คำสอนของพระพุทธเจ้า

       คำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่มาก แต่หากได้พิจาณาจากพระไตรปิฎก โดยมองจากพัฒนาการในพุทธประวัติแล้ว คำสอนในพระสูตรกลุ่มแรกๆคือ ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร และอนุปุพพิกถา เหตุการณ์ในสามเรื่องนี้ ทำให้เกิดพระรัตนตรัย ขึ้นในโลก ซึ่งเนื้อหาของเรื่องทั้งสามจะครอบคลุมถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ดังที่จะอธิบายต่อไปนี้

 

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะประกาศคำสอน ทรงเล็งเห็นว่าควรจะไปโปรด ปัญจวัคคีย์เป็นลำดับแรก จึงเสด็จไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงกรุงพาราณสีแล้ว ครั้งแรก ปัญจวัคคีย์แสดงอาการกระด้างกระเดื่อง แต่เมื่อทรงเตือนให้นึกถึงว่า เมื่อก่อนพระองค์ไม่เคยตรัสบอกเลยว่าตรัสรู้ บัดนี้ได้ตรัสรู้แล้ว จึงตรัสบอกแล้วควรตั้งใจฟัง พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมีใจความสำคัญ คือ ๑. ทรงชี้ทางที่ผิด อันได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค (การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา(ข้อปฏิบัติสายกลาง) ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว เป็นไปเพื่อพระนิพพาน. ๒. ทรงแสดงอริยสัจสี่ คือ ทุกข์, เหตุให้ทุกข์เกิด, ความดับทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ โดยละเอียด ๓. ทรงแสดงว่าทรงรู้ตัวอริยสัจสี่ ทรงรู้หน้าที่ อันควรทำในอริยสัจทั้งสี่ และทรงรู้ว่าได้ทรงทำหน้าที่เสร็จแล้ว จึงทรงแน่พระหฤทัยว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว (อันแสดงว่าทรงปฏิบัติจนได้ผลด้วยพระองค์เองแล้ว)เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม และได้ขอบวชก่อน ต่อมา พระวัปปะกับพระภัททิยะ สดับพระธรรมเทศนา ได้ดวงตาเห็นธรรมและได้ขอบวช ต่อมา พระมหานามะกับพระอัสสชิ สดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม และได้ขอบวช เป็นอันได้บวชครบทั้งห้ารูป

 

ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์นั้นมีใจความสำคัญคือ ๑. ขันธ์ ๕ มีอะไรบ้าง รูป(ร่างกาย)เวทนา (ความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร(ความคิดหรือเจตนา) และวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางตา หู เป็นต้น) ไม่ใช่ตน. ถ้าเป็นตนก็จะบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างนั้นได้ เพราะไม่ใช่ตนจึงบังคับบัญชาไม่ได้. ๒. ตรัสถามขันธ์ ๕ โดยให้ตอบเป็นข้อ ๆ ว่า ขันธ์ ๕ (มีรูป เป็นต้นนั้น) เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ตอบว่า ไม่เที่ยง. สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือสุข ? ตอบว่า เป็นทุกข์. สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ? ตอบว่า ไม่ควร. ๓. ตรัสสรุปขันธ์ ๕ ว่า เพราะเหตุนั้น ควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า รูป เป็นต้น นั้น ทุกชนิดไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ๔.ตรัสแสดงผลการรู้ขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ว่า อริยสาวกผู้เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เป็นต้นนั้น เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. รู้ว่าสิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่ต้องทำหน้าที่อะไรเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก. ภิกษุปัญจวัคคีย์มีจิตหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ครั้งนั้น มีพระอรหันต์ในโลก ๖ องค์ (ทั้งพระพุทธเจ้า)

 

