคำสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าที่รักษาความถูกต้องไม่ได้ จึงได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลีรักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่

๑.วินัยปิฎกว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี

๒. สุตตันตปิฎกว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่อง

๓. อภิธรรมปิฎกว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วนๆ ไม่มี การสมมุติ

ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ ได้แก่พุทธบริษัท 4อันหมายถึง พุทธศาสนิกชนพุทธมากะ

พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนไว้อย่างชัดเจนเป็นขั้นตอน และแต่ละข้อแต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ทรงวางหลักการสอนไว้ ๓ ประการ ได้แก่

๑.สอนเพื่อให้รู้อย่างแจ่มแจ้งในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญายธัมมเทสนา)

๒. สอนประกอบด้วยเหตุผลที่ผู้ฟังสามารถติดตาม หรือไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนจนเข้าใจได้ (สนิทานธัมมเทสนา)

๓.สอนในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง (สัปปาฏิหาริยธัมมเทสนา)[17]

การสอนของพระพุทธเจ้านั้น สอนให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ ตลอดถึงแสดงเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งนั้นให้เห็นอย่างชัดเจนคือไม่เพียงแต่บอกว่าคืออะไร แต่บอกให้รู้ด้วยว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น และสิ่งที่สอนนั้นเหมาะสมกับภาวะหรือสภาพการณ์ และความต้องการของผู้ที่รับการสอนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้รับการสอนสามารถนำไปใช้ หรือนำไปปฏิบัติให้ได้รับผลดีในชีวิตของตน มิใช่รู้เพื่อประดับความรู้แต่รู้เพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตปัจจุบัน

การสอนของพระพุทธศาสนา จึงมิใช่มุ่งสอนให้ผู้ฟังเชื่อหรือยอมรับ แต่มุ่งสอนให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ โดยใช้สติปัญญาของตนเองพิจารณาไตร่ตรอง วิธีการสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นการสอนให้รู้สอนให้คิดและสอนให้ทำ

การสอนชาวบ้านทั่วไป ก็ทรงสอนไปตามลำดับดังนี้

๑. ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (ทานกลา)

๒. ให้รู้จักระมัดระวังกายวาจา (ลีลกถา)

๓. ให้รู้ทางไปสวรรค์ (สัคคกถา)

๔. ให้เห็นโทษของกาม (กามาทีนวกถา)

๕. ให้เห็นความจริงของชีวิต (อริยสัจจกถา)[18]

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การสอนต้องเป็นไปอย่างมีขั้นตอน กล่าวคือ เริ่มจากง่ายไปหายาก จากสิ่งหยาบๆ ไปสู่สิ่งที่ละเอียดซับซ้อนขึ้นไปตามลำดับ ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า แต่ละขั้นตอน ทั้งในการเรียนรู้และการปฏิบัตินั้นมีส่วนสัมพันธ์กัน โดยจะเป็นพื้นฐานและส่งเสริมซึ่งกันและกันไปตามลำดับ การเรียนรู้และการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปอย่างมีขั้นตอนนั้น ยากที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงวิธีการสอนอย่างเป็นขั้นตอนของพระองค์ไว้ในหลายโอกาส เช่น

การสอนภิกษุเพื่อผลสูงสุดในทางพระศาสนา ก็มีขั้นตอนดังนี้

๑. ให้มีศีล (ระมัดระวังกายวาจา)

๒. ให้มีสำรวมอินทรีย์ (ระวังการรับรู้)

๓. ให้รู้ประมาณในการบริโภค(คือการใช้สอยปัจจัยสี่)

๔. ให้มีความเพียร (ไม่เกียจคร้าน)

๕. ให้มีสติสัมปชัญญะ (ระมัดระวังจิตใจ)

๖. ให้อยู่ในที่สงัด (ทำสมาธิ)

๗. ให้บำเพ็ญฌาน ๔[19]

นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงสอนอยู่เสมอว่า “บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง (เพราะ) สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ก็ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็ยังไม่มาถึง แต่ควรรู้ให้แจ้งชัดในสิ่งปัจจุบัน และรู้ให้แน่นอนทะลุปรุโปร่ง พร้อมทั้งรีบดำเนินการสิ่งเหล่านั้นเสียตั้งแต่วันนี้ทีเดียว”[20]

๕. พระพุทธเจาทรงสั่งสอนอะไร ทุกๆ คนปรารถนาสุขไมตองการทุกข แตทําไม คนเราจึงยังเปนทุกข และไมสามารถจะแกทุกขของตนเองไดบางทียิ่งแก้ ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ก็เพราะ (๑) ไม่รู้เหตุผลตามเป็นจริงว่า อะไรเป็นเหตุของทุกขอะไรเปนเหตุของสุข ถาไดรูแลวก็จะแกได คือ ละเหตุที่ใหเกิดทุกข ทําเหตุที่ใหเกิดสุข อุปสรรคที่สําคัญอันหนึ่ง ก็คือ ใจของตนเอง เพราะคนเราตามใจตนเองมากไป จึงตองเกิดเดือดรอน(๒) ตามใจตนเอง คือ ตามใจ ตัณหาคือ ความอยากของใจในขั้นโลกๆ นี้ ยังไม่ต้องดับ ความอยากใหหมด เพราะยังตองอาศัยความอยาก (๓)สัมมาวาจา วาจาชอบ เวน คือ เวนจาก พูดเท็จ เว้นจากพูดสอเสียด ใหแตกราวกัน เวน จากพูดคํา หยาบราย เวนจากพูดเพอเจอไมเปนประโยชน(๔) สัมมากัมมันตะ การงานชอบ แสดงในทางเวน คือ เวนจากการฆา การทรมาน เวนจากการลัก เวนจากการ ประพฤติผิดในทางกาม (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเวนจากมิจฉาอาชีวะ(อาชีพผิด) สําเร็จชีวิตด้วยอาชีพที่ชอบ (๖) สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ คือ เพียรระวังบาปที่ยังไมเกิดมิให้เกิดขึ้นเพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วเพียรทํากุศลที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้นเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแลวมิใหเสื่อม แตใหเจริญยิ่งขึ้น (๗)สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ระลึกไปในที่ตั้งของสติที่ดี ทั้งหลาย เชน ในสติปฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม (๘) สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือ ทําใจใหเป็นสมาธิ(ตั้งมั่นแนวแน) สังขารทั้งปวง คือ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตา อนิจจะ ไมเที่ยง คือไมดํารงอยูเปนนิตยนิรันดรเพราะเมื่อเกิดมาแลวก็ตองดับในที่สุดทุกๆ สิ่งไมใชอัตตา คือ ไมใชตัวตน เห็นนิพพาน ตามที่พระพุทธเจ้าไดตรัสอธิบายไว จึงเปนวิธี ธรรมดาที่คนธรรมดาทั่วๆ ไปปฏิบัติได ตั้งแตขั้นธรรมดาๆ ตลอดถึงขั้นสูงสุด อริยสัจ ไตรลักษณ และนิพพาน “เป็นสัจธรรม” ที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสรูและไดทรงแสดงสั่งสอน เรียกได วาเปน “ธรรมสัจจะ”สัจจะทางธรรมเป็นวิสัยที่พึงรู้ไดด้วยปัญญาอันพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา แตทางพระพุทธศาสนา ก็ไดแสดงธรรมในอีกหลัก หนึ่งคูกันไป คือ ตาม “โลกสัจจะ” สัจจะทางโลก คือ แสดงในทางมีตน มีของตน เพราะโดยสัจจะทางธรรมที่เด็ดขาดยอมเปนอนัตตา แตโดยสัจจะทางโลกยอมมีอัตตา ดังที่ตรัสวา “ตนแลเปนที่พึ่งของตน”

คำสอนของพระศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เป็นธรรมอันล้ำค่านำยุคสมัยเสมอ ล้วนอยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ สอนให้รู้เสียสละเพื่อความสงบสุขแห่งโลก โดยส่วนรวม ให้รู้จักทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ให้รู้จักรักชีวิตของคนอื่นเหมือนรักชีวิตของตน ให้ความโอบอ้อมอารี มิใช่สอนให้สร้างเฉพาะมนุษย์สัมพันธ์ แต่สอนให้รู้จักสร้างสัมพันธ์กระทั่ง เทวะ เปรต ภูตผี ดิรัจฉาน ด้วยเอื้ออารีมีเมตตา มิเบียดเบียนแก่กันและกัน ประพฤติตนในจารีตประเพณีอย่างงดงาม งดงามทางร่างกาย งดงามในด้านจิตใจงามพร้อมพรั่งด้วยปัญญา สอนให้คำนวณวิถีทางของการดำรงชีวิตถึงได้ผลดีผลเสีย สอนให้รู้จักรักษา ความบริสุทธิ์ของชีวิต ทั้งทางกาย วาจา และทางจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ในจิตของตัวเอง รู้จักประคองเสริมกำลังในยามที่จิต หดหู่ อ่อนแอ รู้จักปลุกจิตให้ร่างกายเบิกบาน ในยามที่จิตซึมเศร้า เหงาหงอย รู้จักข่มจิตใจในยามที่จิต ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย รุ่มร้อน ก็เป็นวิทยาศาสตร์อันล้ำยุคพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองแล้วผู้ประพฤติปฏิบัติตามจะรู้เห็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์แห่งขบวนการอันลึกลับ ซับซ้อน ของวัฏฏะ เมื่อวงจรของวัฏฏะถูกทำลายแล้วย่อมเปิดเผยทุกสิ่งจำไว้ว่า... พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้โง่เขลา ว่าต้องเชื่อตามพระองค์ โดยไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานแห่งปัญญา

สรุป พระพุทธศาสนา สอนว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”หลักธรรมที่ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทหลังสมัยพุทธกาล ยังคงเป็นหลักธรรมตามยุคของการสังคายนาในแต่ละคราว แตกต่างจากสมัยพุทธกาล คือ มีการรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่เป็นคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาทที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรียกว่า “พระไตรปิฏก” ซึ่งประกอบด้วย พระธรรม พระวินัย ซึ่งเป็นคำสอนดั้งเดิมโดยมีการเพิ่มเติมในส่วนที่เรียกว่า อภิธรรมและการอธิบายความรวมเข้าด้วยกันที่เรียกว่า อรรถกถา เข้าไปด้วย การสอนของพระพุทธศาสนามุ่งสร้างปัญญาให้แก่ประชาชนและสอนอย่างมีขั้นตอนหรือมีระบบที่แน่นอนโดยเน้นการสอนในสิ่งที่ควรรู้ควรทำในปัจจุบันเป็นหลัก ควรต้องมีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อเสนอแนะ สถาบันสงฆ์ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งเน้นให้การศึกษาแก่คณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง พัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้แก่บุคลากร ด้วยการจัดทำโครงการอบรมบุคลากรเพื่อการเผยแผ่หลักคำสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อการรณรงค์และวางนโยบายและกำหนดการดำเนินการเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณีดั้งเดิมที่ช่วยสนับสนุนความคิดทางด้านคุณธรรมจริยธรรมที่ดี เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับการแสดงความกตัญญูกตเวที เทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นำมาประพฤติปฏิบัติเรามีเหล่าสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จดจำทั้งพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม สืบต่อมาถึงรุ่น ครูบาอาจารย์ในประเทศไทยปัจจุบัน มีพระไตรปิกฎที่มีคุณค่าแก่การศึกษาค้นคว้าได้อย่างชัดเจน เราต้องช่วยกันเผยแผ่ทั้งในวัดและนอกวัด ฉะนั้น พวกเราชาวพุทธต้องช่วยกันปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและรักษาเผยแผ่เพื่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อไป



อ้างอิง


เอกสารชั้นปฐมภูมิ

๑.พระไตรปิฏก

มหาเถรสมาคม,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับเฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ,

กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๔๙.


เอกสารชั้นทุติยภูมิ

๒. หนังสือภาษาไทย


กีรติ บุญเจือ,ศ., ปรัชญาหลังนวยุค,กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดวงกมล (๒๕๒๐)จำกัด, ๒๕๔๕.

กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ และจรัญ จันทลักขณา, คัมภีร์การวิจัยและการเผยแพร่สู่นานาชาติ,กรุงเทพ

มหานคร :อักษรสยามการพิมพ์, ๒๕๔๘.

สุเชาวน์ พลอยชุม,รศ., พุทธศาสนาเถรวาท,เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต

มมร., ๒๕๕๓, หน้า๔๓.



ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำสอนนี้เมื่อวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ พระอรหันตสาวกที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ ณ พื้นที่ต่างๆ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย ซึ่งการประชุมนี้เกิดขึ้นครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในห้วงภัทรกัป เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งคือ พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้าก็ตาม ก็จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก ดังที่กล่าวไว้ใน มหาปทานสูตร ดังนี้ “ภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติในโลก ... การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคได้มีแล้วครั้งเดียว เป็นจำนวน ภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป...ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น”[4]พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น เนื้อหาสาระหลักที่สำคัญคือ ให้ละความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส เป็นหลักธรรมเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ที่ได้ทรงแสดงไว้
พระโอวาทปาฏิโมกข์ คือ ประมวลหลักการสำคัญอันเป็นทั้งคำสั่งและคำสอนรวมอยู่ด้วยกันที่ทรงแสดงแก่พระสาวกเพื่อเผยแผ่พระศาสนา ซึ่งจัดเป็นจาริตตศีล[5](เรียกอีกอย่างว่า อนิจศีล คือ ศีลที่ต้องสมาทาน ถ้าไม่รักษาก็ไม่มีโทษ เช่น การประพฤติธุดงค์ ๑๓ ข้อ ของพระภิกษุ สามเณร เป็นต้น) เป็นหลักธรรมที่นับได้ว่าเป็นหัวใจของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญที่สุดพระพรหมคุณาภรณ์ ได้กล่าว่า “โอวาทปาฏิโมกข์ คือหลักคำสอนที่เป็นหลักใหญ่ในการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า”[6]เป็นหลักธรรมเดียวที่ได้ทรงแสดงเน้นย้ำให้พระอรหันตสาวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ยึดเป็นหลักของการเผยแผ่ เป็นหลักธรรมต้นแบบของการเผยแผ่ที่มีองค์ประกอบที่มีความสมบูรณ์ที่สุด คือ มีทั้ง หลักการ ซึ่งเป็นแนวนโยบายกว้างๆ เป็นเนื้อหาสาระหลักของพระพุทธศาสนา อุดมการณ์ ซึ่งเป็นท่าทีของการเผยแผ่ และวิธีการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติ ดังนี้ หลักการ ๓ คือ ละความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส อุดมการณ์ ๔ คือ อดทน ไม่เบียดเบียน มุ่งความสงบ และมุ่งนิพพาน วิธีการ ๖ คือ ไม่ว่าร้าย ไม่ทำร้าย สำรวมในปาฏิโมกข์ รู้จักประมาณในการบริโภค อยู่ในที่สงบ ชำระจิตให้สงบ

พระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันเพ็ญมาฆบูชา เป็นองค์ธรรมที่มีความสำคัญยิ่งยวด มิใช่แต่สมัยพุทธกาลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความสำคัญในภัทรกัปนี้ด้วยเป็นหลักธรรมที่เป็นองค์รวมของทั้งพระธรรมและวินัย มีองค์ประกอบของโครงสร้างที่สมบูรณ์และมีความชัดเจนในตัวเอง คือ มีทั้งเนื้อหาสาระ ท่าทีการสอนและการปฏิบัติ เป็นทั้งกฎเกณฑ์ กติกาและบททดสอบในองค์ธรรมเดียว

หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่ได้ปรากฏอยู่ก่อนแล้วในธรรมชาติทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่อยู่เป็นปกติของตัวมันเองอยู่แล้ว แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ค้นพบและทรงนำมาแสดงให้กับสาวกของพระองค์ได้สดับและปฏิบัติตาม เป็นคำสอนที่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งธรรมชาติที่ดำเนินไปตามสภาวะที่เป็นธรรมดาของสิ่งต่างๆ เช่น ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยและสิ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่เป็นไปตามระเบียบของธรรมชาติ ที่นิยมเรียกกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า “กฎธรรมชาติ”ดังนั้นความสำคัญของพุทธศาสนาจึงอยู่บนแนวคิดที่ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกฎธรรมชาติกฎธรรมชาติที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา มีอำนาจเท่ากับสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “พระเจ้า”[7]และถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า “อิทัปปัจจยตา เป็นหัวใจอย่างยิ่งของพระพุทธศาสนา”[8]มีความเป็นบาลีและแปลไทยไว้ว่า

อิมสฺมึ สติ อิทํโหติ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํอุปฺปชฺชติ

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ อิมสฺส นิโรธาอิทํ นิรุชฺฌติ

เมื่อสิ่งนี้ มีสิ่งนี้ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป[9]

อิทัปปัจจยตา คือ คำย่อของ ปฏิจจสมุปบาท ดังใจความข้างต้นซึ่งอิทัปปัจจยตา มีความหมายกว้างทั่วไป จะใช้กับรูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในกรณีใดกรณีหนึ่งก็ได้ เป็นกฏวิทยาศาสตร์ทั่วไปก็ได้ ส่วนปฏิจจสมุปบาทนั้น มุ่งหมายเฉพาะเรื่องเกิดทุกข์และดับทุกข์โดยตรงในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อย่างไรก็ตามใจความสำคัญก็คงมีอย่างเดียวกันคือแสดงถึง สิ่งที่พุทธทาสภิกขุ เรียกว่า “กระแสแห่งปัจจัยและสิ่งที่เกิดตามปัจจัย” เป็นสายยืดยาวไปเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องทุกข์โดยตรง พุทธภาษิต ก็เรียกเต็มว่า “อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท”ซึ่งนิยมเรียกสั้นๆว่า ปฏิจจสมุปบาทมีความสำคัญคือ มุ่งหมายที่จะขจัดความเห็นผิด สำคัญผิดว่ามีตัวตน สัตว์ บุคคล ตามที่รู้สึกได้เองตามสัญชาตญาณ พุทธทาสภิกขุยังได้เน้นอีกว่า เรื่องของ อิทัปปัจจยตา เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติถึงที่สุด ก็ยังเป็นเพียงการศึกษาที่ต้องทำความเข้าใจ ซึ่งปรากฏเป็นเรื่องของ “ปรัชญา”ครั้นปฏิบัติจนควบคุมสติได้ รู้เท่าทัน ไม่เกิดกิเลสได้ถึงกับเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดความเป็นปรัชญา มาอยู่ในรูปของศาสนา หรือการปฏิบัติในศาสนา และยังอาจจะลดระดับ ลงมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติในขั้นศีลธรรมก็ยังได้ กล่าวคือไม่เผลอสติ เมื่อตาเห็นรูป ไม่หลงรักหลงเกลียดในรูปที่เห็นนั้น เป็นต้น ชาวตะวันตกศึกษากันแต่ในแง่ของปรัชญาไม่ศึกษาในแง่ที่จะปฏิบัติได้ จึงเข้าไม่ถึงตัวของพระพุทธศาสนา เข้าถึงเฉพาะพุทธปรัชญา และก็เข้าถึงเฉพาะที่เข้าใจและบัญญัติกันขึ้นเองในรูปของปรัชญา[10]

ความสำคัญอีกประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา คือ เป็นศาสนาที่ยึดถือคำสอนแทนองค์ศาสดาพระพุทธเจ้าได้ให้ความสำคัญของคำสอนเทียบเท่ากับสิ่งแทนพระองค์ ดังพุทธวจนะที่กล่าวกับพระอานนท์ตอนหนึ่งว่า “ อานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา”[11] ข้อที่พึงสังเกตก็คือ ธรรมคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง วินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ขึ้นมา ความสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทในส่วนที่เรียกว่า “ธรรม” นั้น เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้สรุปไว้ว่าธรรมมี ๒ ระดับ คือ สัจธรรมสูงสุดหรือเป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์พึงได้พึงถึง (ได้แก่ นิพพาน การดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง) และแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดนั้น(อริยมรรคมีองค์๘) ธรรมทั้งสองระดับนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแจกแจงให้สาวกทั้งหลายเข้าใจ ซึ่ง สัจธรรมสูงสุดนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นธรรมชาติไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเข้าใจธรรมสูงสุดนั้นแล้ว ก็นำมาแสดงเปิดเผยให้ผู้อื่นเข้าใจโดยการวางแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงสัจธรรมนั้น แนวทางที่ทรงแสดงนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ได้ทรงแสดงไว้แล้วในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่ทรงบัญญัติขึ้นเองใหม่ดังนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ บางครั้งทรงเรียกว่า “โปราณมรรค” หมายถึง หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธะในอดีตทรงดำเนินแล้วนั่นเอง ซึ่งในบางแห่งพระพุทธเจ้าจึงตรัสสถานะของพระศาสดาว่าทรงเป็น“กัลยาณมิตร” มีหน้าที่ชี้แนะทางที่ถูกต้อง ส่วนวินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติหรือตั้งแนวใหม่เพื่อความเรียบร้อยของสังคมสงฆ์ เป็น “พุทธอาณา” หมายถึง คำสั่งหรือระเบียบที่พระองค์ทรงวางไว้เองเมื่อเกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสมขึ้นในสังคมสงฆ์[12]

วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัยมี ๑๐ ประการคือ

๑. สังฆะสุฏฐุตายะ : เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์

๒. สังฆะผาสุตายะ : เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์

๓.ทุมมังกูนัง ปุคคะลานัง นิคคะหายะ: เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

๔.เปสะลานัง ภิกขูนัง ผาสุวิหารายะ : เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

๕.ทิฏฐะธัมมิกานัง อาสะวานัง สังวะรายะ: เพื่อป้องกันอาสวะอันจะเกิดในปัจจุบัน

๖.สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ: เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต

๗. อัปปะสันนานัง ปะสาทายะ : เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

๘. ปะสันนานัง ภิยโยภาวายะ: เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๙.สัทธัมมัฏฐิติยา : เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม

๑๐. วินะยานุคคะหายะ : เพื่อถือตามพระวินัย[13]

ผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา มาจากตระกูลและภูมิหลังที่แตกต่างกัน สมัยพุทธกาลเห็นได้ชัด เพราะสังคมอินเดียยึดถือระบบ “วรรณะ” อย่างเคร่งครัด ค่านิยมดีหรือเลวตัดสินกันที่วรรณะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนำเอาคนทุกวรรณะมาบวชรวมกันในสังคมสงฆ์ ก็ได้ทรงขจัดความเหลื่อมล้ำนั้นด้วยการบัญญัติวินัยให้ยึดถือปฏิบัติโดยทัดเทียมกัน ไม่ยึดเอาวรรณะมาเป็นเกณฑ์อีกต่อไปภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามพระวินัยก็อยู่ไม่ได้ เพราะได้รับความรังเกียจและถูกปฏิเสธจากสงฆ์ที่มีศีลดีงาม ถ้ามีความผิดเล็กน้อยก็ต้องแก้ไขตามระเบียบ คือ การปลงอาบัติ จึงจะไม่ถูกรังเกียจ เป็นต้น ผู้ที่เห็นพระภิกษุที่มีศีลดีงามก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น

๒.ลักษณะสำคัญ

พระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย พระวินัยมีลักษณะเป็นคำสั่ง พระธรรมมีลักษณะเป็นคำสอน แต่เป็นการสอนในรูปของการชี้บอกความจริง ตามประเภทและลักษณะของธรรมเหล่านั้น พระพุทธศาสนาเถรวาทมีลักษณะสำคัญอยู่หลายประการ รองศาสตราจารย์ สุเชาวน์ พลอยชุม ได้สรุปไว้ว่า

๒.๑ พระพุทธศาสนาเถรวาทมิได้ผูกขาดความจริงหรือความถูกต้องว่ามีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเถรวาทเท่านั้น หากเป็นสิ่งที่จริงหรือถูกต้องแล้ว ไม่ว่ามีใครพบหรือมีในลัทธิศาสนาใด พระพุทธศาสนาเถรวาทก็ยอมรับว่าจริงหรือถูกต้องเหมือนกัน เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า ความจริงเป็นหนึ่งหรือเป็นสากล

๒.๒ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกที่มีการจัดส่งนักบวชหรือบุคคลากรในศาสนาของตนออกไปประกาศหรือเผยแผ่พระธรรมคำสอนของตนในหมู่ประชาชนอย่างเป็นกิจลักษณะและอย่างมีระบบในการดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มแรก การประกาศคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงมิได้ดำเนินการโดยพระศาสดาหรือพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว แต่ดำเนินการโดยคณะสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

๒.๓ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางแนวทางในการประกาศพระพุทธศาสนาไว้ในพระโอวาทปาฏิโมกข์ว่า“บรรพชิต หรือสมณะไม่ควรทำร้ายผู้อื่นและไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น” และทรงวางแนวทางการปฏิบัติตนของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาไว้ในพระโอวาทปาฏิโมกข์เช่นกันว่า“ไม่ควรกล่าวร้ายใคร ไม่ควรทำร้ายใคร ควรสำรวมตนอยู่ในศีลคือปาฏิโมกข์ ควรรู้ประมาณในการบริโภค นั่งนอนในที่สงัดเงียบและประกอบความเพียรทางจิตอยู่เสมอ” ดังนั้นในการประกาศศาสนาไม่ว่าจะโดยพระพุทธเจ้าเอง หรือโดยพระสาวกจึงไม่มีการกล่าวการสอนกระทบกระทั่งศาสนาอื่น เป็นการประกาศหรือสั่งสอนเฉพาะหลักธรรมหรือหลักการของพระพุทธศาสนา แนวทางดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธจนกระทั่งทุกวันนี้

ลักษณะโดยรวมของพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มีลักษณะเด่นหลายประการ มีการจัดการเผยแผ่อย่างเป็นระบบ มีการวางรากฐานการเผยแผ่ไว้อย่างมั่นคงและรอบคอบโดยพระศาสดาเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งสิ้น มีการระบุสาเหตุของสรรพสิ่งต่างๆที่เป็นทั้งสุขและทุกข์พร้อมเป้าหมายในการบรรลุธรรม และหลักการวิธีการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ความรอบคอบนี้ก็ยังได้ส่งผลมาถึงสาวกของพระองค์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การมีมติไม่ตัดทอนและเพิ่มเติมคำสอนหรือสิกขาบทเล็กน้อยหลังปรินิพพานแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าอะไรที่พระศาสดาหมายถึงสิกขาบทเล็กน้อย ถือได้ว่าการมีมติดังกล่าวเป็นการเคารพพระศาสดาอย่างสูงสุดโดยไม่บังอาจที่จะบัญญัติความเห็นของตนเองหรือมติคณะสงฆ์ แม้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม

๓. สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการบอกกับสาวก

๓.๑ สาวกที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถแยกประเภทตามผู้รับธรรมได้ ๒ ประเภทหลัก คือ สาวกที่เป็นนักบวช คือ ภิกษุ/ภิกษุณีพวกหนึ่ง และอุบาสก/อุบาสิกาที่ไม่ได้เป็นนักบวชอีกพวกหนึ่ง ซึ่งในที่นี้จะหมายรวมถึงฆราวาสทั่วไปด้วย