ต่อมาไม่นานได้เกิดเหตุการณ์อันสำคัญขึ้นในป่าอิสิปตนมิคทายวันในเวลาเช้ามืด เมื่อยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือน กลุ้มใจออกจากบ้านไปยังได้พบพระผู้มีพระภาค สดับพระธรรมเทศนาโดยพระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่อง อนุปุพพิกถา หมายถึง เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจด เป็นชั้น ๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจ มี ๕ คือ (๑) ทานกถา พรรณนาทาน(๒) สีลกถา พรรณนาศีล (๓)สัคคกถา พรรณนาสวรรค์ คือความสุขที่พรั่งพร้อมด้วยกาม (๔) กามาทีนวกถา พรรณนาโทษของกาม (๕) เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรม คือ อริยสัจสี่ ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม ส่วนเศรษฐีผู้เป็นบิดาออกตาม พบพระผู้มีพระภาคได้สดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรมตาม ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย(พระพุทธ,พระธรรม, พระสงฆ์) เป็นสรณะตลอดชีวิต นับเป็นอุบาสกคนแรกที่ถึงพระรัตนตรัย.ในขณะที่ฟังพระธรรมเทศนาที่แสดงแก่เศรษฐีผู้เป็นบิดา ยสกุลบุตรก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ และ ขอบวช. ครั้งนั้นมีพระอรหันต์ในโลก ๗ องค์. รุ่งเช้าพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระยสะเสด็จไปฉันที่เรือนเศรษฐีผู้บิดา ทรงแสดงธรรมโปรดมารดาและภริยาของพระยสะให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต. นับเป็นอุบาสิกาชุดแรกในโลก. ครั้นแล้วมีเพื่อนของ พระยสะ ๔ คน กับอีก ๕๐ คนตามลำดับ ได้มาฟังพระธรรมเทศนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงมี พระอรหันต์ในโลก ๖๑ องค์ ผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายส่งไปประกาศพระศาสนา โดยให้ไปทิศทางละ ๑ รูป อย่าไปรวมกัน ๒ รูป ส่วนพระองค์ตรัสว่า จะเสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม

 

จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด คำสอนสามเรื่องดังกล่าวจึงเป็นชุดเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา คือมี พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เกิดขึ้นในโลก ดังนั้น คำสอนสามเรื่องที่กล่าวมา ผู้เขียนจะได้วิเคราะห์ถึง ความสำคัญหลักอริยสัจ ๔ ความสัมพันธ์ของอริยสัจ ๔ กับ ขันธ์ ๕ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ๓. ความสำคัญของหลักอนุปุพิกถา ดังนี้

๑. ความสำคัญหลักอริยสัจ ๔ ( จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) มีเนื้อหาวิเคราะห์ได้ คือ

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้าแปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

๑. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ ๕

๒. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ

๓. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง ๓ ได้อย่างสิ้นเชิง

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาคือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ๒.สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ ๗.สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ ๑. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ๒. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ ๓.อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ อริยสัจ ๔ นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

อริยสัจสี่มีความสัมพันธ์กับกิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละข้อ ได้แก่

ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมา

ตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา

ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ

สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็น

จุดมุ่งหมาย

ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์

หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา

กิจทั้งสี่นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ กิจญาณเป็นส่วนหนึ่งของญาณ ๓ หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ,กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหยั่งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื่อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี่จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ ๑๒ ดังนี้

๑.สัจญาณ หยั่งรู้ความจริงสี่ประการว่า ๑.นี่คือทุกข์ ๒. นี่คือเหตุแห่งทุกข์ ๓. นี่คือความดับทุกข์ ๔. นี่คือทางแห่งความดับทุกข์

๒.กิจญาณ หยั่งรู้หน้าที่ต่ออริยสัจว่า ๑.ทุกข์ควรรู้ ๒. เหตุแห่งทุกข์ควรละ ๓.ความดับทุกข์ควรทำให้ประจักษ์แจ้ง ๔.ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น

๓.กตญาณ หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว คือ ๑. ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว ๒.เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว ๓. ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว ๔. ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว

๒.ความสัมพันธ์ของอริยสัจ ๔ กับ ขันธ์ ๕ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท (จากอนัตตลักขณสูตร) ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ ขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์มีสามัญลักษณะที่เหมือนกัน คืออนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ซึ่งไตรลักษณ์อันเป็นสามัญลักษณะแห่งขันธ์ ๕ นี้ บุคคลธรรมดาเห็นได้ยาก เนื่องจากความสืบต่อแห่งขันธ์ ๕ ปิดบังอนิจจลักษณะแห่งขันธ์ ๕ ความยักย้ายเคลื่อนไหวแห่งขันธ์ ๕ ปิดบังทุกขลักษณะแห่งขันธ์ ๕ และความเป็นหน่วยรวมแห่งขันธ์ ๕ ปิดบังอนัตตลักษณะแห่งขันธ์ ๕ จากความเป็นที่รวมแห่งขันธ์ ๕ ที่ปิดบังอนัตตลักษณะแห่งขันธ์ ๕ นี้ หากพิจารณาอีกแง่มุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แยกส่วนองค์รวมแห่งชีวิตออกเป็นส่วน ๆ ส่งเสริมการเข้าถึงอนัตตลักษณะ และนอกจากนี้แม้พระสูตรจะมิได้กล่าวถึง หลักธรรมอีกหมวดหนึ่งคือหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งขันธ์ ๕ มีความเกี่ยวข้องกับหลักปฏิจจสมุปบาท อย่างมาก กล่าวคือองค์ธรรม ๑๒ ประการในปฏิจจสมุปบาทสามารถสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ ๕ จึงทำให้ปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ ซึ่งกระบวนการปฏิบัติการร่วมกันนี้ปรากฏทั้งในปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติและแบบปัจจุบันชาติ

จะเห็นได้ว่า หลักไตรลักษณ์มุ่งแสดงสามัญลักษณะแห่งขันธ์ ๕ ในเมื่อกระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ สืบต่อแก่กันตามหลักธรรมปฏิจจสมุปบาท และในขณะเดียวกันหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทได้มุ่งแสดงถึงกระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ สืบต่อแก่กันเป็นกระแส จนมองเห็นสามัญลักษณะแห่งขันธ์ ๕ ในหลักธรรมไตรลักษณ์ จากความรู้นี้แสดงให้เห็นถึง ความเกี่ยวข้องแห่งทฤษฎีขันธ์ ๕ กับหลักธรรมไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเข้าใจความเกี่ยวข้องแห่งขันธ์ ๕ กับอริยสัจ ๔

ดังนั้น ขันธ์ ๕ มีความเกี่ยวข้องกับหลักอริยสัจ ๔ คือ อริยสัจ ๔ เป็นการจัดการขันธ์ ๕ ที่เป็นทุกข์ เพื่อบรรลุธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ความทุกข์ทั้ง ๑๑ หัวข้อในทุกขอริยสัจ เมื่อสรุปแล้วมีสาเหตุมาจากอุปาทานขันธ์ ๕ จึงทำให้อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นบทสรุปแห่งทุกขอริยสัจ และอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ คือขันธ์ ๕ ที่เน้นถึงส่วนหนึ่งแห่งสังขารขันธ์ที่เรียกว่าอุปาทานและอาสวะ แต่อย่างไรก็ตามอุปาทานขันธ์ ๕ ยังคงสามารถสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ทั้ง ๕ ดังนั้นทุกขอริยสัจจึงสามารถสงเคราะห์เข้ากับขันธ์ทั้ง ๕

ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นสาเหตุแห่งทุกขอริยสัจ โดยที่กระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ ที่นำไปสู่ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทสายเกิดแสดงให้เห็นความเป็นไปแห่งทุกขสมุทัยอริยสัจอันได้แก่ ส่วนหนึ่งแห่งสังขารขันธ์ที่เรียกว่าตัณหา และขันธ์ ๕ ที่เป็นบ่อเกิดแห่งทุกขสมุทัยอริยสัจนี้

ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นภาวะที่ทุกขสมุทัยอริยสัจหมดไป โดยที่กระบวนการปฏิบัติการร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ ที่นำไปสู่ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทสายเกิดขณะเลิกปฏิบัติการ แสดงให้เห็นความเป็นไปแห่งทุกขนิโรธอริยสัจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าหมายในการพัฒนาขันธ์ ๕ อันได้แก่ การบรรลุธรรม ภาวะแห่งเป้าหมายในการพัฒนาขันธ์ ๕ นี้เป็นภาวะธรรมที่อยู่นอกเหนือขันธ์ ๕ จึงยากต่อการเข้าใจของบุคคลธรรมดา

ทุกขนิโรธมินีปฏิปทาอริยสัจเป็นส่วนหนึ่งแห่งสังขารขันธ์ เป็นจุดเชื่อมต่อ และหลักการพัฒนาที่เหมาะสมที่จะทำให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานร่วมกันแห่งขันธ์ ๕ ที่จะทำให้เกิดทุกข์นั้น พัฒนาจนถึงขั้นหยุดปฏิบัติการ ซึ่งมีผลทำให้นิโรธอริยสัจปรากฏ กล่าวโดยสรุป ทุกขนิโรธมินีปฏิปทาอริยสัจ คือส่วนหนึ่งแห่งสังขารขันธ์ที่เป็นหลักปฏิบัติการแห่งขันธ์ ๕ เพื่อบรรลุธรรม