พระพุทธเจ้าและศาสนบุคคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี สามเณรหรือสามเณรี เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์และความดีงาม พร้อมทั้งสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้สื่อกลางคอยติดต่อสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับประชาชนหรือคนทั่วไป การทำพิธีบางอย่างทางศาสนา เช่น พิธีการถวายทาน และพิธีการทอดกฐินรวมทั้งการสวดมนต์และการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ใช่พิธีเพื่อติดต่อกับพระเจ้าหรือเพื่อทำให้พระเจ้าพอใจจนบันดาลให้ผู้ปฏิบัติได้ในสิ่งที่หวัง

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยและแสดงธรรมให้กับผู้รับธรรมที่เป็นภิกษุ/ภิกษุณี โดยพระวินัยได้บัญญัติขึ้นเป็นกฎข้อบังคับเพื่อให้นักบวชในพระพุทธศาสนาอยู่ภายใต้กรอบอันเดียวกัน มีความประพฤติที่งดงาม เป็นที่น่าเลื่อมใสของบุคคลที่ได้พบเห็นทั่วไป ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจำนวน ๑๐ วัตถุประสงค์ โดยกำหนดเป็นข้อห้ามหรือศีลจำนวนมากกว่า ๒,๔๐๐ ข้อ มิใช่ ๑๕๐ ข้อ หรือ ๒๒๗ ข้อ หรือ ๓๓๑ ข้อ อย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งศีลจำนวนเหล่านั้นเป็นศีลที่ต้องมาสวดที่เรียกกันว่าปาฏิโมกข์ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าพระมีศีลแค่ ๒๒๗ ข้อ ซึ่งความจริงแล้วมิใช่ดังนั้น

ส่วนพระธรรมที่ทรงแสดงให้กับภิกษุ/ภิกษุณี ล้วนเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์มีนิพพานเป็นที่สุดทั้งสิ้น หลักสังเกตว่าสิ่งที่ปรากฏในพระไตรปิฏกนั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ให้สังเกตว่าคำสอนทุกคำสอนมักขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดูกร” เช่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดูกรอานนท์ ดูกรท่านผู้มีอายุ ดูกรวาเสฏฐะ ดูกรภาระทวาชะ เป็นต้น จึงควรที่นำคำสอนที่ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำดังกล่าวมาประพฤติปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งมีมากเกินพอที่จะทำให้พ้นจากความทุกข์ได้โดยไม่ต้องใช้คำสอนของสาวกรุ่นหลังซึ่งไม่ได้บัญญัติขึ้นเช่นเดียวกับของพระศาสดา การบัญญัติธรรมของพระศาสดาทรงกำหนดโดยใช้สมาธิเป็นหลัก ส่วนสาวกรุ่นหลังที่ได้บัญญัติคำสอนเพิ่มเติม (ซึ่งพระศาสดาก็ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มไว้แล้ว)ก็ไม่ได้ใช้การบัญญัติในลักษณะเดียวกับพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “...ดูกร อัคคิเวสนะ เรานั้นหรือ จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีจิตเป็นเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้”[14]พระพุทธเจ้าต้องการที่จะสื่อให้สาวกทราบว่า ไม่ควรที่จะเป็นผู้บัญญัติคำสอนใหม่เพราะไม่ใช่ศาสดา หากจะบัญญัติใหม่ก็ควรจะเป็นศาสดาในศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ ความหมายของสาวก คือ “ผู้ตาม” มิใช่ผู้บัญญัติความชัดเจนในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้กับเหล่าภิกษุถึงความแตกต่างระหว่างพระพุทธองค์ซึ่งสำเร็จเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะกับสาวกที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน และทรงแสดงสิ่งที่กระทำให้แตกต่างกันไว้ว่าสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุติ[15]

ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นผู้รู้มรรค (มคฺคญฺญู) เป็นผู้รู้แจ้งมรรค (มคฺควิทู) เป็นผู้ฉลาดในมรรค (มคฺคโกวิโท) ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้ เป็นผู้เดินตามมรรค (มคฺคานุคา) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง. ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมา


นอกจากนั้นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการบอกสอนสาวกที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาให้สำนึกไว้ว่า นักบวชต้องระลึกถึงอยู่เสมอ คือ การบวชเพื่อการประพฤติพรหมจรรย์กระทำที่สุดแห่งทุกข์ บรรลุจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาด้วยความพากเพียรให้ได้ มิใช่บวชเพื่อหวังในลาภสักการะ เพื่อการตั้งตนเป็นใหญ่มีสาวกตามมาอย่างมากมาย เพื่อที่จะล้มลัทธิอื่นๆให้ล้มลงไป หรือเพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่สมควรอย่างยิ่ง แท้จริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่ต้องการสื่อให้สาวกได้ทราบก็คือ จุดมุ่งหมายในการบวชของพระองค์ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ว่า “ ดูกรอานนท์ ก็กัลยาณวัตร (อริยมรรคมีองค์แปด)อันเราตั้งไว้ในกาลนี้ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน”[16]

หลักคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงสื่อไว้กับภิกษุ/ภิกษุณี นั้น มีมากมายเพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า สาวกในกลุ่มนี้เปรียบเสมือนนาข้าวที่เป็นดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องหว่านไถสิ่งที่ดีๆไว้ก่อนและให้มากพอที่จะเป็นเกราะป้องกันมารที่จะขัดขวางการประพฤติพรหมจรรย์ และสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดคำสอนของพระองค์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จึงจะทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน เช่นพระองค์ได้ทรงบัญญัติทั้งข้อปฏิบัติ ข้อห้าม และทรงแสดงวิธีการตรวจสอบและการรับรองคำสอนที่ได้ยินได้ฟังมานั้นเป็นคำสอนของพระองค์หรือไม่อีกด้วยตามที่ปรากฏในหลักของมหาปเทส ๔ ทรงแสดงขั้นตอนการบรรลุธรรมไว้โดยอเนกปริยาย เป็นต้น การเข้าถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะตนไม่ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น กล่าวคือ บุคคลจะบรรลุนิพพานได้ด้วยการขัดเกลาหรืออบรมตนเองตามหลักไตรสิกขาหรือมรรคมีองค์ ๘ เป็นการพ้นทุกข์ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆอย่างในศาสนาเทวนิยม บุคคลอื่นซึ่งรวมทั้งพระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง เท่านั้น ไม่ใช่ผู้กำหนดหรือผู้ตัดสินให้ใครบรรลุนิพพานหรือไม่บรรลุนิพพาน

๓.๒ สาวกที่เป็นอุบาสกและอุบาสิกา

คฤหัสถ์ชนผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เพราะได้ฟังธรรมเทศนา แต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือเพราะได้ฟังแต่พุทธสาวกและพุทธศาสนิกบัณฑิตอื่นๆ แล้วซึ่งพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ชายชื่อว่า อุบาสก หญิงชื่อว่า อุบาสิกา แปลว่า ผู้เข้านั่งใกล้ซึ่งพระรัตนตรัยด้วยใจของตนในอรรถกถา แสดงอาการถึงสรณะ ๔ อย่างคือ ความมอบให้ซึ่งตน ๑ ความเป็นผู้มีรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปเบื้องหน้า ๑ เข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ ๑ ความนอบน้อม ๑ ความสละซึ่งตนต่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามอบให้ซึ่งตนแก่พระพุทธเจ้า แก่พระธรรม แก่พระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งว่าความมอบให้ซึ่งตน ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ไปเบื้องหน้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ด้วยคำอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทรงไว้ซึ่งข้าพเจ้าว่าเป็นอันเตวาสิกของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อว่าเข้าไปถึงซึ่งความเป็นศิษย์ ความกระทำซึ่งความตกต่ำเป็นอย่างยิ่งในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น อุบาสกอุบาสิกา ตั้งอยู่ในสรณะแล้ว ต้องสังวรในศีล ๕ ประการเป็นนิจเสมอไปไม่มีวันเว้น ศีล ๕ ประการนั้นคือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นจากกล่าวเท็จ ๑ เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย ๑ ความเว้นจากเวร ๕ ประการนี้เรียกว่านิจศีล เพราะเป็นศีลอุบาสกอุบาสิกา จะพึงรักษาเป็นนิจไม่มีเวลาว่าง ยังมีศีลอีก ๘ ประการคือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากการไม่พรหมจรรย์ ๑ เว้นจากกล่าวเท็จ ๑ เว้นจากดื่มสุราเมรัย ๑ เว้นจากกินอาหารในเวลาวิกาล ๑ คือ ตั้งแต่อาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณขึ้นมาใหม่ ๑ เว้นจากฟ้อนรำขับร้องและเครื่องประโคมด้วยตนเอง และตกแต่งประดับกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องย้อมทากายให้มีผิวงามและเครื่องประดับ ๑ เว้นจากนั่งนอนบนเตียงตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ และเบาะฟูกภายในมีนุ่มสำลีและเครื่องวิจิตรด้วยเครื่องทองเงิน ๑ เรียกว่า อุโบสถศีล เป็นศีลวิเศษอันอุบาสกอุบาสิกา จะพึงเข้าอยู่ในการเป็นครั้งคราว คือ วันที่ ๑๔ ค่ำหรือ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ เพื่อประโยชน์แก่การสงัดกายและจิตเป็นครั้งคราว อนึ่ง กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการที่เรียกว่า อาคาริยะวินัย ข้อปฏิบัติเครื่องฝึกกายวาจาใจของคฤหัสถ์ ก็เป็นข้อปฏิบัติของอุบาสกอุบาสิกาด้วย กุศลกรรมบถนั้นจัดตามทวารเป็น ๓ คือ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑ กายกรรม ๓ อย่างคือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑ วจีกรรม ๔ อย่างคือ เว้นจากกล่าวคำเท็จ กล่าวแต่คำแท้จริง ๑ เว้นจากกล่าวคำส่อเสียดยุยงผู้อื่นให้แตกร้าวกัน กล่าวแต่คำที่ชักนำผู้อื่นให้พร้อมเพรียงด้วยกัน ๑ เว้นจากกล่าวคำหยาบ กล่าวแต่คำไพเราะ ๑ เว้นจากกล่าวคำเพ้อเจ้อ กล่าวแต่คำไพเราะ ๑ มโนกรรม ๓ อย่างคือ ไม่เพ่งคิดอยากได้ของผู้อื่น ด้วยจิตโลภจะเอาเปล่า ไม่คิดที่จะแลกเปลี่ยนซื้อหาใหม่ ๑ ไม่พยาบาทคิดผูกเวร แช่งสัตว์ที่ตนเคืองแค้นให้ฉิบหายล้มตาย มีจิตเมตตากรุณา คิดจะให้หมู่สัตว์ ที่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันให้พ้นจากทุกข์มีสุขถ้วนหน้า ๑ มีความเห็นชอบถูกตามครรลองครองธรรมที่แท้จริง เช่น เห็นว่าทานที่บุคคลบริจาคแล้ว ศีลที่บุคคลรักษาดีแล้ว ภาวนาที่บุคคลหมั่นอบรมดีแล้ว มีผลอานิสงส์และเห็นว่าความปฏิบัติบำรุงบิดามารดาเป็นความดีความชอบ ๑ ข้อปฏิบัติ ๑๐ ประการนี้ ชื่อว่ากุศลกรรมบถ เพราะเป็นทางที่จะให้ผู้ปฏิบัติดำเนินถึงสุขในปัจจุบันและภายหน้า

นิคัณฐอุโบสถ นี้หมายถึง อุโบสถของคนภายนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งมีลัทธินิยม ตั้งวิรัตเจตนาโดยมีเขตจำกัด คือ งดเว้นไม่ประพฤติล่วงสิกขาบทเฉพาะในบุคคลบางพวก บางหมู่ บางทิศ บางทาง เช่นสมาทานศีลแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น ของคนหมู่โน้นและทิศโน้น แต่ของคนหมู่นี้อยู่ทิศนี้ไม่งดเว้น หรืองดเว้นเฉพาะที่เป็นญาติมิตรและคนรักใคร่ชอบใจ นอกนั้นไม่งดเว้น การงดเว้นเช่นนี้ก็มีคุณอยู่ เพราะนับว่ายังดีกว่าผู้ไม่งดเว้นเสียเลย แต่เป็นไปในทางที่แคบ เป็นความปฏิบัติที่เห็นแต่ตัวและพวกของตัว จึงนับว่ามีคุณน้อยกว่า อุโบสถอีกสองอย่าง

โคปาลอุโบสถ นี้เป็นอุโบสถในพระพุทธศาสนา คือ อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนั้นเอง แต่อาการของผู้รักษาปฏิบัติเหมือนอาการของคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงโคเพราะเห็นแก่ค่าจ้าง ถึงจะเลี้ยงโคเป็นอย่างดี จนมีความชอบก็มีสิทธิเพียงได้ค่าจ้างเป็นส่วนรางวัลเพิ่มเติม แต่ไม่มีโอกาสได้มีสิทธิเป็นเจ้าของแห่งโคนม ไม่มีส่วนได้ดื่มรสแห่งนมโค ฉันใด อันผู้รักษาอุโบสถนี้ก็เหมือนกันมุ่งแต่ให้ได้รับความนิยมสรรเสริญเป็นเบื้องหน้า ยังวันคืนให้ล่วงไปด้วยการพูดดิรัจฉานกถา คือพูดถึงเรื่องบ้านเรือน สวน ไร่ นา บ้างก็นินทาลูก บ้างก็สรรเสริญหลาน พูดถึงการซื้อขายแพง เป็นต้น ในที่สุดก็ไม่มีโอกาสได้ดื่มรสของศีลธรรม ได้ประโยชน์เพียงเก็บกาย วาจา ไม่ให้ประพฤติทุจริตชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง กับรับความยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนเข้าวัดจำศีลเท่านั้น แต่ก็ยังจัดว่าดีกว่านิคัณฐอุโบสถ เพราะไม่จำกัดเขตและบุคคล เป็นทางให้เกิดผลกว้างฉะนี้