๓. ความสำคัญของหลักอนุปุพพิกถา

สมเด็จพระสังฆราชสกลสังฆปรินายก(เจริญ สุวฑฺฒโน) ให้นิยามอนุปุพพิกถาว่า

คำว่า อนุปุพพิกถา แปลว่า ถ้อยคำที่กล่าวโดยลำดับตั้งแต่เบื้องต้นขึ้นไป มี ๕ คือทานกถา ถ้อยคำที่พรรณนาทาน สีลกถา ถ้อยที่พรรณนาศีล สัคคกถา ถ้อยคำที่พรรณนาสวรรค์ กามาทีนวกถา ถ้อยคำที่พรรณนาอาทีนพ คือโทษของกาม เนกขัมมานิสังสกถา ถ้อยคำที่ พรรณนาอานิสงส์ของเนกขัมมะคือการออกจากกามสำหรับฆราวาส

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้อธิบายว่า อนุบปพพิกถา ซึ่งเป็นแนวการสอนธรรมแบบหลักที่ทรงใช้ทั่วไปหรือใช้เป็นประจำวัน โดยเฉพาะก่อนทรงแสดงอริยสัจ ๔ กล่าวถึงการครองชีวิตดีงามโอบอ้อมอารีช่วยเหลือกันดำรง ตนในสุจริตที่เรียกว่าทานและศีล แล้วแสดงชีวิตที่มีความสุขความเอิบอิ่มพรั่งพร้อมที่เป็นผล ของการครองชีวิตดีงามนั้น เรียกว่า สัคคะ จากนั้นแสดงแง่เสีย ข้อบกพร่อง โทษ ความไม่ สมบูรณ์เพียงพอของความสุข ความพรั่งพร้อมเช่นนั้น เรียกว่า กามาทีนวะ และในที่สุดแสดง ทางออกพร้อมทั้งผลดีต่างๆ ของทางออกนั้นเรียกว่า เนกขัมมานิสังสะ เมื่อผู้ฟังมองเห็นผลดี ของทางออกนั้นแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ ต่อท้ายเป็นตอนจบ

ดังนั้น การแสดงอนุปุพพิกถาของพระพุทธเจ้า คือ เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ,ธรรมเทศนาที่แสดงเนื้อความลุ่มลึกลงไปโดย ลำดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทำความเข้าใจใน ธรรมส่วนปรมัตถ์...ตามปกติ พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คฤหัสถ์ผู้มี อุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุธรรมพิเศษ ทรงแสดงอนุปุพพิกถานี้ก่อนแล้วจึงตรัสแสดงอริยสัจ ๔ เป็นการทำจิตให้พร้อมที่จะรับพระธรรมในระดับสูง

สรุปได้ว่าจากพระสูตรทั้งสามที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า ในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรพระพุทธเจ้าทรงยืนยันถึงการตรัสรู้ ความจริงที่พระองค์ได้รู้ คือ อริยสัจสี่ ทั้งนี้พระองค์ทรงรู้ได้ด้วยญาณตามความเป็นจริง ทรงตรวจสอบความรู้ของพระองค์กับญาณทั้งสาม ครบอาการสิบสอง แล้วจึงทรงยืนยันความเป็นอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อนั้นทรงแสดงอริยสัจสี่ แล้วขยายด้วย อนัตตลักขณสูตร ที่ว่าด้วยขันธ์ ๕ กับหลักไตรลักษณ์ จึงทำให้ปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหันต์ ซึ่งมีความแตกต่างจากการเทศนาแก่พระยสกุลบุตรโดยพระองค์แสดงอนุปุพพิกถาก่อน แล้วต่อด้วยการแสดงอริยสัจสี่ในตอนท้าย จึงทำให้ยสกุลบุตรได้บรรลุธรรม ดังนั้นไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะแสดงคำสอนอย่างไร หรือลำดับก่อนหลังอย่างไร หรือกับใคร พระพุทธเจ้าจะวางคำสอนเรื่องอริยสัจสี่เป็นแกนกลางเสมอ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถบรรลุพระนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา


ทวีศักดิ์ ต้นสกุลทวีทีม
ศศ.ม.(รัฐศาสตร์)ม.เกษตรศาสตร์