อริยอุโบสถ นี้จัดเป็นอุโบสถชั้นเยี่ยม ชั้นประเสริฐ คือผู้ปฏิบัติตั้งอกตั้งใจรักษาด้วยดี นอกจากคอยระวังกาย วาจา ไม่ให้ประพฤติล่วงองค์ศีลนั้นๆ ผู้รักษาอุโบสถ พึงอุตส่าห์พยายามปฏิบัติรักษาอุโบสถของตนให้ละเอียดปราณีตขึ้นโดยลำดับ แม้ชั้นต้นหากจะทำได้เพียงเป็นโคปาลอุโบสถก็นับว่ายังดีกว่าไม่รักษา ต่อไปก็ค่อยอุตส่าห์พยายามให้ดำเนินเข้าชั้นอริยอุโบสถ ก็จักได้ดื่มรสอันเยือกเย็น อยู่เป็นสุขตลอดกาลนาน

๔. หลักการสอนของพระพุทธเจ้า

หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ในยุคก่อนจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีท่องจำ (มุขปาฐะ) โดยใช้วิธีการแบ่งให้สงฆ์หลายๆ กลุ่มรับผิดชอบท่องจำในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องมือช่วยในการรักษาความถูกต้องของหลักคำสอน จวบจนได้ถือกำเนิดอักษรเขียนที่เลียนแบบเสียงเกิดขึ้นมาซึ่งสามารถรักษาความถูกต้องของคำสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าที่รักษาความถูกต้องไม่ได้ จึงได้มีการบันทึกพระธรรมและพระวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลีรักษาไว้ในคัมภีร์เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่

๑.วินัยปิฎกว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี

๒. สุตตันตปิฎกว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่อง

๓. อภิธรรมปิฎกว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วนๆ ไม่มี การสมมุติ

ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธ ได้แก่พุทธบริษัท 4อันหมายถึง พุทธศาสนิกชนพุทธมากะ

พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนไว้อย่างชัดเจนเป็นขั้นตอน และแต่ละข้อแต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ทรงวางหลักการสอนไว้ ๓ ประการ ได้แก่

๑.สอนเพื่อให้รู้อย่างแจ่มแจ้งในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญายธัมมเทสนา)

๒. สอนประกอบด้วยเหตุผลที่ผู้ฟังสามารถติดตาม หรือไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนจนเข้าใจได้ (สนิทานธัมมเทสนา)

๓.สอนในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง (สัปปาฏิหาริยธัมมเทสนา)[17]

การสอนของพระพุทธเจ้านั้น สอนให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ ตลอดถึงแสดงเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งนั้นให้เห็นอย่างชัดเจนคือไม่เพียงแต่บอกว่าคืออะไร แต่บอกให้รู้ด้วยว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น และสิ่งที่สอนนั้นเหมาะสมกับภาวะหรือสภาพการณ์ และความต้องการของผู้ที่รับการสอนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้รับการสอนสามารถนำไปใช้ หรือนำไปปฏิบัติให้ได้รับผลดีในชีวิตของตน มิใช่รู้เพื่อประดับความรู้แต่รู้เพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตปัจจุบัน

การสอนของพระพุทธศาสนา จึงมิใช่มุ่งสอนให้ผู้ฟังเชื่อหรือยอมรับ แต่มุ่งสอนให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ โดยใช้สติปัญญาของตนเองพิจารณาไตร่ตรอง วิธีการสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นการสอนให้รู้สอนให้คิดและสอนให้ทำ

การสอนชาวบ้านทั่วไป ก็ทรงสอนไปตามลำดับดังนี้

๑. ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (ทานกลา)

๒. ให้รู้จักระมัดระวังกายวาจา (ลีลกถา)

๓. ให้รู้ทางไปสวรรค์ (สัคคกถา)

๔. ให้เห็นโทษของกาม (กามาทีนวกถา)

๕. ให้เห็นความจริงของชีวิต (อริยสัจจกถา)[18]

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การสอนต้องเป็นไปอย่างมีขั้นตอน กล่าวคือ เริ่มจากง่ายไปหายาก จากสิ่งหยาบๆ ไปสู่สิ่งที่ละเอียดซับซ้อนขึ้นไปตามลำดับ ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า แต่ละขั้นตอน ทั้งในการเรียนรู้และการปฏิบัตินั้นมีส่วนสัมพันธ์กัน โดยจะเป็นพื้นฐานและส่งเสริมซึ่งกันและกันไปตามลำดับ การเรียนรู้และการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปอย่างมีขั้นตอนนั้น ยากที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงวิธีการสอนอย่างเป็นขั้นตอนของพระองค์ไว้ในหลายโอกาส เช่น

การสอนภิกษุเพื่อผลสูงสุดในทางพระศาสนา ก็มีขั้นตอนดังนี้

๑. ให้มีศีล (ระมัดระวังกายวาจา)

๒. ให้มีสำรวมอินทรีย์ (ระวังการรับรู้)

๓. ให้รู้ประมาณในการบริโภค(คือการใช้สอยปัจจัยสี่)

๔. ให้มีความเพียร (ไม่เกียจคร้าน)

๕. ให้มีสติสัมปชัญญะ (ระมัดระวังจิตใจ)

๖. ให้อยู่ในที่สงัด (ทำสมาธิ)

๗. ให้บำเพ็ญฌาน ๔[19]

นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงสอนอยู่เสมอว่า “บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง (เพราะ) สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ก็ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็ยังไม่มาถึง แต่ควรรู้ให้แจ้งชัดในสิ่งปัจจุบัน และรู้ให้แน่นอนทะลุปรุโปร่ง พร้อมทั้งรีบดำเนินการสิ่งเหล่านั้นเสียตั้งแต่วันนี้ทีเดียว”[20]

๕. พระพุทธเจาทรงสั่งสอนอะไร ทุกๆ คนปรารถนาสุขไมตองการทุกข แตทําไม คนเราจึงยังเปนทุกข และไมสามารถจะแกทุกขของตนเองไดบางทียิ่งแก้ ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ก็เพราะ (๑) ไม่รู้เหตุผลตามเป็นจริงว่า อะไรเป็นเหตุของทุกขอะไรเปนเหตุของสุข ถาไดรูแลวก็จะแกได คือ ละเหตุที่ใหเกิดทุกข ทําเหตุที่ใหเกิดสุข อุปสรรคที่สําคัญอันหนึ่ง ก็คือ ใจของตนเอง เพราะคนเราตามใจตนเองมากไป จึงตองเกิดเดือดรอน(๒) ตามใจตนเอง คือ ตามใจ ตัณหาคือ ความอยากของใจในขั้นโลกๆ นี้ ยังไม่ต้องดับ ความอยากใหหมด เพราะยังตองอาศัยความอยาก (๓)สัมมาวาจา วาจาชอบ เวน คือ เวนจาก พูดเท็จ เว้นจากพูดสอเสียด ใหแตกราวกัน เวน จากพูดคํา หยาบราย เวนจากพูดเพอเจอไมเปนประโยชน(๔) สัมมากัมมันตะ การงานชอบ แสดงในทางเวน คือ เวนจากการฆา การทรมาน เวนจากการลัก เวนจากการ ประพฤติผิดในทางกาม (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเวนจากมิจฉาอาชีวะ(อาชีพผิด) สําเร็จชีวิตด้วยอาชีพที่ชอบ (๖) สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ คือ เพียรระวังบาปที่ยังไมเกิดมิให้เกิดขึ้นเพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วเพียรทํากุศลที่ยังไมเกิดใหเกิดขึ้นเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแลวมิใหเสื่อม แตใหเจริญยิ่งขึ้น (๗)สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ระลึกไปในที่ตั้งของสติที่ดี ทั้งหลาย เชน ในสติปฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม (๘) สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือ ทําใจใหเป็นสมาธิ(ตั้งมั่นแนวแน) สังขารทั้งปวง คือ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตา อนิจจะ ไมเที่ยง คือไมดํารงอยูเปนนิตยนิรันดรเพราะเมื่อเกิดมาแลวก็ตองดับในที่สุดทุกๆ สิ่งไมใชอัตตา คือ ไมใชตัวตน เห็นนิพพาน ตามที่พระพุทธเจ้าไดตรัสอธิบายไว จึงเปนวิธี ธรรมดาที่คนธรรมดาทั่วๆ ไปปฏิบัติได ตั้งแตขั้นธรรมดาๆ ตลอดถึงขั้นสูงสุด อริยสัจ ไตรลักษณ และนิพพาน “เป็นสัจธรรม” ที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสรูและไดทรงแสดงสั่งสอน เรียกได วาเปน “ธรรมสัจจะ”สัจจะทางธรรมเป็นวิสัยที่พึงรู้ไดด้วยปัญญาอันพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา แตทางพระพุทธศาสนา ก็ไดแสดงธรรมในอีกหลัก หนึ่งคูกันไป คือ ตาม “โลกสัจจะ” สัจจะทางโลก คือ แสดงในทางมีตน มีของตน เพราะโดยสัจจะทางธรรมที่เด็ดขาดยอมเปนอนัตตา แตโดยสัจจะทางโลกยอมมีอัตตา ดังที่ตรัสวา “ตนแลเปนที่พึ่งของตน”

คำสอนของพระศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เป็นธรรมอันล้ำค่านำยุคสมัยเสมอ ล้วนอยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ สอนให้รู้เสียสละเพื่อความสงบสุขแห่งโลก โดยส่วนรวม ให้รู้จักทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ให้รู้จักรักชีวิตของคนอื่นเหมือนรักชีวิตของตน ให้ความโอบอ้อมอารี มิใช่สอนให้สร้างเฉพาะมนุษย์สัมพันธ์ แต่สอนให้รู้จักสร้างสัมพันธ์กระทั่ง เทวะ เปรต ภูตผี ดิรัจฉาน ด้วยเอื้ออารีมีเมตตา มิเบียดเบียนแก่กันและกัน ประพฤติตนในจารีตประเพณีอย่างงดงาม งดงามทางร่างกาย งดงามในด้านจิตใจงามพร้อมพรั่งด้วยปัญญา สอนให้คำนวณวิถีทางของการดำรงชีวิตถึงได้ผลดีผลเสีย สอนให้รู้จักรักษา ความบริสุทธิ์ของชีวิต ทั้งทางกาย วาจา และทางจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ในจิตของตัวเอง รู้จักประคองเสริมกำลังในยามที่จิต หดหู่ อ่อนแอ รู้จักปลุกจิตให้ร่างกายเบิกบาน ในยามที่จิตซึมเศร้า เหงาหงอย รู้จักข่มจิตใจในยามที่จิต ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย รุ่มร้อน ก็เป็นวิทยาศาสตร์อันล้ำยุคพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองแล้วผู้ประพฤติปฏิบัติตามจะรู้เห็นปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์แห่งขบวนการอันลึกลับ ซับซ้อน ของวัฏฏะ เมื่อวงจรของวัฏฏะถูกทำลายแล้วย่อมเปิดเผยทุกสิ่งจำไว้ว่า... พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้โง่เขลา ว่าต้องเชื่อตามพระองค์ โดยไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานแห่งปัญญา

สรุป พระพุทธศาสนา สอนว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”หลักธรรมที่ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทหลังสมัยพุทธกาล ยังคงเป็นหลักธรรมตามยุคของการสังคายนาในแต่ละคราว แตกต่างจากสมัยพุทธกาล คือ มีการรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่เป็นคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาทที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรียกว่า “พระไตรปิฏก” ซึ่งประกอบด้วย พระธรรม พระวินัย ซึ่งเป็นคำสอนดั้งเดิมโดยมีการเพิ่มเติมในส่วนที่เรียกว่า อภิธรรมและการอธิบายความรวมเข้าด้วยกันที่เรียกว่า อรรถกถา เข้าไปด้วย การสอนของพระพุทธศาสนามุ่งสร้างปัญญาให้แก่ประชาชนและสอนอย่างมีขั้นตอนหรือมีระบบที่แน่นอนโดยเน้นการสอนในสิ่งที่ควรรู้ควรทำในปัจจุบันเป็นหลัก ควรต้องมีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อเสนอแนะ สถาบันสงฆ์ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งเน้นให้การศึกษาแก่คณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง พัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้แก่บุคลากร ด้วยการจัดทำโครงการอบรมบุคลากรเพื่อการเผยแผ่หลักคำสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อการรณรงค์และวางนโยบายและกำหนดการดำเนินการเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณีดั้งเดิมที่ช่วยสนับสนุนความคิดทางด้านคุณธรรมจริยธรรมที่ดี เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับการแสดงความกตัญญูกตเวที เทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นำมาประพฤติปฏิบัติเรามีเหล่าสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จดจำทั้งพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม สืบต่อมาถึงรุ่น ครูบาอาจารย์ในประเทศไทยปัจจุบัน มีพระไตรปิกฎที่มีคุณค่าแก่การศึกษาค้นคว้าได้อย่างชัดเจน เราต้องช่วยกันเผยแผ่ทั้งในวัดและนอกวัด ฉะนั้น พวกเราชาวพุทธต้องช่วยกันปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและรักษาเผยแผ่เพื่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อไป



อ้างอิง


เอกสารชั้นปฐมภูมิ

๑.พระไตรปิฏก

มหาเถรสมาคม,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับเฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ,

กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), ๒๕๔๙.


เอกสารชั้นทุติยภูมิ

๒. หนังสือภาษาไทย


กีรติ บุญเจือ,ศ., ปรัชญาหลังนวยุค,กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดวงกมล (๒๕๒๐)จำกัด, ๒๕๔๕.

กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ และจรัญ จันทลักขณา, คัมภีร์การวิจัยและการเผยแพร่สู่นานาชาติ,กรุงเทพ

มหานคร :อักษรสยามการพิมพ์, ๒๕๔๘.

สุเชาวน์ พลอยชุม,รศ., พุทธศาสนาเถรวาท,เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต

มมร., ๒๕๕๓, หน้า๔๓.